“เช่นนั้นพวกข้ากลับก่อน ไว้จะมาเยี่ยมใหม่” ใต้เท้าหลี่พูดพลางขึ้นรถม้าเดินทางกลับ สิ้นเสียงรถม้าที่วิ่งไกลออกไป ทำให้ชายกลางคนหันมายังลูกชายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ข้ามีเื่จะคุยด้วย ตามข้ามา” พูดจบหวงโจวเหรินก็ก้าวเท้าเดินตามบิดาเข้าไปในจวนทันที ก่อนจะเดินมาหยุดที่ศาลากลางน้ำ ท่ามกลางหิมะโปรยปรายมาเป็ระยะ
“ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้างั้นเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ข้ารับปากใต้เท้าหลี่ไปแล้ว ว่าจะให้เ้าแต่งงานกับฟางเหมย”
“ข้าไม่แต่งกับนาง ข้าไม่ได้รักนาง!” เขาตอบในทันที ก่อนชายกลางคนจะถอนหายใจ แล้วสบตาอีกฝ่ายแน่นิ่ง
“เ้าจำเป็ต้องแต่ง เ้าอย่าลืมว่าอีกไม่กี่เดือนเ้าต้องสอบเข้าเป็ขุนนาง อาศัยบารมีข้าอย่างเดียวจะสู้ผู้อื่นได้อย่างไร ใต้เท้าหลี่เป็ถึงเสนาบดีกรมโยธา ด้วยนิสัยของเขาแล้ว รู้จักขุนนางอื่น ๆ อีกมากมายที่พอช่วยเหลือเ้าได้ในอนาคต ยังไงเ้าก็ต้องอาศัยบารมีเขาในการรับราชการ” ชายหนุ่มชะงักนิ่ง
“แต่ว่า...” เขาทำท่าจะแย้ง
“ข้าเคยสอนเ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าให้เื่ความรักเป็รองตำแหน่งหน้าที่การงาน เ้าคิดดูให้ดี หากตอนนี้เ้าแต่งงานกับซินหยาง เ้าจะสู้ผู้อื่นได้อย่างไร ผู้ที่รอสอบเข้าเป็ขุนนางมีมากมายหลายร้อยคน ต่อให้เ้าเก่งกาจเพียงใด หากไม่อาศัยบารมีขุนนางเก่าคอยช่วยเหลือ ก็เท่ากับความสามารถของเ้าไร้ความหมาย ซินหยางตอนนี้ก็เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดาสามัญ จะมีบารมีใดช่วยเ้าได้อีก” ใต้เท้าหวงพูดจบ ก็เบี่ยงตัวเดินจากไป ปล่อยให้หวงโจวเหรินทบทวนทุกอย่างเงียบ ๆ ตามลำพัง
นับจากเด็กจนโต เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทุ่มเทเวลาทั้งหมดหมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่เคยทำตัวเหลวไหล ตั้งใจประพฤติตัวอยู่ในกรอบ เพื่อที่จะได้สอบเข้าเป็ขุนนางเดินตามรอยบิดารับใช้ราชสำนัก
‘ซินหยางข้าผิดต่อเ้าแล้ว’ ชายหนุ่มหยิบเอาผ้าเช็ดหน้า ที่ปักเป็รูปดอกเหมยจากฝีมือของซินหยางขึ้นมอง พร้อมละอองหิมะยังคงโปรยปรายลงมาเป็ระยะ
ไม่กี่วันหลังจากเปิดร้าน ชาที่รับมาจากเถ้าแก่เฉียงก็หมดลง ทำให้ซินหยางจำเป็ต้องเดินทาง ไปรับชาจากเถ้าแก่เฉียงอีกครั้ง ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย มารดาหยิบเสื้อคลุมตัวหนาสวมใส่ให้ลูกสาวด้วยความรัก
“ท่านแม่ ข้ารีบไปแล้วจะรีบกลับ แน่ใจเหรอว่าจะไม่ให้ข้าปิดร้าน” หญิงสาวถามมารดาด้วยความเป็ห่วง กลัวว่าจะทำให้ซูซินเหนื่อยเกินไป
“เ้าไปเถอะ เื่ร้าน แม่จะดูแลให้ อากาศหนาวเช่นนี้ ลูกค้า้าชาร้อน ๆ หากปิดร้านก็จะเสียโอกาสได้” หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงหันมายิ้ม
“เช่นนั้น ข้ารีบไป จะรีบกลับ” พูดจบซินหยางก็ออกเดินทางในทันที ก่อนสายตาสั่นไหวของซูซินจะจับจ้องมองลูกสาวจนลับสายตา ซูซินเดินกลับเข้ามาภายในร้าน แล้วย่อตัวลงยังเก้าอี้ ในทุกวันแม้จะค้าขายดี แต่นางก็รู้สึกคิดถึงใต้เท้าหลี่เป็อย่างมาก หญิงกลางคนหยิบเอากำไรหยกขึ้นมา แล้วหวนนึกถึงเื่ราวต่าง ๆ ในอดีต ความรักที่นางมีให้ใต้เท้าหลี่ มากมายจนไม่อาจอธิบายออกเป็คำพูดได้
“คำสัญญาของท่าน ไม่เป็จริงเลยสักคำ!” นางตัดพ้อก่อนจะรู้สึกแน่นหน้าอก แล้วไอออกมาเป็เื ด้วยความใทำให้นางเดินไปล้างปากทันที ด้วยความรีบร้อน
“ครั้งที่แล้ว ไม่ใช่ราคานี้ เหตุใดราคาของชาจึงขึ้นล่ะเถ้าแก่” ซินหยางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนเถ้าแก่เฉียงจะถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
“หน้าหนาวเช่นนี้ ชาเป็ที่้ามาก ข้าเองก็หามาได้เท่านี้ ความ้าเยอะขึ้น ราคาก็ต้องสูงขึ้น และก็เหลือไม่มากด้วย เ้าจะเอาหรือไม่ล่ะ” เถ้าแก่เฉียงถามด้วยหนักใจเช่นกัน ก่อนซินหยางจะทอดสายตาไปยังห่อชาที่ว่า นางไม่อาจลดคุณภาพลงได้ จึงจำใจต้องซื้อชาจากเถ้าเฉียงในราคาที่สูงกว่าปกติ
ระหว่างที่เดินทางกลับ หญิงสาวพยายามเริ่มคิดหาลู่ทางใหม่ หากยังรับชาจากร้านของเถ้าเฉียงต่อไป กำไรที่น้อยอยู่แล้วก็จะน้อยลงกว่าเดิม เมื่อเดินทางกลับมาถึง พบว่ามีลูกค้าเข้าร้านอยู่หลายโต๊ะ นางจึงรีบเข้าไปช่วยมารดาในทันที
“ขนมเถียนผิ่นสองชิ้น ได้แล้วเ้าค่ะ” รอยยิ้มหวานของซินหยางเผยออกมา พร้อมวางขนมลงบนโต๊ะ ก่อนลูกค้าจะเอ่ยชม
“ขนมเถียนผิ่นอร่อยมาก ฝีมือเ้าช่างดีจริง ๆ”
“เป็ฝีมือของแม่ข้า”
“งั้นรึ อร่อยมาก” คำชมของลูกค้าทำให้ซินหยางรู้สึกมีกำลังใจเป็อย่างมาก ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อหามารดา พบว่านางกำลังก้มๆ เงย ๆ บริเวณถังน้ำ
“ท่านแม่ เป็อะไร เหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้” ซูซินได้ยินเสียงบุตรสาวจึงอ้ำอึ้ง ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วตอบคำถาม
“แม่มาล้างมือน่ะ” หญิงกลางคนพูดพลางใช้ผ้าซับที่ขอบปากเบา ๆ ทว่าหน้าซีดเซียวของมารดาทำให้ซินหยางขมวดคิ้วแปลกใจ
“เหตุใดจึงหน้าซีดเช่นนั้น ท่านมาพักก่อน ที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง” หญิงสาวพูดพลางจูงมือมารดามานั่งยังโต๊ะ แล้วทอดสายตามองอีกฝ่ายก่อนจะเอื้อมไปกุมมือมารดาแน่น
“ท่านแม่ ท่านยังคิดถึงท่านพ่ออยู่ใช่หรือไม่” คำถามของซินหยางทำให้อีกฝ่ายนิ่งเงียบ ไม่ตอบ
“ข้ารู้ว่าท่านยังคิดถึงท่านพ่อ ในทุกคืนข้าแอบเห็นท่านลุกขึ้นมานั่งเหม่อคนเดียวมืด ๆ หากไม่ใช่เพราะคิดถึงท่านพ่อ จะมีเื่ใดทำให้ท่านแม่เป็เช่นนี้ ยอมรับความจริงเถอะนะเ้าคะ ว่าท่านพ่อไม่้าพวกเราแล้ว ตอนนี้เรามีกันและกันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ” ซินหยางพูดพลางจับมือมารดาขึ้นมาทาบที่แก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจมารดา
