วันหยุดเรียนที่จะมีทุกห้าวันมาเร็วกว่าที่คิด
ด้านหน้าสำนักเชินแน่นขนัดไปด้วยรถม้าที่มารอรับเหล่าบัณฑิต
ผู้คนที่รออยู่ส่วนใหญ่ก็เป็เหล่าผู้ปกครองของบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมที่มารอรับยอดดวงใจของตน
หากว่าผู้ปกครองไม่อาจมารับได้ด้วยตนเอง ก็จะส่งพ่อบ้านหรือบ่าวรับใช้คนสำคัญมาแทน
ด้วยเกรงว่าบุตรของตนจะน้อยเนื้อต่ำใจ
เฉินโย่วลงเขามาพร้อมกับเหล่าพี่ชาย
หลังจากได้หลับเต็มอิ่มใน่บ่าย ยามนี้เฉินโย่วจึงรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังขึ้นมา
ส่วนเสี่ยวอู่ยังคงหลับไม่ตื่น ปกติแล้ว่บ่ายเขาหลับไปสักชั่วยามก็เพียงพอแล้ว ทว่าเสียงอ่านชือจิงของท่านอาจารย์ในวันนี้ราวกับกำลังสะกดจิตเขาอยู่ ฟังแล้วจึงทำให้ไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้ จึงได้สลบไสลอยู่เช่นนั้นตลอดบ่าย บัดนี้เมื่อตื่นขึ้นมาท่าทางก็ยังมึนงงเล็กน้อย ช่างดูขัดกับร่างกายกำยำของเขาโดยสิ้นเชิง
ส่วนเ้าเด็กอ้วนกลับตื่นขึ้นมาแล้ว ยามนี้ก็กระปรี้กระเปร่าไม่เบาเช่นกัน ทว่าเมื่อคิดว่าจะได้เจอท่านลุงฉือกับท่านน้าแสนสวยในสภาพที่ฟันหายไปซี่หนึ่งเช่นนี้ก็นึกอับอายขึ้นมา
เขารู้สึกขายหน้าเหลือเกิน ยามที่อยู่ต่อหน้าโฉมงาม เขาก็อยากจะดูดีสักหน่อย
ดังนั้นยามที่เขาอยู่ต่อหน้าท่านน้าของเฉินโย่ว เขาจึงได้ทำตัวว่าง่ายนัก ว่าง่ายจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ส่วนอาสวินั้แ่เริ่มเข้าเรียนก็เข้าสู่สภาพบัณฑิตดีเด่นทันที ในสมองมีแต่เพียงเื่เรียนเท่านั้น
เขาเหมือนกับอาลู่ที่ยามอยู่ในชั้นเรียนก็เอาตำราเื่อื่นขึ้นมาอ่าน ทว่าตำราของเขามีเนื้อหาครอบคลุมเื่ต่างๆ มากมายนัก
แต่เขาก็ไม่เหมือนกับอาลู่ที่ชื่นชอบแต่เื่กลยุทธ์ทางการทหาร เขาชอบเื่เครื่องกล ทว่าในสำนักเชินไม่ได้เรียกวิชานี้ว่าวิชาเครื่องกล แต่เรียกว่าวิชาการประดิษฐ์
บนูเากระดูกไม่ว่าจะเป็การหลอมอาวุธกู่ กระดิ่งเตือนภัยบนูเา รถรางล้วนแต่มีเงาของอาสวินอยู่เื้ั
เขาเป็คนที่รู้จักนำสิ่งที่เรียนมาปรับใช้ ทั้งยังเป็คนที่ทำให้เหล่าอาจารย์โปรดปรานได้ ในเวลาเดียวกันที่กำลังเรียนวิชาบทกวีอยู่นั้น เขาก็สามารถอ่านตำรานอกวิชาได้ โดยเขาสามารถทำสองสิ่งในคราวเดียวกัน สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวมาเขาล้วนแต่จดบันทึกเอาไว้ กระทั่งเื่ที่เขาเห็นว่าท่านอาจารย์อธิบายได้น่าสนใจเขาก็ไม่พลาดที่จะจดเอาไว้เช่นกัน
เขามีพร์นั่นก็เื่หนึ่ง แต่ความจริงแล้วเขาก็ตั้งอกตั้งใจศึกษามากเช่นกัน
เช่นเดียวกันกับในตอนนี้ที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ทว่ายามเดินกลับค่อนข้างจะใจลอย ด้วยในสมองยังคงมีแต่เื่ที่เพิ่งอ่านมาจากตำราเล่มเมื่อครู่
ตำราเล่มนี้เขาก็ยืมมาจากหอตำราของสำนักเชินเช่นกัน
เนื้อหาด้านในกล่าวถึงการขุดลอกคูคลอง
เล่าเื่สภาพการไหลเวียนของน้ำในปัจจุบัน
คนอื่นอ่านตำราเพื่อจะศึกษาเนื้อหาด้านใน แต่อาสวินยามอ่านตำราก็จะศึกษาไปด้วยว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นถูกหรือผิด
เขาอ่านตำราเล่มนี้แล้วก็รู้สึกว่าหากเนื้อหาด้านในกล่าวได้ถูกต้องละก็ ย่อมหมายความว่าในอีกไม่กี่ปีนี้ทั้งใต้หล้าจะเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ราษฎรย่อมต้องล้มตายกันอีกมาก
สถานที่เดียวที่นับว่าปลอดภัย คงจะเป็พื้นที่ห่างไกล
ทว่าความรู้สึกเช่นนี้ก็ช่างประหลาดนัก
อาสวินยังคงเอาแต่ตกอยู่ในภวังค์ของหนังสือ ยามเดินจึงเอาแต่ใจลอย แต่ละก้าวที่ย่างเท้าออกไปก็โซซัดโซเซ หากไม่ใช่ว่ามีเสี่ยวอู่คอยจูงไว้ ก็เกรงว่าเขาคงได้ล้มหน้าคะมำเสียแล้ว
แต่แม้ว่าเขาจะเหม่อลอย กลุ่มของเขายามเดินออกมาจากชั้นเรียนก็ยังดูงดงามเกินใครอยู่ดี
เฉินโย่วะโโลดเต้นลงจากบันไดที่ถูกอาบไล้ไปด้วยแสงตะวันเพื่อลงจากเขา
เมื่อเฉินโย่วได้นอนเต็มอิ่มแล้วอารมณ์จึงดีขึ้นมา อีกทั้งยังใกล้จะได้พบกับน้าหลัวแล้ว น้าหลังจะต้องเตรียมของกินอร่อยๆ ไว้ให้นางอีกมากมายแน่นอน
“สวัสดีสหายหลิว” เฉินโย่วเมื่อเห็นสหายร่วมชั้นเรียนก็กล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี
เมื่อมองคนข้างกายที่ดูเหมือนจะาุโกว่าตน ก็ส่งยิ้มน้อยๆ ให้
หลิวช่างเชอไม่คิดว่าท่านพ่อของเขาอยู่ดีๆ จะมารับเขาด้วยตัวเองเช่นนี้ ปกติท่านพ่อเอาแต่ยุ่งวุ่น ทั้งเขายังเป็บัณฑิตคนแรกที่ลุกขึ้นมาแนะนำตัวแล้วบอกว่าท่านพ่อของตนคือขุนนางในกรมขุนนาง
แม้ว่าตอนที่เขาแนะนำตัวจะรู้สึกภาคภูมิใจกับตำแหน่งของท่านพ่อตนนัก ทว่ายามที่ท่านพ่อมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ เขากลับไม่รู้ว่าจะกล่าวแนะนำคนอื่นๆ อย่างไร
กลับเป็เฉินโย่วที่ะโเสียงดังขึ้นว่า “สวัสดีท่านลุง”
ขุนนางหลิวได้ยินเช่นนั้นก็ใ โดยเฉพาะรูปลักษณ์ของเด็กชายตรงหน้าที่หน้าตางดงามเกินใคร
เขาเป็ขุนนางมายาวนานถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยเจอเด็กหนุ่มที่หน้าตางดงามถึงเพียงนี้มาก่อน
ทั้งท่าทางสง่าผ่าเผยนั้น สายตากระจ่างใส ช่างเป็เด็กที่แค่ได้มองก็รู้สึกดี
เฉินโย่วเมื่อทักทายอีกฝ่ายแล้วก็จากไปทันที นางสาวเท้าวิ่ง ท่าทางเปี่ยมไปด้วยพลัง ใครได้มองก็พลอยรู้สึกเบิกบานไปด้วย
หลิวช่างเชอและบิดาหลิวซื่อผิงจึงพากันขึ้นรถม้าจากไป บรรยากาศภายในรถม้าอบอวลไปด้วยความอึดอัด
หลิวช่างเชอเดิมทีค่อนข้างจะอยู่ในโอวาท ไม่เหมือนกับคุณชายเอาแต่ใจคนอื่นๆ เขานิ่งเงียบกว่าคนอื่น ผลการเรียนก็จัดว่าธรรมดา ทว่าที่บ้านกลับเข้มงวดนัก ในตอนแรกเขายังเตรียมตัวว่าจะเข้าเรียนที่สำนักมู่ชานแทน สำนักมู่ชานไม่อาจเทียนกับสำนักเชินได้ แต่ก็ยังนับว่าดีเป็อันดับสอง
หากเข้าสำนักเชินไม่ได้ ก็ยังพอจะถูๆ ไถๆ เข้าสำนักมู่ชานได้
ถึงอย่างไรในเมืองหลวงก็มีคนที่ไม่อาจเข้าเรียนในสำนักเชินได้อยู่มากมาย ทั้งยังไม่อาจทำแบบฮูหยินผู้เฒ่าสวีที่เก็บหลานเอาไว้เล่นในเรือน ผู้อื่นล้วนแต่อยากให้ลูกหลานได้ออกไปข้างนอกกันทั้งนั้น
เดิมทีหลิวช่างเชอก็ควรจะเข้าเรียนในสำนักมู่ชาน ทว่าท่านพ่อของเขาเป็ขุนนางในกรมขุนนาง ตำแหน่งถังกวานนี้แม้จะต่ำกว่าตำแหน่งช่างชู่ซูหลาง ทว่ายามอยู่ในกรมขุนนางท่านพ่อของเขาเป็คนที่ทำงานจริงจัง งานต่างๆ ล้วนแต่ได้เขาเป็คนดูแลจัดการ
เช่นนั้นจึงอย่าได้ดูถูกท่านพ่อของเขา หลิวซื่อผิงแม้เป็เพียงขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในทั้งหกกรม ทว่ากรมขุนนางนับว่ามีอำนาจที่สุด
รายชื่อบัณฑิตที่สามารถเข้าเรียนในสำนักเชินได้นั้นก็มีคนอื่นส่งมาให้เขา ทว่าความจริงแล้วเขาก็คิดเช่นกันว่าจะสามารถส่งบุตรชายเข้าไปศึกษาในสำนักเชินได้หรือไม่ ทว่าก็ดูเหมือนจะฝืนธรรมชาติเกินไป ทั้งยังไม่ดีต่อการเติบโตของบุตรชาย
ต่อให้เข้าไปเรียนแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่
ดังนั้นหลิวซื่อผิงจึงได้พิจารณาอยู่นานสองนาน กว่าจะตัดสินใจให้บุตรชายเข้าศึกษาที่นี่
เขาลงมือทำทุกอย่างด้วยความสุขุมรอบคอบ ยามได้รับหน้าที่มาก็แทบจะไม่เคยผิดพลาด
ถือว่าเป็ขุนนางอนาคตไกลคนหนึ่ง
ทว่าเพราะไม่ค่อยจะมีเวลาว่าง ปกติจึงไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุตรชายเท่าใดนัก
อีกทั้งรูปลักษณ์ของเขายังดูเคร่งขรึมเป็ธรรมชาติ วันนี้จึงพยายามหาเวลามารับบุตรชาย ทว่าพ่อลูกยามอยู่บนรถกลับไม่มีใครยอมเอ่ยอะไรแม้เพียงครึ่งคำ บรรยากาศในรถจึงค่อนข้างประหลาด
หลิวซื่อผิงกระแอมขึ้นมาคราหนึ่งเพื่อทำลายความเงียบ แล้วเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่นั่นคือสหายร่วมชั้นเรียนของเ้าหรือ ท่าทางที่บ้านน่าจะเลี้ยงดูมาไม่เลว”
“ขอรับ” หลิวช่างเชอตอบรับขึ้นมาคำหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่ความเงียบดังเดิม
“หน้าตาหมดจด เขาเป็ลูกเต้าเหล่าใครกัน” สิ่งที่หลิวซื่อผิง้าจะกล่าวจริงๆ แล้วคือเด็กคนนั้นหน้าตางดงามเหลือเกิน แต่สิ่งที่พูดกับบุตรชายกลับดูไม่จริงจังเท่าไรนัก
“เขามาจากพื้นที่ห่างไกล” หลิวช่างเชอเอ่ยตอบ
“พื้นที่ห่างไกลหรือ” หลิวซื่อผิงได้ยินเช่นนั้นก็ใ คิดได้ทันทีว่าเ้าเด็กคนนั้นเป็บุตรของบ้านใด ย่อมต้องเป็บุตรบุญธรรมของฮูหยินหลัวแน่นอน
ฮูหยินหลัวทุกวันนี้มีอำนาจล้นมือจนคนไม่กล้าเข้าใกล้ หากไม่มีเื่ที่องค์หญิงหมดสติไป ฮูหยินหลัวคงจะได้เป็หัวข้อที่คนในวังหลวงสนทนามากที่สุด
เพราะฮ่องเต้ถึงขั้นเสด็จไปเยี่ยมเยียนนางบนูเาหลงยวนด้วยพระองค์เอง
ทั้งที่ไม่เคยเห็นว่าฝ่าาเอาจริงเอาจังกับเื่ใด
หลิวซื่อผิงไม่ค่อยสนทนาเื่ราชสำนักกับบุตรชายเท่าใด ทว่าเมื่อมองบุตรชายที่นั่งอย่างสงบเสงี่ยมก็อดเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว บุตรชายยามนี้ตัวสูงเสมอคิ้วแล้ว โตเป็หนุ่มไวเหลือเกิน
“เด็กคนนั้นนิสัยดีหรือไม่”
“ดีขอรับ” หลิวช่างเชอไม่ได้มีนิสัยชอบสนทนาสัพเพเหระกับบิดาตนอยู่แล้ว ในความทรงจำของเขามีเพียงภาพบิดาที่แสนเข้มงวด และยุ่งวุ่นวายอยู่เสมอ
“เ้าพยายามอย่าไปเข้าใกล้เขาก็แล้วกัน” หลิวซื่อผิงกล่าวขึ้นมา
“ทำไมเล่าขอรับ” หลิวช่างเชอกับลู่เฉินโย่วเข้ากันได้ดี เพื่อนๆ ในห้องก็ดูเหมือนจะชอบลู่เฉินโย่วมากเช่นกัน แม้เขาจะมีท่าทางอันธพาล แล้วยังชอบใช้กำลังไปสักหน่อย อีกทั้งยัง…
“เ้าจำคำของพ่อเอาไว้ก็พอ” หลิวซื่อผิงกล่าวเพียงเท่านี้ ไม่อยากจะกล่าวเหตุผลมากกว่านั้น
อนาคตของฮูหยินหลัวแม้จะดูสดใส ทว่าคนที่มีอำนาจในราชสำนักจริงๆ คือฮองเฮาจ้าว
อีกทั้งเด็กหนุ่มนั่นยังมีรูปลักษณ์เช่นนี้ หากกล่าวว่าเป็เพียงบุตรบุญธรรมของนาง ใครจะยอมเชื่อเล่า ว่ากันว่าฮูหยินหลัวงามล่มเมือง กระทั่งฝ่าาก็ยังตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็น
นางผู้มีรูปลักษณ์งดงามถึงเพียงนี้ จะต้องมีบุตรที่งดงามเช่นเดียวกัน เช่นนี้เด็กคนนั้นย่อมจะต้องเป็บุตรแท้ๆ ของนาง
เพียงแต่คงจะกังวลว่าฝ่าาจะขุ่นเคืองใจก็เท่านั้น
สตรีที่เพื่อความรุ่งเรืองแล้วถึงขั้นยอมกล่าวว่าบุตรแท้ๆ เป็เพียงบุตรบุญธรรมได้ นางช่างน่ากลัวนัก ทว่าบุตรของนางก็ช่างน่าสงสารเช่นกัน
ไม่ใช่แค่หลิวซื่อผิงที่คิดเช่นนี้ ความจริงเหล่าขุนนางเ้าเล่ห์ที่ฉลาดสักหน่อยก็คาดเดาเช่นนี้เหมือนกัน
กระทั่งฮองเฮาจ้าวก็ยังได้ยินข่าวลือนี้ ที่กล่าวว่าฮูหยินหลัวมี ‘บุตรบุญธรรม’ ที่หน้าตางดงามเกินใครอยู่หนึ่งคน ทั้งที่บุตรบุญธรรมที่เหลืออีกสามคนก็นับว่าหน้าตาไม่ธรรมดา ทว่าเื่นี้เมื่อคิดดีๆ แล้ว ใครจะไปรู้ว่าเป็กับดักหรือไม่
หลิวช่างเชอเห็นว่าท่านพ่อของตนเริ่มทำหน้าขรึมลงอีกแล้ว ร่องทั้งสองตรงมุมปากก็กดลึกขึ้น ทำเอาเขาเริ่มจะหายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกเป็กังวลนัก
ยังไม่ทันจะถึงจวน ก็เริ่มคิดถึงสำนักเชินขึ้นมาแล้ว
สำนักเชินแม้จะน่าเบื่อ แต่ก็เป็อิสระ
รถม้าเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าเข้าสู่ตัวเมือง
ไกลจากสำนักเชินไปเรื่อยๆ
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง สาดแสงตะวันอาบไปทั้งเมือง
หลิวช่างเชอกับบิดายังคงนั่งอยู่บนรถม้า มองผ้าม่านสะบัดไหวตามลม ด้านหลังม่านคือภาพของท้องฟ้าสีทอง
เมืองหลวงเชินยามอาทิตย์อัสดงก็เป็เช่นนี้ งดงามชวนมองนัก
หลิวช่างเชอตั้งใจมองด้านนอก
หลิวซื่อผิงเห็นว่าหลังจากที่ตนกล่าวว่าอย่าไปคบค้ากับเด็กคนนั้น บุตรชายก็นิ่งเงียบไม่คุยกับเขาแล้ว
เขาจึงได้แต่ถอนหายใจ ชีวิตมนุษย์ช่างแสนยากเย็น
