“มีการลอบสังหาร นายท่านได้รับาเ็สาหัส”
อั้นปาค้ำจับประตูเอาไว้พลางหอบหายใจแรง เืหยดจากมุมปากของเขา หลังคำพูดสิ้นสุดลง ทั้งร่างก็ล้มลงกองกับพื้นและหมดสติไปทันที มิสามารถอดกลั้นไว้ได้อีก
สีหน้าของจีอู๋ซวงพลันแปรเปลี่ยน ร่างกายของตี้หลิงหานย่ำแย่นัก ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเหล่าองครักษ์เงามาเคาะประตูกลางดึกด้วยรหัสลับนี้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อเสียงเคาะดังขึ้น เขาก็รีบเก็บของทันที มิยอมเสียเวลาไปโดยเปล่าแม้เพียงพริบตาเดียว
จีอู๋ซวงมองสภาพของอั้นปา เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายได้รับาเ็สาหัส
เขาใยิ่ง นักฆ่าที่บุกมาในคืนนี้ต้องแข็งแกร่งถึงเพียงใด จึงสามารถทำร้ายอาหานได้ ทั้งยังทำร้ายองครักษ์เงาจนาเ็สาหัส
จีอู๋ซวงรีบพยุงอั้นปาขึ้นมาและป้อนยาให้กิน ก่อนจะเรียกรถม้า ชายหนุ่มแบกอั้นปาขึ้นไปบนนั้น องครักษ์เงาผู้นี้ยังมิได้สติ ทว่าจีอู๋ซวงกลับได้กลิ่นหอมจางๆ จากร่างกายของอีกฝ่าย กลิ่นนั้นเบาบางนัก ทว่ากลับเผยกลิ่นของวัตถุดิบที่ใช้ทำโอสถซึ่งล้ำค่าดั่งสมบัติ์ลอยอวล เขาดมอย่างละเอียด ทว่ากลับมีเหมือนไม่มี จีอู๋ซวงส่ายหัวและ้าถามอั้นปา ทว่าสหายผู้นี้กำลังสลบมิได้สติ รถม้าพุ่งทะยานท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี มุ่งหน้าไปยังจวนไท่จื่อ
...
ทางด้านจวนไท่จื่อ อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานที่ได้รับคำสั่งจากอั้นจิ่วก็วิ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจวนไท่จื่อซึ่งเป็บ่อน้ำพุร้อนทันที เมื่อพวกเขามาถึงก็ต้องใกับฉากตรงหน้าจนแทบพูดไม่ออก
เห็นเพียงองค์รัชทายาทที่นอนอยู่บนพื้น มีสตรีชุดดำนั่งอยู่ข้างกาย นางนั่งถัดไปจากพระองค์ ใบหน้าของนางเ็าดั่งน้ำแข็ง ท่าทางคล้ายโมโหยิ่ง เมื่อมองให้ละเอียดจึงเห็นว่ามือของนางถูกองค์รัชทายาทกำเอาไว้แน่น
เมื่อมองดูอีกครั้ง องค์รัชทายาทอยู่ในอาการสลบมิได้สติ ทว่าเหล่าองครักษ์เงาที่อยู่ข้างกายพระองค์ อั้นจิ่วกับอั้นปาเพิ่งจากไป ส่วนองครักษ์เงาทั้งเจ็ดที่เหลือล้วนไม่รอดสักราย ทุกคนล้มอยู่ที่พื้นและาเ็สาหัส พริบตานั้นอั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานก็แน่ใจแล้วว่าภายในจวนเกิดเื่ใหญ่ขึ้น
สิ่งที่เห็นในชั่วขณะนั้น พาให้ใจนตื่นตะลึง
“พวกเ้าเป็ใคร?”
“น้องสือเอ้อร์ น้องสือซาน”
ฮวาเหยียนและอั้นเสี่ยวฉีพูดขึ้นมาพร้อมกัน
ทันทีที่คนทั้งสองปรากฏ เมื่อฮวาเหยียนเห็นพวกเขา เพียงมองครั้งเดียวก็สามารถคาดเดาตัวตนของผู้ที่มาได้อย่างรวดเร็ว ดูจากท่าทางตกตะลึงของคนทั้งสองก็ทราบว่าเป็องครักษ์เงาของตี้หลิงหาน ดูทีแล้วที่เขาพูดมานั้นย่อมไม่ผิด นอกจวนไท่จื่อยังมีองครักษ์เงาอยู่อีกมาก
“กระหม่อมอั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซาน น้อมคารวะพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮวาเหยียน “...!”
ท้องฟ้าร้องลั่น สายฟ้าฟาดลงมา พระชายาทำหน้าราวกับเห็นผี
“ผู้ใดเป็พระชายา อย่ากล่าววาจาเลื่อนเปื้อน ข้าไม่เกี่ยวข้องอันใดกับนายท่านของพวกเ้าสักนิด”
ฮวาเหยียนส่งเสียงเ็า พยายามดึงมือของตนเองกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ดึงไม่ออก มิรู้ว่าตี้หลิงหานฝันร้ายอันใด ราวกับเขาเห็นนางเป็จอกแหนช่วยชีวิต
“พระชายา นายท่านเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานกล่าวขึ้นอีกหน
ฮวาเหยียน “...!!” พวกเ้าไม่เข้าใจภาษามนุษย์หรือ?
คิ้วงามใบหลิวของนางขมวดแน่น “ยังไม่ถึงตาย”
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานตัวสั่นเทาพร้อมกัน มิน่าเล่าตอนที่แยกกันพี่อั้นจิ่วถึงสั่งเอาไว้ ไม่ว่านางจะกล่าวหรือทำกับนายท่านอย่างไร อย่าขัดขืนหรือทำให้นางโกรธเสียเป็ดี...
วาจาที่ต้องโทษร้ายแรงเช่นนี้ ตกลงแล้วสตรีผู้นี้มีฐานะใดกันแน่?
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานข่มกลั้นจนใบหน้ากลายเป็สีแดงก่ำ
“เ้า เ้าช่างกล้านัก”
ทว่าอั้นเสี่ยวฉีมิอาจอดกลั้นเอาไว้ได้ เขาถูกฮวาเหยียนยั่วโมโหจนแทบคลั่งแล้ว
ฮวาเหยียนกลอกตา เ้าหน้าละอ่อนผู้นี้ช่างน่าโมโหเสียจริง
“พี่เสี่ยวฉี อย่ายั่วโมโหพระชายา”
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานรีบหันกลับไปปลอบขวัญอั้นฉี อั้นฉีโมโหจนมือและเท้าเกร็งแน่น “พวกเ้าสองคนโดนมนตร์ดำหรือ พระชายาอันใด? พระชายาจากที่ใด ยังไม่รีบสวมเสื้อผ้าให้นายท่าน ไม่รีบไปดูอาการของนายท่านอีก!”
อั้นฉีคำราม
“ขอรับ”
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว รีบร้อนหยิบเสื้อผ้าของตี้หลิงหานมาสวมให้ด้วยความเคารพต่อคำพูดของพี่อั้นฉี ทว่ากลับเห็นฮวาเหยียนโบกมือไปมา “อย่าไปฟังเ้าโง่นั่นเลย ร่างกายนายท่านของพวกเ้าร้อนดั่งถูกไฟเผา ต้องคลายความร้อน มิจำเป็ต้องสวมเสื้อผ้า เห็นหรือไม่ว่ากางเกงของเขาแห้งแล้ว?”
อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซาน “...!”
ตกลงแล้วพวกเขาควรฟังผู้ใด?
ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะประสานหมัดค้อมคำนับฮวาเหยียน “น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ พระชายา”
“ประสาท! บอกแล้วว่าข้ามิใช่พระชายา!”
ฮวาเหยียนกลอกตา นางจ้องเขม็งไปที่ตี้หลิงหาน เป็ความจริงที่ว่าเมื่อเ้านายบ้า ลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็บ้าเช่นกัน! ทว่าการหันกลับมามองครั้งนี้ทำเอาฮวาเหยียนต้องใจนตัวโยน ไอ้หยา ตี้หลิงหานลืมตาั้แ่เมื่อใด?
“ทะ ท่าน...ท่านตื่นั้แ่เมื่อใด?”
ฮวาเหยียนถามตะกุกตะกัก
ใบหน้าของตี้หลิงหานย่ำแย่เป็อย่างยิ่ง สีแดงโลหิตในดวงตาของเขายังคงมิจางหาย เขาไอออกมาสองครั้ง มิได้ตอบคำถามของฮวาเหยียน เมื่อหลุบตาลงก็เห็นว่าตนกุมมือน้อยของนางเอาไว้ มือบางเนียนนุ่ม ผิวขาวผ่อง เป็มือที่เล็กมากจริงๆ ขนาดพอดีกับมือใหญ่ของเขา บางคราก่อนหน้านี้นางคงใช้แรงดึงมือตนเองออกจากการกอบกุมของเขา ทว่าไม่สำเร็จ ข้อมือของนางจึงแดงเถือก
“เฮอะ องค์รัชทายาท หากมิใช่ว่าหม่อมฉันรู้ว่าพระองค์บรรทมอยู่ คงคิดว่าพระองค์ทรงตกหลุมความงามของหม่อมฉันเข้าแล้ว”
ฮวาเหยียนมองตามสายตาที่หลุบลงของเขา เห็นว่าเขามองมือเล็กของตนเองจึงส่งเสียงเย็นออกไป นางใช้แรงดึงอีกครั้ง และครานี้ก็ดึงออกมาได้สำเร็จ
วาจาที่นางกล่าวกับตี้หลิงหานแฝงด้วยหนามแหลมคม ทั้งยังใช้น้ำเสียงเ็าถากถาง
ตี้หลิงหานมิเอ่ยคำใด เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกับพื้น พยุงตนเองลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ทั้งร่างฉายประกายความงามที่ทั้งอ่อนล้าและอ่อนแอ แต่เป็การล่อลวงไปสู่ความตาย
“มู่อันเหยียน คนที่เ้าพึงใจเมื่อสี่ปีก่อนคือผู้ใด?”
ทันใดนั้นตี้หลิงหานก็ส่งเสียงถามออกมา เขาเงยหน้าขึ้นมองฮวาเหยียน ดวงตาจดจ้องนาง แสงสลัวของตะเกียงและแสงจันทร์สะท้อนใบหน้างดงามราวหยกขาวของเขาให้อบอุ่นไร้ใดเปรียบ แต่กลับเ็าราวจันทราเย็นเยือก ดวงตาของเขาดั่งลูกแก้วสีเื ลึกซึ้ง งดงาม ทว่าเปี่ยมด้วยอันตราย
ฮวาเหยียนถูกถามจนตกตะลึง นางโดนความงดงามของตี้หลิงหานทำให้สูญเสียสติไปชั่วขณะ จนเกือบเคลิบเคลิ้มไปกับความงามในภวังค์นั้น
โชคดีที่นางมีจิตใตที่แข็งแกร่ง จึงรีบบีบฝ่ามือเพื่อปลุกตนเองให้ตื่นจากภวังค์
แต่แล้วก็นึกถึงสิ่งที่ตี้หลิงหานถามขึ้นมาได้ ช่างน่าประหลาดใจนัก “ตี้หลิงหาน เหตุใดจู่ๆ พระองค์จึงตรัสถามเช่นนี้เล่าเพคะ? ไข้ขึ้นจนสติเลอะเลือนแล้วหรือ?”
ฮวาเหยียนเลิกคิ้วพลางประชดกลับไป เพียงอาศัยความสัมพันธ์ที่หากไม่ตายย่อมไม่จบระหว่างนางกับตี้หลิงหาน เป็ไปได้หรือที่จะสนทนาในหัวข้อที่ลึกซึ้งระดับนี้?
“อืม จู่ๆ ก็อยากทราบ”
ผู้ใดจะรู้ เขากลับมิได้โมโหฮวาเหยียนแม้สักนิด ตี้หลิงหานมีสีหน้าเรียบนิ่งเป็อย่างยิ่ง
ความรู้สึกราวกับต่อยหมัดใส่ปุยฝ้าย [1] นี้ไม่ดีสักเท่าไร เวลานี้เขาดูไม่ค่อยดีนัก ราวกับกำลังจะทะยานสู่์ ไร้ความแปลกแยก ไร้ความเยือกเย็น มีเพียงความอ่อนแอ
หากนางยังดุร้ายใส่อีก ก็คงรู้สึกเหมือนเป็คนพาลที่กำลังรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า
อันที่จริงฮวาเหยียนไม่้าตอบคำถามนี้ เมื่อสี่ปีก่อนมู่อันเหยียนตัวจริงเคยมีใจให้ผู้ใด นางจะรู้ได้อย่างไร?
“หม่อมฉันความจำเสื่อม จำไม่ได้เพคะ...”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เดิมที้าพูดจากระทบกระทั่งตี้หลิงหานอีกสองสามคำ ทว่าคำที่กล่าวออกมากลับมิได้น่าหงุดหงิดรำคาญใจเท่าใดนัก
หลังนางเอ่ยจบ พลันได้ยินตี้หลิงหานไอเสียงเบาก่อนพึมพำว่า “อ้อ จริงด้วย ข้าก็ลืมไปว่าเ้าจำอันใดมิได้สักนิด...”
เชิงอรรถ
[1] ต่อยหมัดใส่ปุยฝ้าย เปรียบถึง การต่อยที่ท้องของคู่ต่อสู้ ทว่าท้องกลับนุ่มเหมือนฝ้าย อธิบายถึงพลังหรือวรยุทธ์ของคู่ต่อสู้ที่ดีมาก ต่อให้ออกแรงแค่ไหนก็ไร้ผล และไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ได้เลย
