รถม้ามุ่งตรงไปด้านหน้าต่อไป หากจะเดินทางจากที่นี่ไปถึงูเาฉางิไวๆ จะต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งวัน หากช้าหน่อยก็หนึ่งวันถึง
ตอนที่ใกล้เวลาบ่าย ซูิเยว่ขับรถม้าไปจอดตรงหน้าประตูบ้านของชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ข้างทาง นางล้วงเงินหนึ่งก้วนออกมา แล้วส่งรถม้าให้ชาวบ้านคนนี้ช่วยดูแลให้ก่อน
“ทางบนูเาเอารถม้าขึ้นไปไม่ได้ พวกเราทำได้แค่เริ่มเดินจากตรงนี้”
จี๋โม่หานกล่าว “ไม่เป็ไร”
ซูิเยว่หยิบของที่จะให้กับคนชราอู๋ิออกมาจากรถ “แต่ว่าก็ไม่ไกลแล้ว ขึ้นูเานี้ไป ประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว”
ทั้งสองคนเริ่มเดินขึ้นเขาไป ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงบนูเาตอนที่ฟ้ามืด
ตอนที่อยู่ด้านล่างเขามองไม่เห็นอะไรเลย แต่พอขึ้นเขามาแล้วถึงได้พบว่า บนูเาแห่งนี้เหมือนมีฟากฟ้าอยู่อีกที่ บนูเาเต็มไปด้วยดอกไม้สมุนไพรสีต่างๆ กำลังเบ่งบาน
กระท่อมไม้ไผ่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีสวนเล็กๆ ข้างเรือนโดยใช้ไม้ทำเป็รั้ว ทั้งยังเต็มไปด้วยต้นไผ่มากมายเพื่อซ่อนเรือนที่อยู่ในพงไม้ไผ่ หน้าประตูแขวนโคมไฟเอาไว้สองอัน แสงสีเหลืองอ่อนพลิ้วไหวไปตามลม
ประตูเรือนปิดแน่น ซูิเยว่เดินไปตรงหน้าประตูแล้วเคาะ
เพียงครู่เดียวประตูก็เปิดดังแอดพร้อมแง้มออกเป็รูเล็กๆ เด็กหนุ่มชุดเขียวอายุไม่มากคนหนึ่งยื่นหัวครึ่งหนึ่งออกมาดูจากช่องประตู สายตามองวนที่ซูิเยว่และจี๋โม่หานที่อยู่ด้านหลังนาง “พวกเ้ามีธุระอะไรหรือ?”
ซูิเยว่รู้จักเด็กคนนี้ เขาเป็เด็กทำยาข้างกายของคนชราอู๋ิ มีนามว่าฉือสุ่ย ชาติที่แล้วตอนที่นางฝากตัวเป็ศิษย์ของอาจารย์อู๋ิ ถึงแม้เด็กคนนี้จะเด็กกว่านาง แต่เมื่อนับจากลำดับรุ่นแล้วก็ยังต้องเรียกว่าศิษย์พี่
ซูิเยว่ยิ้มก่อนจะเอ่ย “พวกเรามาหาหมออู๋ิเพื่อให้รักษาให้เ้าค่ะ”
เด็กทำยาขมวดคิ้วก่อนจะพูดเสียงนิ่ง “ท่านอาจารย์ไม่พบแขก”
เด็กทำยาพูดเสร็จก็ปิดประตู
“เอ๋....รอเดี๋ยว รอเดี๋ยว” ซูิเยว่มือไวเอามือสอดเข้าไปที่ร่องประตู
เด็กทำยาพูดต่อ “ท่านอาจารย์ไม่พบแขกจริงๆ เ้าทั้งสองเชิญกลับไปเถิด”
ซูิเยว่รับขนมถั่วเขียวกับสุราจากมือของจี๋โม่หานมา นางยิ้มตาหยีแล้วพูด “ข้าเอาของพวกนี้มาทำความเคารพเขา รบกวนเ้าเอาไปให้หน่อยเถิด”
เด็กชายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมารับของจากในมือของซูิเยว่ “ก็ได้”
เขาพูดจบก็ปิดประตู
ซูิเยว่เงยหน้าถอนหายใจยาวแล้วหมุนตัวไปมองจี๋โม่หาน เป็อย่างที่คิดไว้ว่านิสัยของอาจารย์กับศิษย์พี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด แต่สถานการณ์นี้ก็ยังอยู่ในการคาดเดาของนาง
จี๋โม่หานยกมือขึ้นลูบหน้าของนาง ถึงแม้จะถูกคนปฏิเสธอยู่ด้านนอกประตู แต่สีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนไปสักนิด “เช่นนั้นตอนนี้จะทำอย่างไร?”
ซูิเยว่เงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งใกล้จะมืดแล้ว ตอนนี้กลิ่นอายน้ำค้างเริ่มชัดเจนขึ้นมา ในอากาศก็เริ่มชื้นแล้ว
นางจูงมือจี๋โม่หานเดินไปด้านข้างแล้วพิงกับต้นไม้ต้นหนึ่งก่อนจะพูดเสียงเรียบ “รอก่อนเถิด”
นางพูดแล้วก็มองดวงตาของจี๋โม่หาน สีหน้าของเขาราบเรียบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่นางรู้ว่าในใจของจี๋โม่หานอยากจะรักษาดวงตาของตัวเองให้หายมากแค่ไหน
“เชื่อหม่อมฉัน ผู้เฒ่าอู๋ิจะต้องพบพวกเราแน่ ท่านอาจารย์ของข้านิสัยก็แบบนี้ ถึงแม้เทวดา องค์ชาย หรือคนแก่มา เขาก็จะไม่พบ เวลาจะช่วยคนนั้นก็ต้องดูคนที่ถูกชะตาด้วย”
“อืม” จี๋โม่หานยกยิ้ม
ก่อนที่จะเจอซูิเยว่ เขาไม่หวังอะไรกับดวงตาของตัวเองแล้วจริงๆ แต่หลังจากเจอซูิเยว่ เขาก็มีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ซูิเยว่ใส่ใจดวงตาของเขามากกว่าตัวเขาเองเสียอีก แล้วเขาจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อใจนาง
ทั้งสองคนนั่งลงที่ต้นไม้เงียบๆ ฟ้าใกล้จะมืดลงแล้ว พอฟ้ามืด บนูเาก็เงียบสงัด เงียบเหงาเป็พิเศษ รอบๆ เป็ป่าทึบ มีแค่เสียงของแมลงดังออกมาจากหญ้า
ไม่รู้ว่าทั้งสองคนนั่งอยู่นานเท่าไร ในที่สุดประตูก็เปิดเอี๊ยดออกมา เด็กทำยาคนนั้นถือตะเกียงยื่นหัวออกมามองด้านนอก เหมือนกำลังหาอะไรอยู่ เขาเอียงหัว ก่อนจะถอยกลับไปอีก ตอนที่กำลังจะปิดประตู
“เฮ้ รอเดี๋ยวเ้าค่ะ”
ซูิเยว่จูงจี๋โม่หานเดินออกมาจากหลังต้นไม้
เด็กทำยาคนนั้นเห็นพวกเขาสองคนก็ชะงักไป “พวกเ้ายังไม่ไปอีกหรือ”
ซูิเยว่ยิ้มตาหยีแล้วตอบ “หากไม่ได้เจอหมอ พวกเราก็ไม่มีทางกลับ”
เด็กทำยาถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วเปิดประตูเรือนออกพร้อมเบี่ยงตัวให้ “เอาเถิด พวกเ้าเข้ามาเถิด ท่านอาจารย์ตกลงที่จะพบพวกเ้าแล้ว โชคดีที่พวกเ้ายังไม่กลับไป”
ซูิเยว่หันกลับไปมองจี๋โม่หานพลางพูดเสียงเบา “ไปเถิด”
ทั้งสองคนตามเด็กทำยาเข้ามาในเรือน ภายในเรือนมีสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งยังมีกระบะปลูกผักอยู่หลายกระบะ
เรือนไม้ไผ่หลังใหญ่มาก มีหลายห้อง ทั้งยังมีเรือนหลัง ซึ่งในตอนนี้เรือนหลังยังจุดไฟสว่าง
ทั้งสองคนเดินตามเด็กทำยาผ่านห้องยาแล้วเดินอ้อมไปถึงเรือนหลัง ที่เรือนหลังใช้หญ้าฟางทำศาลาเล็กๆ ขึ้นมา ในศาลาห้อยโคมไฟเอาไว้หนึ่งโคม ชายชราหนวดขาวกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้โยกกลางศาลา โต๊ะเตี้ยด้านข้างยังวางขนมเปี๊ยะถั่วเขียวกับสุราที่ซูิเยว่ซื้อก่อนหน้านี้
“ท่านอาจารย์ ข้าพาคนมาแล้วขอรับ”
ชายชราได้ยินการเคลื่อนไหวแต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแค่หันหน้ามาปรายตามอง แล้วพิจารณาจากบนลงล่างอย่างหยาบๆ
ซูิเยว่กับจี๋โม่หานเดินเข้าไปทำความเคารพ “ข้าซูิเยว่ ทำความเคารพผู้อาวุธโสอู๋ิ”
จี๋โม่หานเองก็พูดเสียงเรียบ “ข้ามีนามว่าจี๋โม่หานทำความเคารพขอรับผู้าุโ”
เขาไม่ได้ปกปิดฐานะของตัวเอง เพราะเขารู้ดีว่า ผู้เก่งกาจมาซ่อนเร้นอยู่ในที่เช่นนี้ไม่มีทางกลัวอำนาจ หากเขาปกปิดตัวตนจะเป็การไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย
ชายชราพอได้ยินจี๋โม่หานแนะนำตัว ในที่สุดก็ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ แล้วมองพิจารณาเขาตรงๆ ตอนที่เห็นดวงตาไร้แววของจี๋โม่หานก็เข้าใจขึ้นมาทันที “เ้าก็คือองค์ชายสามที่เป็เทพาของเมืองหลวงคนนั้นหรือ?”
“นั่นเป็เพียงแค่ฉายาที่คนเขาเรียกกันเท่านั้น ผู้าุโพูดเช่นนี้เป็ข้าน้อยที่รับไม่ไหวขอรับ”
องค์ชายสามจี๋โม่หานในตอนนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงมาก แต่เขาก็ไม่ได้เย่อหยิ่งเพราะเื่นี้
ชายชรารู้ถึงฐานะของจี๋โม่หาน แต่ใบหน้ากลับไม่ได้แสดงความใออกมาเลยสักนิด เขามองซูิเยว่แล้วก็มองจี๋โม่หาน “เ้ามาที่นี่ก็เพื่อให้ข้ารักษาดวงตาให้หรือ?”
“เ้าค่ะ”
ชายชราล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง เขายกสุราที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาดื่มก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูด “พักที่นี่หนึ่งคืนแล้วไปเถิด ข้าจะไม่รักษาตาให้เ้า”
จี๋โม่หานชะงักไป
“เพราะเหตุใดเ้าคะ?”
ซูิเยว่พูดอย่างไม่เข้าใจ นางคิดว่าอู๋ิรับปากให้พวกเขาเข้ามาแล้วก็คือรับปากว่าจะช่วยรักษาดวงตาให้จี๋โม่หานแล้ว
อู๋ิกลั้วหัวเราะ เขามองซูิเยว่แล้วพูด “แม่หนู ดูแล้วอายุยังไม่มากนะ เหตุใดถึงได้มีคำถามมากมายนัก”
เขาพูดไปแล้วก็มองขนมกับสุราด้านข้าง “เ้าเป็คนซื้อมาหรือ?”
“เ้าค่ะ”
อู๋ิก็หัวเราะออกมาอีก “เห็นแก่ขนมกับสุรา ข้าจะฝืนให้พวกเ้าเข้ามาพักหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าก็ลงจากเขากลับไปเสีย”
ซูิเยว่เบิกตาโต ถามอีกครั้ง “เหตุใดผู้าุโถึงไม่รักษาดวงตาของเขาหรือเ้าคะ ท่านจะต้องมีเหตุผลสิเ้าคะ”
