ไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึงจู่ ๆ ดรุณีอ่อนเยาว์ที่งดงามสดใสปานนี้กลับลงมือต่อยผู้อื่น ยิ่งไม่คิดว่าหมัดที่ทั้งเล็กทั้งน่ารักนั้นยามต่อยออกกลับมีอานุภาพรุนแรงปานนี้ กลับต่อยคนลอยละลิ่ว สภาวะที่แฝงมากับพลังหมัดกระแทกใส่อีกคนหนึ่งถึงกับกระดูกหักดังกร๊อบได้ยินกันถ้วนหน้า
เสียงอึกอักดังอยู่ในความเงียบมิทราบนัดกันหรือกระไร เหล่าลูกศิษย์สายนอกที่นั่งตะลึงงันต่างกลืนน้ำลายเหนียวข้น หลายคนยังหลั่งเหงื่อแตกตื่นออกมาจนเต็มแผ่นหลัง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ชื่ออินเหิงและสหายที่นินทาลูกศิษย์ของประมุขสำนักเมื่อครู่
แรกเริ่มทุกคนล้วนบังเกิดความรู้สึกดูแคลนศิษย์ทั้งสี่ของประมุข เห็นว่าล้วนใช้ไม่ได้ทว่าหมัดเดียวนี้อุดความคิดดูแคลนทั้งหมดเ่าั้ไป ดรุณีที่ดูอ่อนโยนนางหนึ่งยังน่ากลัวเช่นนี้ ที่เหลือเล่า?
“พี่ซิงเฉินสลบไม่ได้สติแล้วรีบนำเขาไปปฐมพยาบาท พี่ซิงเฉินอย่าได้เป็อะไรไป” เด็กหนุ่มหลายคนวิ่งฮือกันเข้ามาดูอาการของซิงเฉิน คนผู้นี้นับว่าโชคร้ายที่สุด นอกจากจะพ่ายแพ้แก่ดรุณีจนจิตใจบอบช้ำ ยังถูกลูกหลงคนกระแทกใส่จนกระดูกแตกหักอาการาเ็ที่ได้รับภายหลังยังมากกว่าที่ได้รับจากการประลองต่อสู้
จากนั้นปรากฏเด็กหนุ่มสี่ห้าคนหามซิงเฉินใส่เปลวิ่งออกไปนอกหออาวุธ ยามนี้แม้นไม่มีผู้าุโประจำแต่ละหอ ทว่าเหล่าลูกศิษย์ที่เพิ่งย้ายมาเดิมอยู่ที่สำนักเก่าผู้ใดที่มีความรู้ใดก็ไปประจำอยู่ที่หอนั้น ดังนั้นไม่มีผู้าุโแต่ยังมีลูกศิษย์บางคนที่มีความรู้ด้านการพยาบาทเบื้องต้นอยู่บ้าง
ถัดจากนั้นไม่นานก็ปรากฏเด็กหนุ่มหลายคนเดินอย่างตึงเครียดเข้ามาหาเห่ารานที่นอนแผ่อยู่กลางลานต่อสู้ ดรุณีที่เพิ่งชนะการต่อสู้เมื่อครู่ยังอยู่ในอาการตะลึงงันเพราะจู่ ๆ ที่เบื้องหน้าก็มีร่างคนลอยมา แทบจะชนนางกระเด็นไปด้วยโชคยังดีที่นางยืนห่างจากซิงเฉินหลายก้าว ไม่เช่นนั้นยังประสบชะตากรรมอเนจอนาถไม่ต่างจากซิงเฉิน
เสียงฝีเท้ารอบด้านโอบล้อมเข้ามาดังตังตังพลันดึงสติของนางให้ตื่นขึ้น ยามนั้นทุกคนล้วนมีความคิดเดียวกันว่า คนที่ถูกหมัดน่ารักทว่าทรงอานุภาพนั้นต่อยใส่คงตายแน่แล้ว ลูกศิษย์ของประมุขสำนักพันปีกลับตายด้วยเงื้อมมือของศิษย์น้องตนเองช่างน่าเวทนายิ่งนัก
หลินน่าใบหน้าซีดเผือดแม้นผ่านการต่อสู้กับฝึกตนด้วยกันเองมามาก ทว่ายังไม่เคยฆ่าคนยิ่งไม่เคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา ยามกะทันหันได้แต่เดินขาสั่นงันงกเข้าไปดูเด็กหนุ่มที่ถูกต่อยปลิวที่ด้านหน้า นางเดินสองก้าวแล้วหยุดลงไม่กล้าเดินต่อเพราะหวั่นจะเห็นสภาพก้อนเนื้อแหลกเละ ทว่าอึดใจถัดมากลับต้องอุทานเสียงดังด้วยความแปลกใจ
เด็กหนุ่มที่นอนแผ่อยู่ด้านหน้ากลับมีสภาพปกติ ใบหน้าสดใสสองแก้มยังแดงระเรื่อ อันที่จริงมิใช่เพียงสองแก้มทว่าิัทั้งร่างที่อยู่นอกอาภรณ์ล้วนเป็สีแดงอ่อนๆ คล้ายกับทองแดงหม่นมีประกายพร่างพราว ยามนั้นเห่ารานที่นอนแผ่อยู่พลันขยับตัวปากโอดครวญว่า
“โอย ปวดแทบตายแล้ว ศิษย์น้องซวี่ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นอย่าได้ต่อยศิษย์พี่เช่นนี้ แต่ว่าหมัดนี้ของเ้าหนักหน่วงขึ้นไม่น้อยพละกำลังเพิ่มขึ้นอีกแล้ว หลังจากนี้อย่าได้ต่อยแล้วเกรงว่าจะรับไม่ไหว”
เห่ารานพลันลุกขึ้นมาบิดร่างกายรอบหนึ่ง เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ ปากพ่นลมหายใจขุ่นออกมา ต้องใช้มือนวดส่วนที่ถูกต่อยใส่เมื่อครู่ ทั้งร่างที่กลายเป็ระยิบระยับค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม ทันใดพลันรู้สึกว่าไม่ถูกต้องต้องหันหน้ากวาดมองรอบหน้าเที่ยวหนึ่ง เห็นทุกคนจ้องมองตนเองด้วยสายตาเหม่อลอยตื่นตะลึง ที่ด้านหน้าตนเองยังยืนด้วยดรุณีน่ารักสดใสทว่าร่างแข็งทื่ออีกนางหนึ่ง
นางมีใบหน้ารูปแตง ั์ตาผลชิ่งคิ้วใบหลิว สองปรางแก้มแดงระเรื่อกลมป่องเล็กน้อยคล้ายกับอมอันใดไว้ในปาก จมูกเล็ก ริมฝีปากใหญ่ทาชาดเชิดขึ้นเล็กน้อย ผิวขาวเนียนละเอียดกอปรเป็ใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้มชวนลุ่มหลง เป็ความน่ารักที่จ้องมองแล้วไม่อาจละสายตาออก งมงายจนโงหัวไม่ขึ้น
เห่ารานจ้องมองนางจนเหม่อลอยรู้สึกใบหน้าและหูร้อนลวกอย่างแปลกประหลาดเป็อาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราวกับิญญาหลุดออกจากร่างปากพึมพำว่า
“ช่างงดงามนัก”
หลินน่าที่ตื่นตะลึงอยู่พอได้ยินอีกฝ่ายชมตัวเองโดยตรงเช่นนี้ถึงกับตะลึงลาน ตนยังเป็ดรุณีไม่ประสีประสา ถึงกับใบหน้าแดงก่ำขวยเขินจนต้องก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย บิดร่างไปมา ยามนั้นเห่ารานค่อยรู้สึกตัวว่าตนเองพึมพำเสียมารยาท รีบประสานมือย่อกายคารวะแทบจะจรดพื้นกล่าวเสียงกังวานว่า
“พี่สาวท่านนี้ข้า ข้า ข้าเห่าราน เป็ศิษย์ประมุขสำนัก ปีนี้อายุสิบสามปีเมื่อครู่เสียมารยาทต้องขออภัยด้วย”
หลินน่าไหนเลยคาดอีกฝ่ายยังเด็กยิ่งกว่าตนเองทั้งเป็คนซื่อบื้อเช่นนี้กลับกล่าวเสียงกังวาน ใบหน้าจรดใบหูยิ่งแดงก่ำราวกับผิงโกวลูกหนึ่ง ต้องยกสองมือปิดหน้า อายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
ยามนั้นเสียงของซวี่ฉีที่ขุ่นเคืองพลันดังออกมากล่าวว่า
“เหอะ ไม่ให้ข้าต่อยท่านแล้วจะให้ต่อยผู้ใด หรือจะให้ต่อยศิษย์น้องเล็กท่านดูมันร่างกายเล็กเท่านี้ไหนเลยสามารถรับหมัดได้ดีกว่าศิษย์พี่ ท่านเป็พี่ใหญ่ของพวกเราย่อมต้องตามใจศิษย์น้อง”
หลายคนฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง มีบ้างบางคนเพิ่มคนเวทนาให้กับเห่ารานผู้นี้ ที่แท้ผู้ที่เป็ศิษย์พี่ใหญ่กลับถูกศิษย์น้องของตนเองรังแก ดูจากเมื่อครู่ศิษย์น้องทั้งสองล้วนมีนิสัยดุร้ายเกรี้ยวกราด เช่นนั้นสภาพของเห่ารานยามอยู่กับศิษย์น้องทั้งหลายคงอเนจอนาถอย่างยิ่ง ดังนั้นทุกคนพลันถอนหายใจด้วยความเอ็นดู
ทันใดนั้นมิทราบเป็ผู้ใดกลับกล่าวขึ้นมาว่า
“อายุสิบสามปี? เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เขาโดนต่อยมามิใช่หรือ ไฉนจึงไม่มีาแอันใดเลย อีกอย่างร่างเขากระแทกศิษย์พี่ซิงเฉินจนกระดูกหัก แต่ตัวเขากลับปกติดีไม่ได้รับาเ็?”
“เมื่อครู่ข้าเห็นร่างของเขาเป็สีแดง พอโดนแดดส่องก็เป็ประกายระยิบระยับ นี่เป็ิัของมนุษย์หรือ?”
“หรือว่าเป็วิชาร่างทองพันชั้น แต่ว่าเขาอายุเพียงสิบสามปีมิใช่หรือ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ที่สามารถฝึกถึงระดับร่างทองเพลิงั้แ่อายุยังเยาว์ อีกอย่างเขาเป็เพียงผู้ฝึกตนระดับหลอมจิตมิใช่?”
หลินน่าได้ยินเสียงคนกล่าวค่อยรู้สึกตัวว่าตนเองเสียมารยาทเมื่อครู่อีกฝ่ายแนะนำตัวต่อตนแต่ตนเองกลับนิ่งเฉยใส่ ดังนั้นรีบยืดตัวตรงประสานมือคารวะกล่าวเสียงแ่เบาราวยุงบินว่า
“ข้า .. ข้า หลินน่า” จากนั้นเงยหน้าสำรวจอีกฝ่าย เป็เด็กหนุ่มใบหน้าเหลี่ยมสันกรามชัดเจน ดวงตาเป็ประกายสุกใส เบ้าตาลึกเล็กน้อย คิ้วหนาเข้มจมูกโด่งเป็สัน มาตรว่ายังอายุน้อยทว่าเป็ใบหน้าที่คมคายให้ความรู้สึกโตเกินวัยอยู่บ้าง แม้นมิได้หล่อเหลาลึกซึ้งทว่าเป็ใบหน้าที่มีเอกลักษณ์น่าค้นหา
ยามนั้นเห่ารานพลันยิ้มออกมาผงกศีรษะอย่างเซื่องซื่อสองแก้มปรากฏลักยิ้มเล็กๆ ออกมา กล่าวเสียงตะกุกตะกักว่า
“ยิน...ยินดีที่ได้รู้จัก พี่หลินน่า” จากนั้นหันกายวิ่งออกไป ท่าร่างเทอะทะทว่ายามก้าวเท้าย่ำกับพื้นเศษฝุ่นผงคลีที่พื้นกระดอนขึ้นทุกฝีก้าวมีน้ำหนักไม่น้อย
เห่ารานวิ่งออกจากลานต่อสู้พอดีสบตากับคนผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี ใบหน้าหล่อเหลาคิ้วตรงเข้มราวกับใช้พู่กันวาด สวมชุดนักบู๊สีน้ำตาลผูกคาดเอวสีขาวบนตักวางไว้ด้วยถุงมือหนังสัตว์สีน้ำตาลที่เก่าเล็กน้อย ั์ตาสีนิลกลอกกลิ้งถลึงมองตนเองอย่างไม่เป็มิตร สองคิ้วยังขมวดมุ่น
ขณะเห่ารานวิ่งผ่านมองเห็นมุมปากอีกฝ่ายยกขึ้นแค่นเสียงเ็าจากนั้นหันไปหาหลินน่ากล่าวว่า
“ศิษย์น้องหลินน่าไม่เป็ไรกระมัง คงไม่ถูกเ้าลูกสุนัขนั้นทำร้ายใช่หรือไม่”
เห่ารานที่วิ่งอยู่พลันหยุดลง สองเท้าถูกสภาวะที่วิ่งด้วยความเร็วลากไปด้านหน้าหนึ่งจั้งค่อยหยุดนิ่งลง หันกายกลับจ้องมองเด็กหนุ่มชุดน้ำตาล เห็นอีกฝ่ายเดินเข้าหาหลินน่า พยายามจับมือที่นุ่มนิ่มราวไร้กระดูกของหลินน่า จากนั้นถูกอีกฝ่ายคายมือออก หลินน่าก้มมองรองเท้าตนเองตอบว่า
“ข้าไม่เป็ไร ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็ห่วง”
ยามนั้นหลินน่าพลันเงยหน้าหันมามองเห็นเห่ารานจ้องมองตนเองด้วยใบหน้าซึมเซา
เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลนั้นพลันกล่าวเสียงกังวานราวกับตั้งใจประกาศให้ทุกคนได้ยินว่า
“น้องหลินน่าไฉนกล่าววาจาห่างเหินเช่นนี้ เราสองเป็คู่หมั้นที่ทางตระกูลหมายหมั้นั้แ่เล็ก อนาคตเป็สามีภรรยากันอย่าได้ทำเป็คนอื่นคนไกล”
มิทราบเพราะเหตุใดเห่ารานพลันรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งร่าง ราวกับปรากฏเข็มแหลมเล็กมากมายทิ่มแทงทั้งร่างและิญญา หันกายเดินกลับไปหาศิษย์น้องทั้งหลาย มาตรว่าไม่ได้รับาเ็เลยแม้แต่น้อยทว่ากลับรู้สึกปวดแปลบที่ทรวงอกด้านในคล้ายถูกของมีคมกรีดใส่
ยามนี้ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่กล่าววาจา ราวกับหออาวุธที่มีสองร้อยชีวิตไม่มีตัวตนก็มิปาน ที่ตำแหน่งประธานบนที่นั่งชม ลี่ซวนมองภาพเหตุการณ์พานได้แต่ส่ายหน้ากล่าวเสียงแ่เบาว่า
“รักแรกของบุรุษกลับชอกช้ำรักคู่หมั้นผู้อื่น เด็กเอยนอกจากถูกศิษย์น้องรังแกแม้แต่์ยังทารุณเ้า ช่างเป็เด็กที่น่าเวทนาจริงๆ”
โบ๋เวินพลันเอื้อนเอ่ยออกมา
“มองแรกเ้า เหมือนนกแรกร้อนคืนถิ่น
สายตาพริ้มพราว รอยยิ้มพลิ้วดังลมล่อง
ชุดชาดปกปิด เื่ราวในใจใคร่ครวญ
ยังไม่ทันเอ่ยวจี กลับกลายเป็ฝันขาดสะบั้น
ใต้เงากลีบเหมย กลับมีเ้าของคำหมั้น
นิ้วเรียวงามเกี่ยวเขาไว้ กระดิ่งทองพลันดังกังวาน
หนึ่งใจนี้ยอมสลาย ยังมิคลายรักให้จาง
เหลือเพียงถ้อยคิดถึง บนหมอนเย็นเยียบยามค่ำ”
“เป็บุรุษรักชอกช้ำหาเป็ไรไม่ ใช่ว่าภายหน้าจะไม่ได้พบผู้ใดอีก ท่านว่าใช่หรือไม่” พลางมองหาทางลี่ซวน
ทว่าลี่ซวนกลับแค่นเสียงคราหนึ่งคิดในใจว่า ใช่เหน็บแนมตนเองหรือไม่ ข้าอายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยมีรักสักหนเ้ากลับกล่าวเช่นนี้ ยามกะทันหันกลายเป็เซื่องซึมเช่นเดียวกับเห่าราน
ยามนั้นซวี่ฉีพลันแค่นเสียงเ็าใบหน้าประดับด้วยโทสะทุบที่นั่งด้านข้างพังเป็เศษซากเกิดเสียงดังปานะเิ ตวาดว่า
“เ้าวานรขนเหลืองกล่าวเสียงกังวานหาบิดาเ้าหรือ คิดว่าผู้อื่นอยากรู้รึว่าวานรอย่างเ้ามีหรือไม่มีคู่หมั้น”
เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลนั้นถึงกับผงะโกรธเกรี้ยวจนเคี้ยวฟันกรอดะโว่า
“เป็ผู้ใดกล่าว”
ซวี่ฉีกล่าวว่า
“เป็มารดาเอง ท่านย่าของเ้ากล่าว เ้าวานรขนเหลืองมีปัญหากับท่านย่าหรือไม่”