จะอธิบายให้หรงตงหลินเข้าใจได้อย่างไร?
สิ่งที่ผิดไปจากที่หลินลั่วหรานคาดคิดเอาไว้ก็คือ การที่หนอนหนังสือคนนี้ไม่ได้รู้จักชื่อเสียงของเสี่ยวจินเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงแต่แค่ใที่ในบ้านตระกูลหลินเลี้ยงสัตว์ร้ายแบบนี้เอาไว้และเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของคนในครอบครัวก็เท่านั้น
เมื่อหลินลั่วหรานนึกไปถึงท่าทางแข็งทื่อของหรงตงหลินในตอนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเสี่ยวจินเธอก็ไม่สงสัยเลยว่าบางทีหรงตงหลินอาจจะปกปิดอะไรเอาไว้ในคืนนั้นผู้เป็พ่อแสดงโชว์ฝีมือทำอาหารโดยใช้หน่อไม้ออกมามากมายทำเอาหรงตงหลินได้รับพลังสำหรับการแปลบันทึกไม้ไผ่ในค่ำคืนนี้ขึ้นมามาก
คืนนี้ดวงดาวนั้นมืดสลัว แต่ก็ยังคงไม่สามารถจะบดบังจิตใจที่เตรียมไว้เป็อย่างดีของหลินลั่วหรานได้
ในค่ำคืนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่มหรงตงหลินก็กลับเข้าไปพักที่ห้องนอนของตัวเองดูเหมือนว่าด้านหลังคฤหาสน์หลินจะเป็แสงนีออนสุดท้ายของค่ำคืนนี้แสงจันทร์ประกายวับวาวดูเงียบสงบและเบาสบาย
ที่นี่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สวยงามขึ้นได้อย่างแน่นอนหลินลั่วหรานนึกไปถึงก้อนหินที่ถูกวางเอาไว้ในพื้นที่ลึกลับก่อนที่ใบหน้าของเธอจะปรากฏสีหน้าแห่งการตั้งตารอคอยอย่างที่พบเห็นได้ยากออกมา
เธอไปดูเ้าจิ้งจอกน้อยก่อนเป็อย่างแรก เ้าตัวน้อยนอนฟุบอยู่ที่รังโดยไม่ขยับตัวแม้แต่น้อยแต่ว่าลมหายใจของมันก็มั่นคงขึ้นมากแล้วเธอจึงนำเอาพวกยาสมุนไพรวิเศษและผลไม้ที่เ้าตัวน้อยชอบกินวางเอาไว้ข้างๆรังของมัน
ตอนนี้เป็่เวลากลางดึกเงียบสงัดไร้ผู้คนทุกคนในบ้านหลินต่างก็พากันเข้านอนมีเพียงแค่ห้องของหรงตงหลินเท่านั้นที่ยังเปิดไฟเอาไว้แต่ว่าเมื่อถูกบดบังด้วยเงาหนาของต้นไผ่หลินลั่วหรานก็คิดว่าเขาคงจะไม่สามารถเห็นการขยับเคลื่อนไหวที่ตรงนี้ของเธอได้เธอจึงนำเอาก้อนหินก้อนใหญ่ออกมาจากพื้นที่ลึกลับอย่างสบายใจ
แสงจันทร์สาดผ่านรอยแยกของใบไผ่ลงมาทำให้เกาะกลางน้ำยิ่งดูเงียบสงบมากขึ้นไปอีก ในระหว่างที่เธอนึกภาวนาขึ้นในใจกองหยกก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าของเธอ แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ผ่านการเจียระไนแต่ด้านในก็เต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์อันสงบนิ่งทำให้มันเปล่งประกายสีหยกแวววาวสะท้อนรับกันกับแสงจันทร์
หยกพวกนี้ต่างก็เป็หยกระดับสูง หากนำไปเปลี่ยนเป็เงินพวกมันก็น่าจะมีค่าประมาณคฤหาสน์ตระกูลหลินถึงสามหลังแต่ว่าในค่ำคืนนี้หลินลั่วหรานตั้งใจจะนำเอาก้อนหยกที่มีค่าเหล่านี้ฝังลงไปที่ใต้คฤหาสน์ตระกูลหลินพร้อมกับหินก้อนใหญ่
สิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานเกิดความคิดนี้ขึ้นมาแน่นอนว่าเป็เพราะเ้าก้อนหินก้อนใหญ่เท่ากับโต๊ะกลมก้อนนี้หลินลั่วหรานััได้ถึงพลังทั้งห้าที่ล้อมรอบมันอยู่อย่างมีชีวิตชีวาและตรวจดูว่าภายในก้อนหินนั้นไม่ได้มีพลังเลยแม้แต่น้อยและนั่นก็ทำให้เธอยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นไปอีก
สิ่งแรกที่ทำให้เธอสงสัยก็คือทำไมเ้าดอกโบตั๋นสีดำถึงเติบโตอยู่บนก้อนหินนี้ได้ ทั้งๆที่มีดินอยู่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นอีกทั้งตัวก้อนหินเองก็ยังคงไร้ซึ่งพลังอีกต่างหาก แม้ว่าเธอจะใช้พลังมองภายในจนสติแทบหลุดแต่ก็ไม่พบอะไร
ตอนนั้นมันก็เพียงแค่คิดว่าบังเอิญแต่ด้วยระดับการฝึกศาสตร์ที่มากขึ้นของหลินลั่วหรานและประสบการณ์ที่เธอได้มาจากการไปเก็บนำพวกยาและสมุนไพรวิเศษมาจากสถานที่ลึกลับด้วยตัวเอง สิ่งเ่าั้บอกให้เธอได้รับรู้ว่าในสภาพแวดล้อมที่ไร้ซึ่งพลังการที่จะปลูกให้พวกยาสมุนไพรวิเศษเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้แม้ว่าในเขาลึกจะมีพลังธาตุไม้ที่อุดมสมบูรณ์แต่ว่ามันก็จำกัดอยู่เพียงแค่พวกโสมหรือโป่งรากสน พวกพืชพันธุ์แปลกๆจำเป็จะต้องเกิดขึ้นอยู่คู่กันเพื่อเสริมสร้างการในการเติบโตจากที่ทฤษฎีได้เขียนเอาไว้ เ้าก้อนหินที่มีความแข็งแรงและดูราวกับหยกก้อนนี้คือ ‘หินรวมพลัง’
เมื่อฟังดูจากชื่อแล้ว ก็อาจจะดูธรรมดาทั่วไปและมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรแก่การทำอุปกรณ์ ทั้งยังไม่สามารถใช้ทำยาได้แต่ว่ามันกลับมีความสามารถที่ของสิ่งอื่นต่างก็ไม่สามารถทดแทนได้คือ ‘การวางยุทธศาสตร์’
หากจะให้พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ในยุคที่พลังเวทเจิดจรัส ทุกๆสำนักต่างก็มีหินรวมพลังแบบนี้เอาไว้ไม่ขาดพวกมันถูกใช้ในการเป็ตัวนำกระจายของยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ และใช้เป็พื้นฐานของยุทธศาสตร์ที่ทับซ้อนกันมากมาย
มันไม่สามารถใช้ทำอุปกรณ์ใดๆ ได้ ไม่สามารถใช้ทำยาได้สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้ก็คือการรวมพลัง
มันสามารถจัดการนำเอาพลังทั้งห้าที่ล่องลอยอยู่ในธรรมชาติให้มารวมตัวเข้าด้วยกันได้และส่งไปเป็พลังให้แก่ยุทธศาสตร์ไม่มีหยุดตัวมันเป็เพียงก้อนหินที่ไร้ซึ่งประโยชน์แต่กลับสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ ในทุกๆวันนี้พลังธรรมชาติก็เบาบางลง อีกทั้งยังกระจัดกระจายวุ่นวายดูเหมือนว่าพลังในการรวบรวมพลังเหล่านี้จะดูไร้ประโยชน์แต่มันก็ไม่อาจจะขวางกั้นคนที่มือเครื่องมือคดโกงอย่างหลินลั่วหรานได้
เธอมีไข่มุกอยู่กับตัว! เธอไม่เข้าใจยุทธศาสตร์การรวมพลังแต่ถ้าหากว่าสามารถวางยุทธศาสตร์การป้องกันขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมไปทั้งคฤหาสน์ตระกูลหลินได้ล่ะ? เมื่อมองจากภายนอกมันก็เป็เพียงยุทธศาสตร์การป้องกันขนาดใหญ่ที่ปกป้องบ้านหลินเอาไว้แต่หากมองจากภายในแล้ว พวกเขาต่างก็อยู่ภายในตัวยุทธศาสตร์ที่มีหินรวมพลังเป็ตัวกระจายของพลังพลังที่ถูกส่งไปยังยุทธศาสตร์ก็มักจะต้องมีเล็ดลอดออกมาขอเพียงแค่หลินลั่วหรานอยู่ที่บ้านไข่มุกที่เธอใส่เอาไว้ก็จะสามารถแลกเปลี่ยนพลังได้ไม่หยุดและที่นี่ก็จะกลายเป็พื้นที่ที่เหมาะและดีต่อการแก่ฝึกศาสตร์แห่งหนึ่ง
หลินลั่วหรานรู้สึกได้ถึงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวขึ้นมา
เธอจมลงไปอยู่กับความคิดของตัวเอง แต่เธอกลับไม่ได้รู้เลยว่าแม้การวางยุทธศาสตร์การป้องกันให้ครอบคลุมคฤหาสน์ตระกูลหลินจะถือเป็ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่แน่นอนว่าความรู้ทางด้านยุทธศาสตร์ของเธอยังขาดแคลนอยู่มาก ‘ยุทธศาสตร์ปกป้องบ้านขนาดใหญ่’ นี้เป็เพียงการป้องกันธรรมดาๆเท่านั้นหากว่าได้รับการโจมตีจากผู้คนภายนอกก็ไม่ได้สามารถปกป้องเอาไว้ได้อย่างที่คิดอีกทั้งมันยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ใช้ในการโจมตีจึงทำให้ได้แต่ดึงดันถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ หลินลั่วหรานจึงทำอะไรไม่ได้มากนักเธอจัดการแบ่งหินรวมพลังออกเป็สองส่วนด้วยความยากลำบากเธอนำครึ่งหนึ่งฝังลงบริเวณใต้เกาะกลางน้ำแห่งนี้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเธอก็ตั้งใจว่าจะนำไปเตรียมทำตามแผนแบบนี้ที่คฤหาสน์ที่เขาชิงเฉิงเช่นกัน
หลังจากเก็บก้อนหินรวมพลังอีกครึ่งหนึ่งไปแล้วหลินลั่วหรานก็ร่ายเวทธาตุดินออกมา ดินสีเหลืองขยับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตมันค่อยๆ ขยับเข้าครอบคลุมตัวหินรวมพลัง ก่อนที่จะฝังลึกลงไปภายใต้เกาะเล็กแห่งนี้
หนึ่งเมตร สองเมตร สามเมตร...หลินลั่วหรานใช้จิตความคิดในการััทิศทางของหินรวมพลังจนเมื่อมันจมลึกลงไปประมาณสิบเมตร เธอก็ค่อยๆ คลายพลังเวทออก ด้วยความลึกขนาดนี้ไม่ว่าคฤหาสน์ตระกูลหลินจะทำอะไรก็ไม่น่าจะนำมันออกมาได้
เธอมองไปยังก้อนหยกที่กองอยู่บนพื้น หลินลั่วหรานถอนหายใจออกมาตัวเธอนั้นช่างมีชีวิตที่ลำบากมากจริงๆ เธอนั่งลงก่อนที่จะลงมือสลักยุทธศาสตร์ลงอย่างยากลำบาก
เวลาสามเดือนที่เธอใช้ในการศึกษายุทธศาสตร์การป้องกันเธอมักจะลองสลักลงบนก้อนหยกอยู่บ่อยๆและในที่สุดเธอก็สามารถหาจุดเชื่อมต่อของยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้พบหลินลั่วหรานคุ้นเคยกับมันเป็อย่างมากแต่ว่าหากจะเปรียบให้บ้านหลินเป็เหมือนกับกระดาษวาดยุทธศาสตร์และใช้ก้อนหยกเป็จุดเชื่อมต่อมันก็นับได้ว่าเป็ยุทธศาสตร์การป้องกันที่มีขนาดใหญ่มากทีเดียวดังนั้นสำหรับหลินลั่วหรานแล้ว มันก็ไม่ใช่เื่ง่ายเช่นกัน
เธอหลับตาลงก่อนที่จะใช้จิตความคิดมองต่ำลงไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลหลินเธอคิดคาดการณ์ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงขึ้นเธอถึงได้เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมา
ในมือของหลินลั่วหรานจับเอาหยกก้อนใหญ่ก้อนเล็กเอาไว้ ก่อนที่จะเดินไปรอบๆคฤหาสน์ตระกูลหลิน
ก้อนหยกขนาดเท่าไข่ไก่ก้อนหนึ่งถูกวางไว้บริเวณใต้บ่อปลาของตึกหน้าภายใต้ต้นการบูร ด้านขวาของโรงเก็บรถ ด้านหลังของหอคอย บริเวณรากของต้นกุหลาบจีนหรือแม้แต่ใต้แม่น้ำพื้นที่เหล่านี้ต่างก็ถูกหลินลั่วหรานวางก้อนหยกขนาดใหญ่บ้างขนาดเล็กบ้างเอาไว้
ก้อนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่ากับชามใหญ่และก้อนเล็กที่สุดก็ดูเหมือนกับไข่ไก่ ก้อนหยกที่เต็มไปด้วยพลังอุดมสมบูรณ์แบบนี้สำหรับโลกแห่งการฝึกศาสตร์แล้ว ก็เป็สิ่งที่ดูร่ำรวยจนทำให้คนอื่นอิจฉาขึ้นมาได้แต่หลินลั่วหรานกลับใช้มันโดยที่ไม่ได้เสียดายเลยแม้แต่น้อย
เธอวางก้อนหยกประมาณร้อยกว่าก้อนลงไปรอบๆ บริเวณบ้านหลินแม้ว่าร่างกายของเธอจะไม่ได้เหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อยแต่มันกลับใช้สมาธิของเธอไปมากทีเดียวมือขวาของเธอขยับร่ายเวทธาตุดินที่มีท่าร่ายมากถึงหนึ่งร้อยแปดท่า ออกมาก่อนที่จะควบคุมให้พวกหยกทั้งร้อยกว่าก้อนจมลงสู่ใต้ดิน โดยที่มีระยะความสูงต่ำไม่เท่ากันและนี่ก็เป็สิ่งหนึ่งที่ใช้ทดสอบพลังในการควบคุมของเธอได้เป็อย่างดี
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ท้องฟ้าก็เริ่มปรากฏแสงแห่งเช้าตรู่ขึ้นไฟในห้องของหรงตงหลินสว่างขึ้นมาอีกครั้งหลินลั่วหรานไม่สามารถจะเปิดพลังต่อหน้าเขาได้ เธอจึงหยุดการกระทำลงเพียงเท่านี้ก่อนจะวิ่งเข้าไปทานข้าวเช้าในบ้าน
ในสถานที่อันห่างไกลจากเมืองหรงเฉิงอย่างหมู่บ้านหลี่
เวลาสี่ปีได้ผ่านไปแล้ว ดูเหมือนว่าสาวแก่ตระกูลหลี่จะผอมลงไปมากใบหน้าของเธอเกิดรอยเหี่ยวย่นขึ้นมามากมาย แต่หากจะให้พูดถึงการด่าคนของเธอแล้วมันยังคงดีกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วเสียอีก
“ยังไม่ไปทำไข่ลวกให้น้องชายอีก รีบไปทำสิ อันผิงจะได้กินแล้วมีแรงไปทำงาน” ในมือของสาวแก่ตระกูลหลี่ถือกะละมังพลาสติกเอาไว้ด้านในบรรจุไปเต็มไปด้วยข้าวเปลือกสำหรับให้กับพวกไก่ ในมือขวาของเธอคือไข่ไก่ที่เพิ่งเก็บมาสดๆร้อนๆ เอาไว้สองฟอง
พี่สาวคนโตของตระกูลหลี่พูดบ่นขึ้นมา “แม่ไม่ยุติธรรมเลยนะน้องมันเอาแต่นอนอยู่ในบ้านมาสามปีแล้ว มีตรงไหนที่ดูเหมือนคนจะออกไปหางานทำบ้าง? มีไข่กี่ฟองก็เอาแต่ให้มันสู้เอาไข่ไก่พวกนี้ไปให้ลูกเขยคนโตกินน่าจะดีกว่าอีก...”
ในระหว่างที่พี่สาวคนโตของตระกูลหลี่ยังคงพร่ำบ่นต่อไปสาวแก่ตระกูลหลี่ก็ยกไม้ขนไก่ขึ้นมาตวัดลงไปด้านหน้าของเธอ
“ก็แค่กินไข่ไก่ไม่กี่ฟอง จะพูดอะไรมากมายไร้สาระอันผิงเป็นักศึกษาปริญญาโทเพียงคนเดียวในหมู่บ้านคนที่ทำเื่ได้ยิ่งใหญ่แบบนั้น จะมาเปรียบเทียบอะไรกับคนแบกดินแบกทราย? ฉันจะตีเธอให้ตาย...”
กำลังของสาวแก่นั้นมีไม่ใช่น้อย แต่ก็ไม่สามารถจะว่องไวได้เท่ากับผู้เป็ลูกสาวคนโตแม่ลูกทั้งสองพากันวิ่งไล่กันไปในตัวบ้านทำเอาแม่ไก่ที่เพิ่งจะถูกเก็บไข่ไปใขยับปีกบินขึ้นไปบนกำแพงส่งเสียงร้องเสียงดังขึ้นมา
ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งคนในหมู่บ้านต่างก็เห็นจนชินชาไปแล้ว แต่หลี่อันผิงก็ยังคงนอนสบายใจอยู่บนเตียงและทำเป็ไม่สนใจกับการโต้แย้งของผู้เป็แม่และพี่สาวคนโตเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภรรยาวัยสี่สิบกว่าปีถูกผู้เป็แม่ไล่ตีไปทั่วบ้านในใจของพี่เขยคนโตของอันผิงก็เต็มไปด้วยความโมโหคนทั้งบ้านพยายามที่จะช่วยกันส่งเสียดูแลน้องชายคนนี้ของภรรยาก็เพื่อหวังจะพึ่งเขากันทั้งนั้น การใช้ชีวิตในบ้านนอก แม้ว่าจะไม่ต้องใช้เงินมากแต่พวกข้าวสารอาหารเ่าั้ก็ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้าเสียหน่อย! พี่เขยใหญ่ไม่พอใจเ้าน้องชายที่เอาแต่กินและนอนไม่ทำอะไรอยู่ในบ้านมาตั้งนานแล้วเขาสวมรองเท้าแตะ ก่อนที่จะเดินไปที่หน้าต่างของห้องหลี่อันผิงพร้อมกับเคาะลงที่กระจกแรงๆ
“ดูสิ แม่กับพี่สาวต้องทะเลาะกันทุกวันก็เพราะแก นี่มันอะไรกัน? หลี่อันผิง ที่บ้านเลี้ยงแกมาตั้งสามปีก็ถือว่ามากพอแล้วถ้ายังเป็ผู้ชายอยู่ก็ออกไปหาเลี้ยงตัวเองสักที คนไร้ค่ากินข้าวเสียเปล่าแบบนี้ที่บ้านคงเลี้ยงไม่ไหวหรอก!”
สาวแก่กรีดร้องะโขึ้นมา “อันผิงก็แค่ไม่ไปหางานสักพักใครบอกว่าลูกชายฉันเป็คนไร้ค่า!” เธอปล่อยพี่สาวคนโต ก่อนที่จะถือไม้ขนไก่พุ่งเข้ามาทางลูกเขยคนโต
ทั้งสามทะเลาะกันวุ่นวาย ไก่ร้องหมาเห่าเต็มไปหมดเสียงทะเลาะโวยวายในบ้านและเสียงหัวเราะเย้ยหยันของพี่เขยทำให้หลี่อันผิงก็ไม่สามารถจะแกล้งนอนหลับต่อไปได้
เขาสวมรองเท้าแตะเดินลงมาจากเตียง ก่อนจะเปิดประตูห้องออก
“วันนี้จะไปทำงาน เลิกทะเลาะกันได้ยัง?”
หลังจากเกาะที่บ้านกินมาเป็เวลาสามปี หลี่อันผิงที่เคยหล่อเหลาในวันวานเมื่อไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่ดูดีแล้วแน่นอนว่าก็ไม่ได้มีความหล่อเหลาแบบเมื่อก่อนอีกต่อไปอีกทั้งเนื่องจากไม่ได้ทำอะไร ทำให้ตัวของเขาจึงดูอ้วนขึ้นมากใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารกรุงรัง ใต้ตาของเขาก็ดำคล้ำหากว่าผู้ชายคนนี้ไปปรากฏตัวต่อหน้าหลินลั่วหราน เธอก็อาจจะจำเขาไม่ได้
เมื่อได้ยินว่าลูกชายจะไปทำงาน สาวแก่ก็เผยรอยยิ้มออกมาและทิ้งไม้ขนไก่ในมือไปทันที “ลูกแม่จะอยู่พักที่บ้านอีกสักพักก็ได้เดี๋ยวแม่ไปทำไข่ลวกให้นะ!”
ใบหน้าของพี่สาวคนโตเองก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มหรือแม้แต่พี่เขยที่ไม่ชอบหน้าหลี่อันผิงเท่าไรเมื่อได้ยินว่าในที่สุดเขาก็จะไปทำงานเสียทีก็อดที่จะตั้งตารอขึ้นมาไม่ได้...อย่างน้อยก็เป็นักศึกษาระดับปริญญาโททำไมถึงจะต้องกังวลเื่หางานทำไม่ได้ด้วย?
เมื่อผ่านไปสักพัก สาวแก่ตระกูลหลี่ก็ยกเอาไข่ลวกมาเสิร์ฟให้หลี่อันผิงที่กำลังโกนหนวดอยู่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเธอเบิกบานราวกับดอกไม้
“แม่บอกแล้วว่าลูกเป็เด็กที่พยายามมาั้แ่เด็ก เื่ที่ไปติดต่องานเอาไว้ก็น่าจะพูดออกมาตั้งนานแล้วพี่เขยจะได้ไม่พูดอะไรแบบนั้น...อันผิง ลูกไปติดต่องานไว้ั้แ่เมื่อไร?”
หลี่อันผิงยังคงโกนหนวดอยู่หน้ากระจก โดยไม่หันกลับไป เขาพูดพึมพำออกมา “คนอื่นเป็ฝ่ายติดต่อเข้ามาหาเองเถอะ”
คำพูดของเขายิ่งทำให้สาวแก่รู้สึกสบายใจขึ้นไปอีกแน่นอนว่าเื่นี้ทำให้พวกเธอดูมีหน้ามีตาที่ดีขึ้นมาในหมู่บ้านสาวแก่อยากจะออกไปพูดโอ้อวด จึงถามต่อว่าเขาจะไปทำงานที่บริษัทใหญ่ที่ไหน
จนเมื่อหลี่อันผิงพูดออกมาว่า ‘ฝูหม่านโหลว’ ไข่ลวกในมือของสาวแก่ก็ตกกระจายลงไปที่พื้น
“อันผิงลูกแม่ ทำไมถึงจะจะกลับไปที่แบบนั้นอีกยัยคนชั่วนามสกุลไอนั่นโหดร้ายจะตาย ก่อนหน้านี้เธอตัดแขนตัดขาลูกแบบนั้นลูกลืมไปแล้วเหรอ!”
เมื่อได้ยินถึงเื่ที่ไอลี่ตัดทางเขาไปเสียทุกอย่างมือที่ใช้โกนหนวดอยู่ของหลี่อันผิงก็เผลอออกแรงหนักขึ้นจนทำให้มันบาดลงไปบริเวณคางของเขาจนมีรอยเืไหลออกมา ความแค้นที่ไอลี่เคยทำเอาไว้กับเขาทำให้เขาเกลียดไอลี่ยิ่งกว่าหลินลั่วหรานเสียอีก แล้วเขาจะลืมเลือนไปได้อย่างไร?
ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสให้กลับไปแล้วเขาก็จะต้องทำให้ไอลี่ได้ชดใช้กับความแค้นในครั้งนี้ เขาสาบานว่าจะต้องทบต้นทบดอกให้ได้!
ในตอนเช้าตรู่งูสีแดงตัวหนึ่งเลื้อยผ่านบริเวณประตูหน้าบ้านของหลี่อันผิงไปขนที่ลำคอของแม่ไก่ที่บินขึ้นไปบนกำแพงต่างพากันลุกชันตั้งขึ้นโดยที่พวกมันต่างก็ลืมที่จะส่งเสียงร้องไปชั่วขณะ
