หนึ่งวันก่อน
นอกเมืองแซมบอร์ด
ฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวเหน็บและทุ่งหญ้าไหวลู่ไปตามลม
“บุก! ล้างบางเมืองแซมบอร์ด!”
เมื่อดูจากคลื่นพลังหลากสีที่ห่อหุ้มบนร่างของบุรุษทั้งสี่คนแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีพลังระดับสี่ดาว ด้านหลังของพวกเขามีเหล่าาาในชุดเกราะสีสว่าง สวมมงกุฎสีทองอยู่หลายคน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความดุร้ายและแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาเต็มที่ และข้างหลังพวกาาก็เป็ทหารม้าเกราะดำที่มาพร้อมเสียงกีบเท้าม้าที่เหยียบย่ำพื้นดินจนฝุ่นตลบ สัญลักษณ์ดาบโค้งอาบเืและหัวกะโหลกฉายชัดบนธงผืนใหญ่ที่โบกสะบัดกลางอากาศประหนึ่งัดำ ราวกับว่ามีรังสีสังหารสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทั้งกองทัพราวกับหมาป่ากระหายเื มุ่งหน้ามาทางทิศตะวันตกอย่างฮึกเหิม
ในที่สุด บริเวณเนินเขาสูงชันที่อยู่ไกลออกไปอันเงียบสงบและงดงามรอบนอกเมืองแซมบอร์ดก็ปรากฏสู่สายตาของเหล่าผู้รุกราน
"ฆ่ามัน...จับพวกมันมาฆ่าให้หมด!"
"ใช้เืของพวกแซมบอร์ดล้างเมืองมันเองเสีย วะฮะฮ่า อย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!”
เมื่อเห็นเมืองแซมบอร์ดอยู่ตรงหน้า เหล่าผู้รุกรานก็ทำตัวราวกับเป็ฝูงหมาป่าที่ได้กลิ่นคาวเือันหอมหวาน พวกมันต่างร้องะโออกมาอย่างบ้าคลั่ง
สิบนาทีก่อนหน้านี้ ไอ้สารเลวสองตัวที่เรียกตัวเองว่าเป็อัศวินโกลด์เซนต์อะไรนั่น หลังจากกระทำเื่ชั่วช้าแล้ว พวกมันก็รีบควบม้าหนีไปทันทีอย่างน่ารังเกียจ ฉากที่พวกมันใกลัวจนต้องรีบหนีไปนั้น ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โกรธและความฮึกเหิมของเหล่าผู้รุกรานให้เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเห็นเป้าหมายในการโจมตีปรากฏตรงเส้นขอบฟ้า เหล่าาาที่สวมมงกุฎก็พากันแสยะยิ้มอย่างสมใจ ก่อนจะสั่งการบางอย่างลงไป จากนั้นก็มีเสียงแตรรบดังกระหึ่มขึ้นมา ความเร็วของเหล่าทหารม้าก็ค่อยๆ ช้าลง ก่อนที่จะรักษาระยะห่างกันพลางปรับรูปขบวนเล็กน้อย เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกายให้ได้มากที่สุดและเตรียมพร้อมสำหรับการบุกเข้าไป
ทว่า เื่ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ฟุ่บๆๆๆ!
ทันใดนั้น ลูกธนูห่าใหญ่ก็ถูกยิงออกมาจากด้านหลังเนินเขาด้านขวามือของเหล่าทหารม้า เงาสีดำของลูกธนูที่ปรากฏขึ้นมาทำให้เหล่าทหารม้าที่อยู่ใกล้ยี่สิบกว่าคนพลันกรีดร้องออกมา ก่อนจะตกจากหลังม้า แล้วถูกม้าของสหายร่วมรบที่อยู่ด้านหลังเหยียบจนตายคาที่!
“ซุ่มโจมตี! ...เป็พวกพลธนูเมืองแซมบอร์ด ระวัง พวกมันอยู่ด้านขวามือ!”
“ไอ้พวกสมควรตาย พวกเขาพบพวกเราแล้ว!”
“ฮ่าๆๆ ซุ่มโจมตีอะไร พวกมันมีแค่สามสิบกว่าคนเอง คงมีใครบางคนคิดจะท้าทายกองทัพของข้า คลาวด์ เ้ารีบนำทหารกองเล็กๆ สักห้าสิบนางฝั่งปีกขวาไปจัดการพวกหนอนแมลงเสีย ภายในสิบนาที จงหิ้วหัวพวกหนูสกปรกกลับมาให้ข้า...”
ไม่ช้า แม่ทัพของฝ่ายศัตรูก็ได้ค้นพบที่มาของการโจมตีในครั้งนี้ เมื่อเห็นจำนวนพลธนูของเมืองแซมบอร์ดก็พลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมา องค์าาที่อยู่ฝั่งปีกขวาจึงโบกดาบล้ำค่าในมือ ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหัวเราะอย่างสะใจของเหล่าทหารม้าสีดำดังขึ้นมา ทหารม้าที่ได้รับคำสั่งต่างพากันควบม้าพุ่งไปหาเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านหลังเนินเขา ไม่ช้าเหล่าทหารม้าที่แยกตัวมาก็หายเข้าไปในเนินเขาและทุ่งหญ้า
ผ่านไปไม่ถึงสองนาที เหล่าผู้บุกรุกที่กำลังรอคอยการกลับมาของสหาย ทว่าทันใดนั้น...
ฟุ่บๆๆๆ!
มีลูกธนูถูกยิงออกมาจากในทุ่งหญ้าฝั่งซ้ายมือ
นี่เป็เื่ที่เหนือความคาดหมายจริงๆ!
ทหารม้าสีดำฝั่งปีกซ้ายที่ไม่ทันระวังตัวถูกลูกธนูยิงเข้าที่ร่างจนต้องร้องโหยหวนออกมา ร่างของผู้คนนับสิบพากันร่วงลงจากหลังม้า ไม่ช้าจำนวนของผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็ห้าสิบคน ในทุ่งหญ้าปรากฏเงาร่างคนเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เป็พลธนูเมืองแซมบอร์ดอีกกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประมาณยี่สิบกว่าคน พวกเขาฉลาดมากที่เลือกซ่อนตัวอยู่ที่เนินเขาต่ำๆ และทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง เงาที่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวและทักษะการยิงธนูที่น่าอัศจรรย์ แทบจะไม่มีลูกธนูดอกไหนเลยที่พลาดเป้า แต่เหล่าผู้บุกรุกกลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงจุดนี้ พวกเขาใส่ใจเพียงแค่จำนวนของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น คนเพียงยี่สิบกว่าคนไม่มีทางสร้างภัยคุกคามให้กับคนจำนวนสองพันกว่าคนได้หรอก าาที่อยู่ฝั่งปีกซ้ายพลันหัวเราะแล้วชักดาบออกมา จากนั้นก็แบ่งทหารม้ากลุ่มเล็กๆ ประมานร้อยคนไปบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม
แต่ไม่นาน พวกผู้บุกรุกก็เริ่มค้นพบว่าเื่มันชักจะตงิดใจขึ้นมา
เพราะว่ายังคงมีห่าลูกศรทั้งสองฝั่งถูกยิ่งออกมาอย่างไม่ขาดตอน จากนั้นก็มีทหารม้าสีดำร้องโหยหวนออกมาแล้วตกจากหลังม้า ไม่ถึงสิบนาที จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็สามสี่ร้อยคนอย่างไม่น่าเชื่อ และที่ทำให้พวกเขาใก็คือ ไม่ว่าจะเป็ฝั่งปีกซ้ายหรือฝั่งปีกขวา ทหารกลุ่มเล็กๆ ที่ออกไปไล่สังหารพลธนูเมืองแซมบอร์ดนับสองร้อยคน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกลับออกมาเลยสักคน แม้แต่จะส่งสัญญาณออกมาก็ไม่มี เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งเลวร้ายกำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา
จนถึงตอนนี้ ด้านหลังของกองทัพพวกเขาก็ปรากฏพลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดอีกยี่สิบคนขึ้นมา ม้าศึกที่พวกเขาขี่ก็รวดเร็วว่องไวดุจสายลม พวกมันคอยยิงลูกธนูออกมาก่อกวนพวกเขาเรื่อยๆ อยู่ไกลๆ ลูกธนูหนึ่งดอกแลกกับชีวิตของพวกเขาหนึ่งคน
ภายใต้การก่อกวนนี้ ทำให้กองทัพที่จัดระเบียบมาอย่างดีเริ่มวุ่นวายขึ้นมา
“นายท่าน พวกเราควรทำอย่างไรดี?” สีหน้าของาาที่สวมมงกุฎสีทองพลันเปลี่ยนสี เขารีบะโถามยอดฝีมือที่อยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพที่กำลังโคจรคลื่นพลังทั่วร่างจนเกิดประกายแสงระยิบระยับรอบกาย าาคนนั้นเรียกเขาว่านายท่าน
“ดิ๊ก อลัน พวกเ้าทั้งสองคนนำทหารม้าไปคนละสี่ร้อยนาย แล้วจัดการเก็บกวาดพวกพลธนูเมืองแซมบอร์ดให้หมดภายในยี่สิบนาที อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว! ส่วนเ้า กัวโร เ้านำทหารม้าหนึ่งร้อยนายไปจัดการพวกที่อยู่ด้านหลังเสีย ป้องกันไม่ให้พวกมันมาก่อกวนพวกเราอีก! ส่วนคนที่เหลือไม่ต้องไปสนใจพวกพลธนูที่แอบซุ่มโจมตี เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการบุก พวกมันแค่ถ่วงเวลาพวกเราเท่านั้น ด้านหน้าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน...เป่าแตรบุกโจมตี! ไปๆๆๆ!!!” ดูเหมือนว่าในบรรดายอดฝีมือทั้งสี่คนที่อยู่ด้านสุดของกองทัพสีดำจะมีผู้นำอยู่คนหนึ่ง
ยอดฝีมืออีกสามคนที่มีพลังทัดเทียมกันต่างก็เห็นด้วย สองในสามชักดาบออกมาก่อนจะะโลั่นประหนึ่งฟ้าผ่า จากนั้นก็นำกองกำลังทหารม้าจำนวนสี่ร้อยนายแยกไปที่ปีกซ้ายและปีกขวา พวกเขาแยกตัวออกมาจากกองทัพและควบม้าพุ่งทะยานไปทางตำแหน่งที่เหล่าพลธนูเมืองแซมบอร์ดหลบซ่อนอยู่
ยอดฝีมือลึกลับทั้งสองคนที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดของกองกำลังต่างโคจรเปลวไฟคลื่นพลังของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพื่อทำลายห่าลูกศรที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้า ทำให้ทหารม้าสีดำไม่มีใครได้รับาเ็แม้แต่คนเดียว ไม่ช้า พวกเขาก็สามารถเข้าใกล้ตำแหน่งที่พลธนูเมืองแซมบอร์ดกำลังหลบซ่อนได้
ขณะเดียวกันยอดฝีมืออีกคนก็นำกองกำลังทหารม้าปีกซ้ายจำนวนร้อยกว่าคนแยกออกมาจากกองทัพ พวกเขาค่อยๆ ชะลอม้า ไม่นานก็ถูกทิ้งให้อยู่เื้ัเพื่อรับมือกับพลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดที่คอยไล่ตามยิงก่อกวนพวกเขาจากด้านหลังอยู่บ่อยๆ ด้วยการนำของยอดฝีมือคนนี้ ไม่ช้าพวกเขาก็สามารถหยุดพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดไม่ให้เข้ามาใกล้พวกเขาได้ในระยะรัศมีหนึ่งร้อยเมตร
ตอนนี้ผู้นำยอดฝีมือได้นำกองทัพทหารม้าสีดำจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยกว่าคนที่เหลือควบม้าทะยานไปด้านหน้าด้วยความเร็ว
ยอดฝีมือคนนี้แข็งแกร่งมาก เขาไม่แม้แต่จะสวมหมวกเกราะเหล็กเลยสักนิด ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ผมสีดำสนิทพลิ้วไหวไปตามแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งที่ปกปิดไว้ จมูก ปากและหูไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจน มันเหมือนกับโคลนเละเหี่ยวๆ ย่นๆ เห็นได้ชัดว่าใบหน้าซีกนี้ของเขาถูกเผาด้วยเปลวไฟ ทำให้ใบหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้ ทว่าดวงตาสีดำของเขากลับน่ากลัวมากกว่า เพราะมันเหมือนกับดวงตาของปีศาจจากนรกก็ไม่ปาน
ผู้ชายคนนี้ฉลาดมาก เพียง่เวลาสั้นๆ ก็ค้นพบเจตนาที่แท้จริงของกองทัพเมืองแซมบอร์ดได้ มุมปากของเขาแสยะยิ้มออกมา เสียงหัวเราะคล้ายจะดูถูกดังขึ้นเบาๆ ในฐานะที่เป็ถึงยอดอัศวินแห่งราชอาณาจักร เขาผู้นี้ผ่านามาแล้วนับร้อยครั้ง และเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการบัญชาการรบ กะอีกแค่กลอุบายเด็กๆ พวกนี้คิดว่าจะตบตาเข้าได้อย่างนั้นหรือ?
“สู้แบบหมาจนตรอก เฮอะ การแสดงห่วยแตก!”
เมื่อเห็นกองทัพข้าศึกอยู่ไม่ไกล อัศวินที่มีรอยแผลเป็บนใบหน้าก็แสยะยิ้มอย่างเ็า เขารู้สึกว่าอีกไม่นานดาบของเขาจะต้องเปื้อนเือุ่นๆ ในไม่ช้านี้แน่
ในขณะเดียวกัน
บนเนินหญ้าสูงที่อยู่ห่างออกไป เกอเทอ บรู๊คที่คอยสังเกตการณ์ผู้บุกรุกตลอดเวลาก็พลันหน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นฉากนี้ เขาพึมพำออกมาว่า “ในกองทัพของศัตรูมีผู้นำที่มีประสบการณ์ในการบัญชาการรบอยู่ด้วย นี่มันแย่มาก...พวกเราต้องเปลี่ยนแผนแล้ว!”
บรู๊คกวาดสายตามองไปรอบๆ คอยสังเกตลักษณะภูมิประเทศบริเวณใกล้เคียง ในหัวก็คำนวณแผนการที่พอจะเป็ไปได้ขึ้นมา เมื่อเปรียบเทียบกองกำลังทหารและยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดกับความแข็งแกร่งของผู้บุกรุกเหล่านี้ บรู๊คก็รู้สึกอับจนหนทางขึ้นมาในทันที ดูเหมือนว่าไม่มีใครในเมืองแซมบอร์ดจะสามารถต่อสู้กับยอดฝีมือทั้งสี่คนของฝ่ายตรงข้ามได้เลย และหากไม่สามารถหาทางรับมือกับยอดฝีมือทั้งสี่คนนี้ได้ าในครั้งนี้ก็ยากที่จะชนะได้ ในการทำาบนแผ่นดินอาเซรอท ยอดฝีมือเป็ปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ถ้าความห่างชั้นของยอดฝีมือทั้งสองฝ่ายมีมากเกินไปก็อาจทำให้ผลของาพลิกกลับได้ กำแพงเมืองแซมบอร์ดแม้ว่าจะสูงใหญ่และมั่นคง แต่มันก็ไม่สามารถต้านทานผู้บุกรุกที่เป็ถึงนักรบระดับสี่ดาวถึงสี่คนได้เลย
“ตอนนี้คงมีเพียงพุ่งชนเข้าไปเท่านั้น!”
บรู๊คกัดฟันแน่น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว ในฐานะที่เป็แม่ทัพใหญ่ของเมืองแซมบอร์ด ถึงแม้ว่าในยามปกติเขาจะเป็คนไม่ค่อยพูดและความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ได้สูงที่สุด แต่ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ บรู๊คก็มีสิ่งที่ผู้นำจะขาดไม่ได้เลยก็คือ ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว บรู๊คมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม ซุนเฟยถึงให้ความสำคัญแก่บรู๊คและวางตัวเขาในตำแหน่งผู้นำสูงสุด
ใน่เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย บรู๊ครู้ตัวดีว่า ตัวเองจำเป็ต้องกอบกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายตรงหน้านี้ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าองค์าาไม่ได้เลือกคนผิด
……
“ตามข้ามาสังหารพวกมัน!”
ชายร่างผอมที่ควบม้าอย่างบ้าคลั่งพลางชูดาบในมือขึ้นคนนี้เป็นักรบระดับสี่ดาวที่ชื่อว่าดิ๊ก ตอนนี้เขาได้เกิดอาการคลั่งขึ้นมา และนำกองกำลังทหารม้ากว่าสี่ร้อยคนไล่ตามเหล่าพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดที่มีแค่ยี่สิบกว่าคนไปติดๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าการจัดการกับคนพวกนี้เป็เื่ที่ง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก แต่ใครจะรู้ว่า ความจริงแล้วมันจะยุ่งยากมากขนาดนี้ ทักษะการยิงธนูของพวกมันน่าทึ่งมาก อย่าว่าแต่จะได้ััปลายเส้นผมของพวกมันเลย พวกเขายังโดนพวกมันยิงลูกธนูสวนกลับมาจนทหารม้าใต้บัญชาการของเขาต้องล้มตายไปร้อยกว่าคน นี่มันน่าอดสูเกินไปแล้ว!
หลังจากโดนไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายลูกธนูของพลธนูม้าเมืองแซมบอร์ดก็หมด
พลธนูม้าที่ไม่มีลูกธนู มันก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขป่าที่ถูกตัดเขี้ยวเล็บ แล้วแบบนี้ยังจะมีอันตรายอะไรอีก?
“วะฮะฮ่า ลูกธนูหมดแล้วล่ะสิไอ้พวกเวร บุก...”
ทว่าฉากต่อไปก็ทำให้พวกทหารม้าเกราะดำพลันกลืนเสียงหัวเราะลงคอแทบไม่ทัน เมื่อจู่ๆ พวกพลธนูม้าที่สมควรตายกลับกลายเป็พลขวานไปเสียดื้อๆ พวกมันพากันยกขาขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ดึงเอาขวานที่แขวนอยู่ใต้อานม้าออกมา แล้วหมุนควงเป็วงกลมอย่างทะมัดทะแมง ขวานั์ที่มีใบขวานขนาดเท่าประตูส่งเสียงร้องยามปะทะกับสายลมขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะขว้างขวานกลับไปด้านหลัง ทหารม้าเกราะดำบางคนที่ไม่ทันได้เตรียมตัวก็แหกปากร้องหาพ่อแม่ ก่อนที่ร่างจะถูกผ่าออกเป็สองส่วนพร้อมโลหิตที่สาดกระจาย ขวานเพียงยี่สิบด้ามก็คร่าชีวิตพวกเขาอย่างง่ายดายไปแล้วถึงห้าสิบหกสิบคนจากทหารสี่ร้อยกว่าคน มาถึงตอนนี้ พวกเขาเหลือไม่ถึงสองร้อยคน และบางส่วนก็ยังได้รับาเ็หนักอีกด้วย
สุดท้าย หลังจากไล่ล่ามาได้สิบกว่านาที เหล่าทหารม้าเกราะดำก็สามารถปิดล้อมทหารเมืองแซมบอร์ดได้ตรงใต้เชิงเขา เพราะป่าทึบที่หนาแน่น ทำให้ม้าไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ พลธนูม้าของเมืองแซมบอร์ดเหมือนลิงที่ไหลลื่นะโลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้าไปในป่า ไม่ช้าพวกมันก็หายลับเข้าไปในป่า
“ลงจากหลังม้า ตามพวกมันไป อย่างไรก็ต้องสังหารพวกมันให้ได้!”
ตอนนี้ดิ๊ก นักรบระดับสี่ดาวเข้าสู่โหมดคลั่งอย่างเต็มตัว ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจไป เขาสาบานกับตัวเองเลยว่า ถ้าจับพวกทหารแซมบอร์ดกลุ่มนั้นได้ เขาจะถลกหนังของมันออกมาทั้งเป็
แต่ไม่ช้า ดิ๊กก็รู้สึกเสียใจในภายหลังที่ได้ทำแบบนี้
เพราะทันทีที่ทหารม้าทั้งสองร้อยกว่านายได้ละทิ้งม้าไว้ด้านนอกแล้วพากันวิ่งเข้ามาในป่า พวกเขาก็ถูกความซับซ้อนของป่าที่เป็เหมือนเขาวงกตทำให้มึนงงและพลัดหลงกันไป ในเวลานี้ ดิ๊กจึงเริ่มกลับมานิ่งสงบได้อีกครั้ง ในระหว่างที่เขาสั่งให้เหล่าทหารเกาะกลุ่มกันไว้ ก็ปรากฏร่างของบุรุษสูงใหญ่คนหนึ่งขึ้นมาตรงหน้าดิ๊ก บุรุษคนนี้แบกดาบั์สีดำไว้เื้ั
ดิ๊กขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่อันตรายลอยออกมาจากร่างของชายสูงใหญ่ผมสีแดงตรงหน้า
“เ้าเป็ใคร?”
ดิ๊กถามพลางชักดาบออกมา ในขณะเดียวกันเขาก็โคจรคลื่นพลังสีเขียวในร่างของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันก็เริ่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
“ข้าคืออัศวินโกลด์เซนต์เลโอ แฟรงก์ แลมพาร์ด และข้ามาเพื่อเอาชีวิตสุนัขของเ้า”
บุรุษผมแดงชักดาบั์สีดำที่อยู่ด้านหลังออกมาแล้วนำมาปักลงบนพื้นดินตั้งตระง่านอย่างน่ากรงขาม สีหน้าของเขาดูสงบนิ่งมาก ไม่นานก็มีลำแสงสีขาวกะพริบวิบวับออกมาจากร่างของเขา ราวกับว่าทั้งร่างกำลังถูกปกคลุมด้วยสายฟ้า ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ตัวเขาต่างก็ถูกสายฟ้าที่อยู่บนร่างของเขาเผาไหม้จนดำเป็ตอตะโกอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าควันก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมา
“ยอดฝีมือธาตุสายฟ้า?” ดิ๊กพลันตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเลียริมฝีปากที่แห้งกร้านของตัวเองแล้วแสยะยิ้มออกมา “ความจริงก็คิดไม่ถึงหรอกนะ ว่าไอ้เมืองแซมบอร์ดเล็กๆ แห่งนี้จะมียอดฝีมืออย่างเ้าซุกซ่อนอยู่ เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยมมาก!” คลื่นพลังสีเขียวในร่างก็ยิ่งพวยพุ่งออกมามากกว่าเดิม “สิ่งที่ข้าโปรดปรานมากที่สุดก็คือ การได้สังหารพวกยอดฝีมืออย่างเ้า ดาบเล่มนี้ตัดหัวพวกยอดฝีมือระดับสี่ดาวมาแล้วสามสิบหกหัว วันนี้ เ้าจะเป็หัวที่สามสิบเจ็ดของข้า” เขาชี้ปลายดาบไปที่หน้าแลมพาร์ดอย่างยโส
“พล่ามมาก!” นี่คือคำตอบของแลมพาร์ด
……
ในขณะเดียวกัน ฝั่งด้านขวาของเมืองแซมบอร์ด
ในทุ่งหญ้าที่สูงกว่าสองเมตร
อลัน ยอดฝีมือระดับสี่ดาวก็พบเหตุการณ์เดียวกันกับดิ๊กสหายของเขา ในระหว่างที่เขานำกองกำลังทหารม้าสีดำกว่าสี่ร้อยคนไล่ล่าเหล่าพลธนูเมืองแซมบอร์ด พวกเขาโดนทั้งห่าลูกศรและการขว้างขวานจนสร้างความเสียหายให้แก่พวกเขาเป็อย่างมาก และนั่นก็ทำให้อลันโมโหจนหน้าดำหน้าแดง เขานำทัพบุกตะลุยเข้าไปในทุ่งหญ้าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เมื่อวิ่งเข้าไปในทุ่งหญ้านี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับวิ่งเข้าไปในเขาวงกตทะเล ฝ่ายตรงข้ามจงใจกระจายกำลังทหารทั้งสองร้อยกว่าคนของเขา หลังจากนั้นก็มีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ทั้งสองคนปรากฏที่เบื้องหน้าของเขา
“ข้าอัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบา และอัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ...ฮึๆๆ เด็กน้อยเอ๋ย คราวนี้เ้าตายแน่!” ร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของบุรุษทั้งสองคนประหนึ่งประตูขนาดั์ที่กำลังขวางกั้นเส้นทางเขาเอาไว้ ชายทั้งสองคนดัดมือดังกร๊อบพลางแสยะยิ้มชั่วร้ายในขณะที่เดินเข้ามาใกล้ๆ
“เฮอะ! พวกไม่รู้ความ! พวกเ้าสองตัวเป็นักรบที่ระดับไม่ถึงสามดาวเลยแท้ๆ ยังกล้ามาพูดจาเช่นนี้กับข้า หาที่ตายจริงๆ!” ดาบในมือของอลันสั่นระริกเบาๆ เปลวไฟคลื่นพลังสีฟ้าธาตุน้ำก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา ก่อนที่เขาจะตวัดดาบสีฟ้าฟันไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วประหนึ่งดาวตก อลันเล็งฟันไปที่ลำคอของบุรุษทั้งสองคนที่อยู่ด้านหน้า
“ยอดฝีมือ!”
“เขาไม่ใช่คู่มือของเรา!”
ทันใดนั้น ดร็อกบาและเพียร์ซก็หน้าเปลี่ยนสีขึ้นมาทันที เมื่อรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของของอีกฝ่าย
……
“เตรียมตัว...ยิง!”
ท่าทางของเกอเทอ บรู๊คดูเยือกเย็นและนิ่งสงบ เขาวาดปลายดาบฟันลงมา ตามมาติดๆ ด้วยเสียงสั่งการ คันธนูสั่นไหวก่อนที่ลูกธนูจะลอยออกไปเต็มท้องฟ้า ราวกับฝูงตั๊กแตนที่หิวกระหายกำลังส่งเสียงร้องแหลมสูง เหมือนแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ขย้ำเหยื่อ เสียงฝ่าอากาศดังก้องไปทั่ว์และพิภพ เสียดแทงเข้าไปในรูหูของทุกคน ปลายลูกธนูที่แหลมคมเล็งไปที่ร่างของคัตรูที่กำลังวิ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำสีดำ
เพียงชั่วพริบตา ทหารม้าสีดำที่อยู่ห่างออกไปก็พากันร้องโหยหวนก่อนจะล้มลงดุจใบไม้ร่วง
นี่คือา
ต้องโหดร้ายและไร้ซึ่งความปราณี
ลูกธนูตกลงมาจากฟากฟ้า จากนั้นฝนโลหิตก็ได้สาดกระจายออกมา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปถึง์
สหายที่ควบม้าอยู่ด้วยกันเมื่อวินาทีก่อนหน้านี้ต่างร้องโหยหวนก่อนจะร่วงลงจากหลังม้า แล้วถูกกีบเท้าม้าของสหายที่ตามหลังมาเหยียบย่ำจนเละเป็โคลนเนื้ออย่างน่าสลดใจ เพียงพริบตาเดียวลมหายใจก็พลันปลิดปลิวหายไป
ภายใต้ลูกธนูที่กำลังลอยอยู่บนฟ้า ทหารม้าทุกคนต่างกระทุ้งที่ท้องของม้าศึกตัวเองอย่างรุนแรงเพื่อให้มันวิ่งทะยานไปด้านหน้าให้เร็วที่สุด พวกเขาจะต้องเข้าใกล้พลธนูเมืองแซมบอร์ดให้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ พวกเขาพยายามย่นระยะห่างระหว่างตัวเองกับพลธนูให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็สวดอ้อนวอนขอให้พระเ้าคุ้มครองตัวเองไม่ให้ถูกลูกธนูสอยไปนอนจมกองเืเหมือนสหายคนอื่นๆ แต่ก็แทบไม่มีใครสามารถหลบพ้นฝนลูกธนูนี้ได้เลย นอกจากาาที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของราชองครักษ์และยอดฝีมือระดับสูงของกองทัพแล้ว พวกทหารธรรมดาต้องหวังพึ่งเพียงความกล้าหาญ ความโชคดีและแต้มบุญที่สั่งสมมาเท่านั้น
โชคดีที่พวกเขาเห็นศัตรูของพวกตนยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปประมานสองร้อยเมตร
รูปขบวนป้องกันของพวกมันมีไม่ถึงหนึ่งร้อยคน แต่ละคนดูเหมือนหุ่นไล่กาทื่อๆ ซอมซ่อ ฉากตรงหน้าได้กระตุ้นเหล่าผู้บุกรุกให้พุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างเร่งรีบประหนึ่งเห็นสาวงามเปลื้องผ้าอยู่ด้านหน้า เหล่าผู้บุกรุกทุกคนต่างเชื่อมั่นว่า แค่พวกเขาบุกโจมตีพวกมันครั้งเดียวก็สามารถบดขยี้พวกมันให้กลายเป็เศษเนื้อได้ในพริบตา จากนั้นพวกเขาก็จะมุ่งตรงไปที่เมืองแซมบอร์ดอย่างรวดเร็วเพื่อสังหารชาวเมืองและเผาเมืองให้สิ้นซาก ผู้หญิงทุกคนจะต้องเป็โสเภณีในกองทัพของพวกเขา และพวกเขาจะฉกชิงสมบัติทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อเพิ่มความมั่นคั่งให้แก่ตัวเอง
ระยะห่างยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...
จนถึงตอนนี้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองกองทัพเหลือไม่ถึงห้าสิบเมตรแล้ว
ทหารม้าเกราะดำที่สายตาดีก็มองเห็นใบหน้าขาวซีดเหมือนใกล้จะเป็ลมของฝ่ายตรงข้าม และสองขาที่สั่นระริกของพวกมันที่เริ่มก้าวถอยหลังไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว ฉากนี้ยิ่งกระตุ้นนิสัยที่เหี้ยมโหดของพวกเขาให้ลุกหือขึ้นมา พวกเขาทุกคนต่างะโออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง กระทุ้งม้าศึกให้วิ่งเร็วขึ้น อาวุธในมือชูขึ้นสูงรอตวัดลงมาฟันคอของศัตรูให้ปลิวกระเด็น
คงมีเพียงแต่อัศวินหน้าย่นที่กำลังโคจรเปลวไฟคลื่นพลังสีเงินบริสุทธิ์และควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพพลันขมวดคิ้วแน่น เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างขึ้นมาเสียแล้ว
และไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนๆ ที่แสนคุ้นเคยลอยเข้ามาในจมูก บนเนินเขาที่อยู่ห่างออกไปปรากฏร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับข้าศึกจำนวนมากมายขนาดนี้ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้ธงประหลาดที่มีรูปหัวสุนัขสองหัวกำลังคาบดาบเปื้อนเือยู่ ดวงตาของมันเป็ประกายแปลกๆ ขึ้นมา และนั่นทำให้อัศวินหน้าย่นพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแบบแปลกๆ!
“มันผิดปกติ หรือว่ามีอุบายซ่อนอยู่กัน...” อัศวินหน้าย่นพลันตื่นตระหนกขึ้นมา บวกกับกลิ่นฉุนในอากาศที่เริ่มเข้มข้นมากขึ้นทุกที ความเป็ไปได้ที่น่ากลัวก็พลันสว่างวูบขึ้นมาในหัว
แต่น่าเสียดายที่มันช้าไป
ฟิ้วๆๆๆ!
ตอนนี้เอง เสียงคันธนูก็ดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบ
อัศวินหน้าย่นรีบเงยหน้าขึ้นมา ลูกตาสีดำพลันหดลง ในดวงตาของเขาปรากฏลูกธนูเวทมนตร์ธาตุไฟจำนวนยี่สิบดอกกำลังพุ่งลงมาประหนึ่งดาวตก เปลวไฟของมันลุกโชนอย่างแจ่มชัด ก่อนที่จะร่วงลงมาท่ามกลางกองทัพสีดำ
วินาทีต่อมา เื่ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เสียงะเิดังสนั่น พื้นดินทั้งหมดก็เริ่มมีเปลวไฟลุกไหม้
ใช่แล้ว พื้นดินทั้งหมด
ทุ่งหญ้าที่สูงประมานครึ่งเมตรใต้เท้าของพวกเขากลายเป็ทะเลเพลิงที่ร้อนระอุจากในนรก มันเหมือนกับการปะทุของูเาไฟที่มีเปลวไฟสีเหลืองแดงทะลักออกมาจากพื้นดิน เปลวไฟลุกลามไปทั่วพื้นที่และเผาไหม้เหล่าทหารม้าที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างไร้ความปรานี กลิ่นฉุนและควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ใช้เวลาไม่นานเปลวไฟเหล่านี้ก็แผ่ขยายเป็วงกว้าง และที่ทำให้ทุกคนใก็คือ ภายในระยะเวลาไม่ถึงสามสิบสี่สิบวินาที เปลวไฟได้ลุกลามเป็วงกว้างอย่างรวดเร็ว ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรไม่มีที่ใดไม่มีเปลวไฟ ทหารม้าทุกคนต่างตกอยู่ในกองเพลิงที่ร้อนระอุและหาทางออกไม่ได้
ทันใดนั้นเอง เทพแห่งความตายก็ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เปลวไฟที่ไร้ความปรานีได้ลามเลียไปทั่วทุกแห่ง
ก่อนหน้านี้เหล่าทหารม้าจำนวนนับไม่ถ้วนพากันยิ้มเยาะอย่างลำพองใจ ในมือก็โบกสะบัดอาวุธร้ายอย่างหยิ่งผยอง และเพียงเสี้ยววินาที จากเสียงหัวเราะก็กลายเป็เสียงกรีดร้องร่ำไห้ออกมา เมื่อร่างของพวกเขาถูกเปลวไฟลุกท่วมร่าง พวกเขาไม่ลังเลที่จะโยนอาวุธในมือทิ้งแล้วใช้มือตบๆ ไปตามเปลวไฟที่ลามเลียไปตามร่างของพวกเขา แต่ดูท่าว่าพวกเขาน่าจะเป็ที่รักของเปลวไฟมากๆ เพราะมันไม่ยอมดับ ทั้งยังลุกลามไปทั่วร่างของพวกเขาไม่มีหยุด เพียงชั่วพริบตา ชีวิตที่แสนสดใสก็พลันต้องมาตกตายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงอย่างน่าสังเวช
ฉากนี้น่าสยดสยองมาก มันไม่ต่างกับเวทมนตร์คำสาปต้องห้ามธาตุไฟในตำนานเลย
แต่อัศวินหน้าย่นรู้ดีว่ามันไม่ใช่เวทมนตร์คำสาปต้องห้ามอะไร
เพราะั้แ่ธนูเวทมนตร์เปลวเพลิงชุดแรกถูกยิงออกมา เขาก็รับรู้ได้ถึงความผันผวนของเวทมนตร์ธาตุไฟที่แสนคุ้นเคยนี้ทันที มันก็แค่ลูกธนูเวทมนตร์ธาตุไฟระดับต่ำเท่านั้นเอง และสาเหตุเดียวที่ทำให้ทุ่งหญ้าได้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ นั่นก็คือ ใต้ทุ่งหญ้าที่สูงกว่าครึ่งเมตรนี้ได้ฝังฟอสฟอรัสจำนวนมากเอาไว้ ฟอสฟอรัสมีกลิ่นที่ฉุนมาก และถ้ามันได้ัักับเปลวไฟเพียงเล็กๆ ก็สามารถลุกไหม้ได้ในทันที นี่ก็คือที่มาของกลิ่นฉุนๆ ในอากาศที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้งนี่ก็ยังเป็อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เปลวไฟลุกลามเป็วงกว้างอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่สายลมได้เริ่มพัดเข้ามา
ด้วยความช่วยเหลือจากแรงลม ทำให้เปลวไฟเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ทุกที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย ทุกที่เต็มไปด้วยคนที่มีเปลวไฟลุกท่วมร่าง พยายามกระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตรอด ทุกที่มีแต่เสียงร้องอย่างเ็ปของม้าดังขึ้นมา...และทุกที่ก็เต็มไปด้วยเปลวเพลิง!
หัวหน้าอัศวินหน้าย่นเร่งโคจรคลื่นพลังอย่างบ้าคลั่ง ภายในรัศมีสามเมตรรอบๆ กายเขา เปลวเพลิงไม่สามารถลุกล้ำเข้ามาได้
“ทุกคนฟัง! อย่าตื่นตระหนก เพิ่มความกว่าเร็ว...วิ่งให้กว่านี้ แล้วฝ่าทะเลเพลิงออกไป! มีแม่น้ำอยู่ด้านหน้า!”
หัวหน้าอัศวินพลันตะเบ็งเสียงออกมาดังกึกก้องด้วยความโมโห เขาสั่งให้เหล่าทหารม้าควบม้าไปทะยานไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง พยายามฝ่าทะเลเพลิงออกไปให้เร็วที่สุด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พวกเขามีทางรอดเพียงทางเดียวนั่นก็คือ วิ่ง! วิ่งไปด้านหน้า! เพราะลมพัดไปทางทิศใต้ มีเพียงพื้นที่ทางทิศเหนือที่พวกทหารเมืองแซมบอร์ดยืนอยู่ที่ไม่มีเปลวไฟลุกลามไปถึง ตราบใดที่วิ่งไปทางตำแหน่งของศัตรู พวกเขาก็จะหนีออกจากทะเลเพลิงนี้ได้
วิ่งไปด้านหน้า ไปสังหารไอ้พวกระยำเมืองแซมบอร์ด!
นี่คือความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของอัศวินหน้าย่น
-------------------------------------
