ไม่นานเท่าไหร่ เนี่ยเทียนก็ถอนตัวออกมาจากดาวหกแฉกตรงหน้าอกที่บันทึกคาถาสะเก็ดดาวบทต้นเอาไว้ ไม่กล้าทำความเข้าใจต่อ
---เพราะพลังจิตของเขาสูญหายไปเกินครึ่ง
ทว่าการวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวบทต้นในครั้งนี้กลับทำให้เขาประจักษ์แจ้งถึงวิธีการฝึกคาถาสะเก็ดดาวบทต้น
เขาที่ยุติการทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวได้รวบรวมสมาธิใหม่อีกครั้ง ใช้วิธีการฝึกที่ทำความเข้าใจก่อนหน้านี้มาชักนำแสงดาวที่สาดส่องให้มารวมกันอยู่ในน้ำวนดวงดาวกลางมหาสมุทริญญาของเขา
น้ำวนดวงดาวเดี๋ยวโคจรเร็ว เดี๋ยวโคจรช้า บางครั้งก็หยุดนิ่ง บางครั้งก็หมุนย้อนกลับ
แสงดาวหลายดวงที่แทรกซึมเข้าไปในน้ำวน เมื่อผ่านการชุบหลอมด้วยวิธีการลึกลับอย่างหนึ่งก็ค่อยๆ รวมตัวกันและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น บางครั้งมีหยดดวงดาวหลายหยดตกตะกอนอยู่ก้นน้ำวนดวงดาว
น้ำวนดวงดาวไม่เหมือนกับน้ำวนพลังิญญาอีกสามลูกในมหาสมุทริญญาของเขา ขณะที่เขาโคจรคาถาหลอมลมปราณดูดดึงเอาปราณิญญาเข้ามาและชุบหลอมให้พวกมันบริสุทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ปราณิญญาที่ถูกชำระล้างจะลอยออกมาจากก้นของน้ำวนพลังิญญาแล้วมาปรากฏอยู่รอบนอกของมหาสมุทริญญา รวมตัวกันเป็ชั้นๆ ขยับเข้าหาจุดศูนย์กลาง
ตบะท้าย์ก็คือการชุบหลอมปราณิญญาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้มันบริสุทธิ์ซ้ำไปซ้ำมา
ปราณิญญาที่ผ่านการหลอมบริสุทธิ์จะอยู่ในลักษณะของกลุ่มหมอกที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแล้วมาปรากฏอยู่ในมหาสมุทริญญาอีกครั้ง
ทว่าแสงดาวที่ใช้คาถาสะเก็ดดาวมาดูดซับเมื่อผ่านการชุบหลอมจากน้ำวนดวงดาวกลับรวมตัวกันกลายมาเป็ “หยดดาว”!
หยดดาวมีลักษณะเป็ของเหลว แตกต่างจากพลังิญญารูปกลุ่มหมอกในด้านของมูลสาร ซ่อนเร้นไว้ด้วยพลังงานที่คล้ายจะมหัศจรรย์ยิ่งกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น หยดดาวที่ถูกชุบหลอมให้บริสุทธิ์จากน้ำวนดวงดาวก็ไม่ได้เข้าไปรวมอยู่ในมหาสมุทริญญาเช่นกัน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนใดๆ กับพลังิญญาที่มีลักษณะเป็กลุ่มหมอกเ่าั้
หยดดาวแต่ละหยดล้วนตกตะกอนอยู่ที่ก้นน้ำวนดวงดาวในท้ายที่สุด และค่อยๆ กลายมาเป็แอ่งน้ำที่เกิดจากการรวมตัวกันของหยดดาว
เวลาผันผ่านไป ในที่สุดรัตติกาลที่ยาวนานก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด
ม่านรัตติกาลถดถอยไป แสงอรุณยามเช้ามาเยือน
ขณะที่อรุณแรกสาดส่อง เนี่ยเทียนยังคงััได้ว่ามีแสงดาวระยิบระดับสาดส่องลงมา ทว่าความเร็วในการฝึกคาถาสะเก็ดดาวและการชักนำแสงดาวของเขากลับลดลงอย่างฮวบฮาบ
รอจนท้องฟ้าสว่างไสวเต็มที่แล้ว การฝึกฝนของเนี่ยเทียนก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็เชื่องช้า
ในที่สุดเขาก็ยุติการทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวและค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะที่ค่อนข้างยาวนานครั้งนี้
เขาเก็บเอาพลังจิตคืนมา ตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด พบว่าเมื่อผ่านการฝึกฝนอย่างยากลำบากครั้งนี้ พลังิญญาในมหาสมุทริญญาของจุดตันเถียนของเขาได้ฟื้นคืนมาแล้วเจ็ดแปดส่วน
ในน้ำวนดวงดาวก็มีแอ่งน้ำหยดดาวที่ตื้นเขินปรากฏขึ้นมา หยดดาวที่อยู่ก้นน้ำวนคล้ายสามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่าพลังจิตที่เขาสูญเสียไปเกินครึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้เพียงทำความเข้าใจกับคาถาสะเก็ดดาวบทต้นในส่วนน้อย ได้แค่บรรลุวิธีการควบคุมน้ำวนดวงดาวอย่างมหัศจรรย์เพื่อรวบรวมหยดดาวเท่านั้น
ส่วนควรจะนำหยดดาวมาใช้อย่างไร ตอนนี้เขายังมิอาจรู้ได้
เมื่อเขาลืมตาขึ้น เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างยิ่ง รู้ทันทีว่าพลังจิตเผาผลาญไปไม่น้อย
“เ้าตื่นแล้วรึ?”
ข้างกายเขา อันซืออี๋สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของเขาก่อนใคร แล้วจึงหยุดการบำเพ็ญตบะของตัวเองในทันที หันมามองเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
ในมือของอันซืออี๋กำหินวิเศษเอาไว้หลายก้อน นางเองก็น่าจะกำลังฟื้นฟูพลังตัวเองเช่นกัน
เมื่อนางเอ่ยปากถาม เจียงหลิงจูก็ใตื่นขึ้นมา หันมามองเนี่ยเทียนด้วยความงุนงง “เอ๊ะ ฟ้าสว่างแล้ว”
ไม่เหมือนกับอันซืออี๋ เจียงหลิงจู...ไม่ได้ใช้หินวิเศษฟื้นพลัง แต่เป็เพราะว่าเหนื่อยเกินไปจึงเผลอหลับในขณะที่ฝึกบำเพ็ญตบะ
เพิ่งจะกลับมาจากประตู์ได้ไม่นานก็ต้องเร่งเดินทางติดต่อกันโดยไม่ได้หยุดพัก ทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับเก๋อหลู่เท่อผู้เป็ภูตผีปีศาจชั้นสูง คอยต้านทานปราณปีศาจอย่างต่อเนื่อง
สภาพจิตใจของนางมิอาจดำรงอยู่ในสภาวะตื่นเต็มที่ได้นานนัก นางจึงจำเป็ต้องใช้การนอนหลับมาฟื้นฟูร่างกาย
“อืม เพิ่งตื่น พวกเ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว”
เนี่ยเทียนส่งยิ้มให้แล้วมองไปรอบด้าน จึงเห็นพวกผู้ที่กลับมาจากประตู์อย่างหงช่าน เฟิงหลัวและลี่ฝานที่ต่างก็รวมตัวกันอยู่ข้างกายหลีจิ้งเ้าสำนักโลหิต
หลีจิ้งไม่ได้พูดอะไร นางนั่งนิ่งอยู่กับที่คล้ายกำลังรับฟังพวกหงช่านเล่าถึงอันตรายที่พบเจอในประตู์
อวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตนั่งอยู่ข้างกายเสิ่นซิ่วผู้เป็อาจารย์ของนางด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย เหมือนว่ากำลังจับตามองการกระทำทุกอย่างของเขาอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเขาฟื้นตื่นมาจากการบำเพ็ญตบะ อวี๋ถงก็แทบจะเห็นได้ในทันที สีหน้าของนางซับซ้อนแปลกไปจากเดิม
คนของสำนักโลหิตมากมายที่มีขอบเขตต่ำต้อยกระจายตัวอยู่รอบด้าน กำลังทำความสะอาดสมรภูมิรบ
สำนักโลหิตที่ถูกภูตผีปีศาจชั้นต่ำโจมตีจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทุกที่เต็มไปด้วยเศษก้อนหินที่แตกทลาย มีหินบางก้อนกดทับอยู่บนร่างของภูตผีปีศาจชั้นต่ำ ทว่าเบื้องใต้หินบางก้อนก็คือร่างกายที่เืเนื้อเปรอะเปื้อนของคนสำนักโลหิต
คนของสำนักโลหิตสีหน้าเศร้าโศก มีบางคนข่มกลั้นความเ็ปเอาไว้ และบางคนก็ร่ำไห้เสียงเบา
ผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์สีหน้าเ็าคล้ายเห็นมาจนชิน จึงไม่เผยอาการใดๆ ออกมา
คนเ่าั้ที่นั่งอยู่ข้างกายหลีจิ้งต่างก็มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการสูญเสียของสำนักโลหิตมากนัก
เมื่อประเมินดูสภาพรอบด้านหนึ่งรอบ เนี่ยเทียนก็พลันหันไปมองข้างหลัง แล้วก็มองเห็นทันทีว่าโครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นนอนนิ่งอยู่บนพื้น แม้ว่าบนร่างจะมีปราณเข้มข้น แต่กลับไม่มีคลื่นพลังชีวิตใดๆ
ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าขณะที่เขาฟื้นตัว พลังชีวิตที่เขามอบให้โครงกระดูกปีศาจเืได้เผาผลาญหมดไปแล้ว
หากคิดจะปลุกให้โครงกระดูกปีศาจเืฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจำเป็ต้องใช้วิธีเดิมนั่นคือถ่ายเทพลังชีวิตที่ซ่อนอยู่ในเืเนื้อของเขาเข้าไปยังหัวใจของโครงกระดูกปีศาจเื
คิดมาถึงตรงนี้เขาก็หยิบเอาเนื้อวิเศษหลายชิ้นออกมาจากกำไลเก็บของแล้วสวาปามคำใหญ่โดยไม่พูดไม่จา
เนื้อสัตว์วิเศษที่มีพลังชีวิตเข้มข้น เมื่อถูกดูดซับไปโดยกระเพาะอาหารจึงสามารถช่วยให้ปราณเืเนื้อของเขาที่เผาผลาญไปได้รับการเติมเต็ม มีเพียงใช้วิธีนี้เท่านั้นเืสดที่หายไปจากร่างของเขาถึงจะรวมตัวกันขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
“ลี่ฝาน เ้าไปสั่งการแล้วสามารถพาเจียงหลิงจูจากไปได้เลย หรือหากจะอยู่สำนักโลหิตของข้าต่อก็ได้” หลีจิ้งเอ่ยขึ้นกะทันหัน
ลี่ฝานจากสำนักหลิงอวิ๋นลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าจนใจ
“เนี่ยเทียน เ้าปลุกโครงกระดูกปีศาจเืให้ตื่นขึ้นมา จึงนำเื่เดือดร้อนมาสู่ตัวเล็กน้อย ผู้าุโหลีของสำนักโลหิตคิดฉกตัวเ้ามาจากสำนักหลิงอวิ๋น และ้าให้เ้าอยู่ที่สำนักโลหิตตลอดไป” พอลี่ฝานมาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนก็ถอนหายใจหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยความ้าของหลีจิ้งออกมา “หลังจากที่ข้ากลับไปจะรายงานให้ท่านอาจารย์และท่านอาจารย์ปู่ทราบ ดูว่าพวกเขาจะตัดสินใจเช่นไร”
“ท่านว่าอย่างไรนะ?” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี “นาง้าให้ข้าเป็คนของสำนักโลหิต?”
ลี่ฝานยิ้มเจื่อน “โครงกระดูกปีศาจเืสำคัญกับสำนักโลหิตอย่างยิ่ง พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมให้เ้าที่เป็ผู้ควบคุมมันพาโครงกระดูกปีศาจเืกลับไปยังสำนักหลิงอวิ๋นของพวกเราแน่นอน ตอนนี้สถานการณ์ของอาณาจักหลีเทียนย่ำแย่ การดำรงอยู่ของโครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ส่วนใหญ่ ดังนั้น...”
เขาส่ายหัว เอ่ยด้วยความหดหู่ “ข้าเกรงว่าต่อให้เป็อาจารย์ของเ้า เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ก็คงต้องถูกบีบให้ยอมรับเงื่อนไขของนาง”
เนี่ยเทียนอึ้งตะลึงไปทันที
เจียงหลิงจูที่นั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง เวลานี้ก้มหน้าลงต่ำ ไม่พูดอะไร
แม้แต่นางเองก็ยังตระหนักได้ว่าเมื่ออาณาจักรหลีเทียนเผชิญกับภัยพิบัติใหญ่หลวง และ้าพละกำลังที่แข็งแกร่งอย่างในตอนนี้ ข้อเสนอนี้ของหลีจิ้งช่างพอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน
“ภูตผีปีศาจอาละวาดไปทั่วอาณาจักร เมืองเฮยอวิ๋น...จะเป็อย่างไรบ้าง?”
หลังรู้จากปากลี่ฝานว่าสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนย่ำแย่ถึงขีดสุด สิ่งที่เนี่ยเทียนนึกถึงจึงมีเพียงความปลอดภัยของท่านตาและเนี่ยเฉี่ยนป้าใหญ่ของเขา
เพราะในชีวิตของเขาก็มีเพียงเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนเท่านั้นที่เป็บุคคลสำคัญที่สุดสำหรับเขา
อูจี้ก็เป็คนหนึ่งเช่นกัน แต่เขาเชื่อว่าด้วยความสามารถของอูจี้ ต่อให้อาณาจักรหลีเทียนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากที่สุด เขาก็น่าจะสามารถรักษาตัวรอดได้
ที่เขากังวลก็คือเมื่อภูตผีปีศาจชั้นต่ำส่วนหนึ่งเข้าไประรานยังเมืองแต่ละแห่งที่เผ่ามนุษย์อาศัยอยู่ เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนจะถูกภูตผีปีศาจชั้นต่ำสังหารหรือไม่
“ข้าไม่รู้” ลี่ฝานขมวดคิ้วเป็ปมแน่น “แต่ข้าสามารถรับรองกับเ้าได้ว่าเมื่อข้ากลับไปถึงจะพยายามตามหาท่านตากับท่านป้าใหญ่ของเ้าให้เจอ เ้าไม่สามารถไปจากสำนักโลหิต และไม่สามารถหนีพ้นเส้นสายตาของหลีจิ้งผู้นั้นได้ ข้าก็จะพยายามช่วยเ้าสุดความสามารถ ไม่ให้ท่านตาและท่านป้าใหญ่ของเ้าได้รับอันตราย”
หยุดชะงักอยู่อีกครู่หนึ่ง ลี่ฝานก็เอ่ยเสริมว่า “หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่”
เนี่ยเทียนสีหน้ามืดคล้ำ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบเอาวัตถุดิบมากมายสำหรับการบำเพ็ญตบะที่ได้รับมาจากพวกผู้แข็งแกร่งต่างอาณาจักรออกมาจากกำไลเก็บของแล้วส่งให้ลี่ฝานทั้งหมด “ของเหล่านี้ไม่มีประโยชน์กับข้าเท่าใดนัก ข้าอยู่กับหลีจิ้งก็ไม่น่าจะได้ใช้มัน ท่านเอาไปทั้งหมดได้เลย ถือเสียว่าเป็ค่าตอบแทนที่น้อยนิดซึ่งข้ามีให้ต่อสหายร่วมสำนักหลิงอวิ๋นเ่าั้”
ลี่ฝานมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงรับเอาของทั้งหมดมาโดยไม่เกรงใจ จากนั้นจึงกล่าวว่า “เ้าอยู่กับหลีจิ้งน่าจะไม่ใช่เื่เลวร้าย ต่อไปเมื่อสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนมั่นคงขึ้นแล้วก็ใช่ว่าเ้าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปยังสำนักหลิงอวิ๋นเสียเลย ข้าจะพาหลิงจูกลับไปก่อน เ้ารักษาตัวด้วย”
“ท่านลุงลี่ ท่านเองก็รักษาตัวด้วย” เนี่ยเทียนกล่าว
“อืม” ลี่ฝานลุกขึ้นยืน หมายจะพาตัวเจียงหลิงจูกลับไปพร้อมกัน
เวลานี้เอง หลีจิ้งแห่งสำนักโลหิตก็พลันหันมาสั่งความกับเซิ่นสิ่ว “พี่เสิ่น ท่านคุ้มครองพวกเขากลับสำนักโลหิต และก็เื่ญาติสองคนนั้นของเนี่ยเทียนที่อยู่เมืองเฮยอวิ๋น ท่านช่วยตามหาพวกเขาเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็พาพวกเขากลับมาที่สำนักโลหิตด้วย”
ดูเหมือนว่านางจะได้ยินบทสนทนาระหว่างเนี่ยเทียนและลี่ฝานอย่างชัดเจน และเหมือนว่านางเองก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเนี่ยเทียนอยู่ตลอดเวลา
“รับทราบ” เสิ่นซิ่วลุกขึ้นยืน
อันซืออี๋ที่อยู่ข้างกายเนี่ยเทียนเห็นว่าลี่ฝานและเจียงหลิงจูกำลังจะจากไปจึงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ กล่าวว่า “ข้าจะไปกับพวกเ้าด้วย”
“ไม่จำเป็หรอก” ลี่ฝานส่ายหัวพูดว่า “สำนักโลหิตต้านทานการรุกรานจากภูตผีปีศาจชั้นต่ำกลุ่มแรกเอาไว้ได้ ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ ที่นี่น่าจะเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดของอาณาจักรหลีเทียน แม้ว่าหอหลิงเป่าของพวกเ้าจะรวมตัวอยู่กับสำนักหลิงอวิ๋นแล้ว ทว่าหากพวกเราคิดจะฝ่าแนวป้องกันของภูตผีปีศาจเพื่อเข้าไปในสำนักหลิงอวิ๋นให้ได้นั้นไม่ใช่เื่ง่าย”
“ตระกูลอันของข้าก็อยู่เมืองเฮยอวิ๋นเหมือนกันนะ” อันซืออี๋กล่าว
ลี่ฝานอึ้งไปครู่จากนั้นจึงถอนหายใจยาวเหยียดแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้”
เขารู้ว่าอันซืออี๋เป็ห่วงตระกูลอัน และเป็ห่วงอันอิ่งน้องสาวของนาง ทั้งๆ ที่รู้ว่าหนทางเบื้องหน้าอันตรายแต่ก็ยังพร้อมจะเผชิญหน้ากับมัน
เนี่ยเทียนรู้ว่าอันซืออี๋ตัดสินใจดีแล้ว และก็เข้าใจดีว่าเขามิอาจไปจากสำนักโลหิตได้ จึงทำได้เพียงพูดขึ้นด้วยความจำใจ “พี่หญิง รักษาตัวด้วย ไว้เจอกันคราวหน้า”
“เ้าก็เหมือนกัน” ดวงตาสุกใสของอันซืออี๋หม่นแสงลง
“เ้าสำนักมีคำสั่งให้ข้าคุ้มครองพวกเ้าไปจากที่นี่” เซิ่นสิ่วลอยตัวมาถึง มองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้งแล้วจึงกล่าวว่า “ข้าจะไปที่เมืองเฮยอวิ๋น ขอแค่ท่านตาและท่านป้าใหญ่ของเ้ายังไม่ตาย ข้าจะพาพวกเขากลับมาที่สำนักโลหิต”
“ขอบคุณมาก” เนี่ยเทียนลุกขึ้นยืนทำความเคารพ
เขารู้ดีว่าความสามารถของเสิ่นซิ่วเป็รองแค่หลีจิ้งเท่านั้น มีประโยคนี้ของเสิ่นซิ่ว ระหว่างที่ลี่ฝานและอันซืออี๋มุ่งหน้าไปยังสำนักหลิงอวิ๋นก็น่าจะปลอดภัย
ขอแค่ท่านตาและท่านป้าใหญ่ของเขาไม่เป็อะไร ด้วยศักยภาพของเสิ่นซิ่ว การที่จะช่วยคนทั้งสองมาจากน้ำมือของภูตผีปีศาจชั้นต่ำก็ไม่น่าจะเป็ปัญหาใหญ่นัก
เพราะเขาสามารถควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืได้ เพราะเขายอมอยู่ต่อ สำนักโลหิตจึงแสดงความจริงใจที่มากพอให้เขาเห็น
ไม่นานหลังจากนั้น เสิ่นซิ่วก็พาพวกลี่ฝาน อันซืออี๋เดินทางไปจากสำนักโลหิต ชิวเหิงแห่งหอหลิงเป่าก็ติดตามพวกเขาไปด้วย
คนของอารามเสวียนอู้ที่รู้ว่าสำนักโลหิตคลี่คลายปัญหาได้แล้ว รู้ว่าสถานการณ์ทางฝ่ายของอารามเสวียนอู้ยังดีอยู่จึงเลือกไปจากสำนักโลหิตเช่นกัน
มีเพียงหุบเขาเทาเท่านั้นที่รู้ดีว่าสำนักถูกดับทำลายไปแล้วถึงได้เลือกอยู่สำนักโลหิตต่อ
พวกหงช่านแห่งวังยมบาลและโจวอี้แห่งสำนักภูตผีต่างก็ตัดสินใจอยู่กับหลีจิ้ง รอพักผ่อนอีกสองวันก็จะเดินทางไปยังสำนักภูตผี ร่วมต้านทานภูตผีปีศาจกับกองทัพหลักของผู้แข็งแกร่งวังยมบาลที่อยู่ที่นั่น
ครึ่งวันผ่านไป สำนักโลหิตก็ฟื้นคืนสู่ความสงบ คนของสำนักโลหิตส่วนหนึ่งไม่ได้สนใจอารามหอเรือนที่พังถล่มลงมา แต่รวบรวมเืของภูตผีปีศาจมาไว้เตรียมพร้อมสร้างค่ายกลใหญ่หลอมโลหิตอีกครั้ง
หลีจิ้งที่ตรึงสถานการณ์ของสำนักโลหิตให้มั่นคงได้แล้วจึงยกชายกระโปรงขึ้นเบาๆ แล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียนด้วยท่วงท่าสง่างาม “ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดเวทควบคุมปีศาจให้กับเ้า เพื่อที่เ้าจะสามารถควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืได้อย่างแท้จริง”
-----
