“เสี่ยวไฉหรือ” เสี่ยวอวี้เอ่ยอย่างตะลึงงัน
กลางลาน เสี่ยวไฉพยายามฝ่าฝูงชนไปหาพี่สาวด้วยร่างที่ว่องไวราวกับลิง เขาใช้ความคล่องแคล่วหลบหลีกเหล่าองครักษ์ที่พุ่งเข้ามาหาเขาหลายต่อหลายคน ร่างนั้นเคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรี
ทว่าน่าเสียดายที่มีองครักษ์มากเกินไป ไม่ว่าเขาจะหลบหลีกเช่นไร สุดท้ายก็ถูกจับกดลงกับพื้นอยู่ดี
“ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!!!! เสี่ยวไฉดิ้นรนสุดกำลัง เด็กอายุสิบขวบคนหนึ่งกลับต้องใช้ผู้ใหญ่ถึงสองคนจึงจะคุมเขาไว้ได้
มือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงไว้ด้านหลัง แผ่นหลังถูกกดไว้กับพื้นด้วยหัวเข่า คางของเขากระแทกกับพื้นหินเย็นเฉียบ ดวงตาที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่พี่สาวอยู่
เมื่อเสี่ยวอวี้เห็นน้องชายถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเช่นนี้ จึงจะวิ่งไปหา แต่กลับถูกหูเอ้อร์และคนอื่นๆ ขวางเอาไว้
พวกเขาดูหน้าตาดุร้าย โดยเฉพาะหูเอ้อร์ที่เผยธาตุแท้ออกมาข่มขู่ว่า “โอ้ คุณหนูฉิว เ้าคิดจะหนีหรือ เ้าเป็ผู้ถูกเลือกให้ขึ้นเขาไปรับใช้เซียนผู้สูงส่ง เป็บุคคลอันล้ำค่า ห้ามหายไปเด็ดขาด”
เสี่ยวอวี้หาได้สนใจฟังคำพูดของเขาไม่ นางเอ่ยอย่างร้อนใจ “รีบบอกให้พวกเขาปล่อยน้องชายข้าเดี๋ยวนี้! เขาเป็น้องชายของข้า!”
หูเอ้อร์ใช้นิ้วก้อยแคะหูแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน ก่อนสั่งลูกน้อง “ไป พาคุณหนูสกุลฉิวไปที่ศาลเ้าเซียนเพื่อชำระล้างร่างกาย อีกสามวันค่อยพาขึ้นเขา!”
“ขอรับ!” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อเชิญเสี่ยวอวี้ไปกับพวกเขา
ลู่เต้าไม่คิดจะยืนดูเฉยๆ เขาจึงก้าวไปขวางหน้านางไว้ ลูกน้องสองคนถูกั์ตาอุกอาจของเขาข่มขู่ จนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าอีก ก่อนจะยืนมองหน้ากันด้วยความลังเล
คนสองคนตรงหน้าไม่ใช่ผู้ฝึกตน ถ้าลู่เต้าอยากจะจัดการพวกเขาทั้งสองคนนั้นง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ควรจะพูดว่าในงานนี้ไม่มีใครเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้เลย
เื่นี้ลู่เต้ารู้ดี หูเอ้อร์ก็เข้าใจเช่นกัน เขาจึงผลักลูกน้องไร้ประโยชน์สองคนนั้นออกไป แล้วะโว่า “ทำไมเป็เ้าอีกแล้ว ข้าจำได้ว่าเ้าไม่ใช่คนของเมืองนี้ใช่หรือไม่ เื่นี้เป็เื่ภายใน คนนอกไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง!”
“เ้าเล่นเล่ห์ใช่หรือไม่ ซ่อนฉลากของเสี่ยวอวี้ไว้ในแขนเสื้อ” ลู่เต้ามองเขาด้วยสายตาเ็า “หากอยากแสดงความยุติธรรม เ้าควรจะพับแขนเสื้อขึ้นตอนจับฉลากสิ!”
จู่ๆ หูเอ้อร์ก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง แล้วคิดในใจ ‘เื่นี้ก็ถูกมันมองออกงั้นหรือ น่าตายชะมัด! คนนอกเมืองหลอกยากจริงๆ!’
“พะ...พูดจาเหลวไหล!” เขาแสร้งทำเป็สงบนิ่ง “เ้าบอกว่าข้าโกง มีหลักฐานหรือไม่”
ทันใดนั้น ลู่เต้าก็ขมวดคิ้ว เผยอสีหน้าลำบากใจ เพราะมิอาจหาหลักฐานมาคานงัดได้ ถึงแม้เขาจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไร้ซึ่งหลักฐานอันแน่ชัดมายืนยันคำพูดของเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เอ่ยเสียงเบา “ไม่มี…”
คราวนี้หูเอ้อร์หัวเราะเยาะ “ที่แท้ก็แค่พูดลอยๆ อยากทำลายชื่อเสียงของข้า!”
“แต่การกระทำของเ้าเมื่อครู่นั้นน่าสงสัยจริงๆ!” ลู่เต้าโต้แย้ง “หากอยากให้แน่ใจว่ายุติธรรม เ้าควรจะจับฉลากใหม่อีกครั้ง!”
เดิมทีลู่เต้าคิดว่าการใช้ความยุติธรรมเป็ข้ออ้างน่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากคนอื่น ตอนแรกที่ได้ยินว่าหูเอ้อร์โกง เขาก็รู้สึกเห็นใจเสี่ยวอวี้ ทว่าเมื่อลู่เต้าเสนอให้จับฉลากใหม่ ทุกคนกลับปฏิเสธทันที
หูเอ้อร์แอบหัวเราะ เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายทำพลาดมหันต์ อยากให้คนที่รอดพ้นจากหายนะมาได้จับฉลากใหม่อีกครั้งโดยไม่มีเหตุผลใดๆ นั้นเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
ผู้คนต่างโกลาหลราวกับมดแตกรัง พวกเขาะโว่า “ตอนแรกตกลงกันแล้วว่าหากจับได้ก็ต้องยอมรับ ตอนนี้เ้าคิดจะกลับคำหรือ”
“ถูกต้อง! จับได้แล้วเ้ายังจะจับใหม่ทำไมอีก”
กระแสความคิดเห็นต่างเทไปทางหูเอ้อร์ เพราะในเื่นี้ทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์ ไม่มีใครเต็มใจให้บุตรสาวของตนเองเสี่ยงอันตรายเพื่อความยุติธรรมอีกครั้งแน่
หูเอ้อร์มองลู่เต้าที่ทำอะไรไม่ถูก แล้วหัวเราะในใจ ‘เ้าหนูนี่ยังอ่อนหัดนัก’
ลู่เต้าที่เผชิญกับคำตำหนิของผู้คนไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร เขาขบฟันแน่นพลางคิด “ถ้าไป๋เสียอยู่ที่นี่ก็ดีสิ ถ้าเ้าหมอนั่นตื่นอยู่ คงจะโต้แย้งพวกมันได้”
ในขณะที่ลู่เต้าตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เสี่ยวไฉที่ถูกกดลงกับพื้นจนขยับไม่ได้ก็คิดจะฉวยโอกาสนี้ดิ้นหลุดจากการควบคุม แต่กำลังของเด็กคนเดียวไม่อาจสู้ผู้ใหญ่สองคนได้
“ยังกล้าดื้ออีกหรือ” องครักษ์ที่กดหลังเสี่ยวไฉอยู่เห็นว่าเขาดิ้นไม่หยุด จึงตบหน้าเขาสองครั้ง “ยังจะดิ้นอีกหรือไม่ หืม”
เสี่ยวอวี้ที่อยู่ไม่ไกลนักเห็นน้องชายถูกทำร้ายอีกครั้ง จึงร้องด้วยความเ็ป “หยุดนะ! อย่าทำร้ายเขาอีก!”
หูเอ้อร์กลับหัวเราะอย่างผู้มีชัยพลางออกคำสั่ง “สั่งให้พวกมันทำต่อไป อย่าหยุด!”
หลังจากได้รับคำสั่ง องครักษ์สองคนก็ยิ่งทำร้ายเสี่ยวไฉหนักขึ้น ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็แค่เด็ก พวกเขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลังจากถูกตบหลายครั้ง เสี่ยวไฉก็สลบไป
น้องชายถูกทำร้าย ส่วนลู่เต้าก็ถูกคนอื่นตำหนิ เสี่ยวอวี้ที่ถูกโจมตีสองทางจึงทำได้เพียงไปอ้อนวอนหูเอ้อร์ “สั่งให้พวกเขาหยุด ข้าจะไปที่ศาลเ้าเซียนกับพวกท่านเอง!”
เมื่อเห็นเสี่ยวอวี้ที่ดื้อรั้นยอมก้มหัวในที่สุด หูเอ้อร์ก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง เพียงแค่เขาโบกมือเบาๆ ผู้คนก็สงบลง องครักษ์ก็หยุดทำร้ายเสี่ยวไฉ
“ดูแลคุณหนูสกุลฉิวให้ดี” หูเอ้อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มอัปราชัย
เมื่อลูกน้องมาถึงตรงหน้า เสี่ยวอวี้ก็ก้มหน้าแล้วเดินจากไปกับพวกเขา ลู่เต้าที่อยู่ด้านหลังคิดจะขัดขวาง แต่กลับถูกนางห้ามไว้ “ไม่เป็ไร แค่ขึ้นเขาไปปรนนิบัติเซียนเท่านั้น ข้าจัดการได้ รีบพาเสี่ยวไฉกลับไปเถอะ!”
หลังจากยิ้มอย่างขมขื่น นางก็ถูกองครักษ์พาตัวออกไป ส่วนลู่เต้าที่เสนอให้จับฉลากใหม่ก็ทำให้ผู้คนโกรธแค้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างชี้นิ้วใส่เขาด้วยท่าทีไม่เป็มิตร
ลู่เต้าที่เผชิญกับคำตำหนิมากมายจึงแบกเสี่ยวไฉที่หมดสติขึ้นหลัง แล้วจากไปอย่างหดหู่ท่ามกลางแรงกดดันจากฝูงชน
*****
หลังจากกลับไปถึงร้านโทรมแล้ว เสี่ยวไฉก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืน
“ท่านพี่!”
ภายในร้าน นอกจากลู่เต้าแล้ว ก็ไม่เห็นแม้เงาพี่สาว เขาจึงเดินไปหาลู่เต้าด้วยความขุ่นเคือง “พี่สาวข้าอยู่ที่ไหน”
“ใจเย็นๆ สถานการณ์เมื่อครู่ ข้าไม่อาจลงมือได้”
“แล้วเ้าก็ปล่อยให้พวกมันพาพี่สาวข้าไปงั้นหรือ”
“เสี่ยวอวี้จะถูกพาขึ้นเขาในอีกสามวัน” ลู่เต้ากล่าวต่อ “พวกเราแค่ลงมือก่อนหน้านั้นก็ทันแล้ว”
เสี่ยวไฉรู้สึกว่าที่ลู่เต้าพูดนั้นสมเหตุสมผล หลังจากอารมณ์สงบลง เขาก็ถามว่า “แล้วจะไปช่วยพี่สาวตอนไหน”
ลู่เต้ามองไปที่ประตูร้าน ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “คืนนี้”
ณ ศาลเ้าเซียน
เสี่ยวอวี้ถูกลูกน้องพามาที่พัก ซึ่งที่นี่ค่อนข้างทรุดโทรม มีเพียงเตียง โต๊ะ ฉากกั้น อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ และมีหญิงวัยกลางคนคอยดูแลความเป็อยู่ของนาง
หลังจากลูกน้องจากไป นางมองไปรอบๆ ก็พบว่าสภาพแวดล้อมที่นี่ดีกว่าร้านโทรมมากนัก
ที่นี่น่าจะลงกลอนประตูหน้าต่างเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ถูกเลือกหลบหนี ภายในห้องไม่มีอะไรเลย มีเพียงคัมภีร์เซียนที่ใช้เผยแพร่ศาสนาวางอยู่บนโต๊ะเหมือนเชื้อเชิญให้นางอ่าน
ถึงแม้ว่าต่อไปนางจะต้องปรนนิบัติผู้ที่เขียนคัมภีร์เล่มนี้ แต่ในเวลานี้นางไม่สนใจมันเลย ใจจดจ่ออยู่กับความปลอดภัยของน้องชาย นางจึงนอนลงบนเตียง และผล็อยหลับไปในไม่ช้า
กลางดึก มีเสียงดังมาจากหน้าต่าง นางตื่นขึ้นอย่างงัวเงียแล้วถามว่า “ใคร”
“ข้าเอง”
เสี่ยวอวี้สะดุ้งตื่นทันที เพราะเ้าของเสียง…
เป็หูเอ้อร์!
