เจียวมิ่งที่เห็นคุณหนูลู่ชิงหยุดชะงักไป หลังจากมีคำถามไม่หยุดก็ให้นึกเอ็นดูนาง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมซื่อจื่อถึงได้พึงใจในตัวคุณลู่ชิง
“คุณหนูขอรับ พวกเราเข้าไปนั่งคุยกันข้างในร้านเถิด” เจียวมิ่งได้กลิ่นหอมของอาหารที่โชยออกมาจากร้าน ท้องของเขาและสหายก็เริ่มประท้วงทันที
“อ้อ ขออภัยเ้าค่ะ เชิญพี่ชายพี่สาวเข้าไปนั่งด้านในก่อนนะเ้าคะ” ลู่ชิงรีบพาทุกคนเข้ามานั่งโต๊ะด้านในสุด ก่อนจะเข้าไปที่ห้องครัวตักอาหารและบอกบิดาว่า คนที่พี่ชายเซียวส่งมาให้พวกเขามาถึงแล้ว
“พวกท่านนั่งรอก่อนนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปตักอาหารมาให้ทาน หลังจากทานอิ่มแล้วค่อยมาคุยรายละเอียดกันเ้าค่ะ” ลู่ชิงดูท่าทางของพวกเจียวมิ่งแล้ว ก็พอเดาได้ว่าคงยังไม่ได้ทานอะไรก่อนมาถึงที่นี่
“ขอบคุณคุณหนูมากขอรับ” ตอนนี้เจียวมิ่งรับเป็หัวหน้ากลุ่มไปโดยปริยาย
“ท่านพ่อเ้าคะ เมื่อครู่คนที่ข้าเคยขอกับพี่ชายเซียวมาถึงแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ให้พวกเขานั่งรออยู่ที่โต๊ะด้านนอก และจะยกอาหารออกไปให้พวกเขาได้ทานก่อน จากนั้นค่อยคุยรายละเอียดเื่งานที่จะมอบให้ทำเ้าค่ะ”
“อาเซียวส่งคนมาให้กี่คนหรือชิงเอ๋อร์” ลู่เวินถามบุตรสาวถึงจำนวนคนที่ถูกส่งมา
“มีห้าคนเ้าค่ะ ดูจากท่าทางเหมือนจะเป็วรยุทธ์กันทั้งหมด หนึ่งในนั้นเป็สตรีด้วยนะเ้าคะท่านพ่อ” ลู่ชิงชอบสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มนี้ คงถูกฝึกร่วมกับบุรุษจนทำให้นางดูเป็คนนิ่ง ๆ
“อืม เดี๋ยวให้อาหลินช่วยเ้ายกอาหารออกไปให้พวกเขาทาน ถ้าพวกเขาทานอาหารเสร็จ เ้าก็เข้ามาตามพ่ออีกครั้งก็แล้วกันนะ” มีสตรีมาด้วยคงจะเก่งกาจไม่แพ้บุรุษเป็แน่
“เ้าค่ะท่านพ่อ” ลู่ชิงรับคำบิดาแล้วจึงหันไปบอกเว่ยหลิน ให้เขาช่วยนางยกอาหารออกไปด้านนอกตอนนี้ เพราะนางคิดว่าพวกเจียวมิ่ง คงจะหิวมากอย่างแน่นอน
เจียวมิ่งกับสามพี่น้องแซ่ก้งนั่งรอลู่ชิงอยู่ด้านนอก ต่างก็สังเกตผู้คนที่เข้าออกร้านอาหารนี้กันตลอดเวลา โต๊ะเก้าอี้ไม่เคยว่างไหนจะแถวสำหรับสั่งซื้อกลับบ้านนั่นอีก ขายดีเช่นนี้ไม่นานพวกที่เสียผลประโยชน์ต้องมาหาเื่อย่างแน่นอน เป็จังหวะเดียวกับที่ลู่ชิงยกอาหาร มาวางบนโต๊ะของพวกเขาพอดี กลิ่นหอมของอาหารดึงดูดพวกเขาทั้งห้าคน จนต้องหันกลับมามองแต่ละคนมองจานนั้นทีจานนี้ที เลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มจากอันไหนก่อนดี เนื่องจากอาหารแต่ละจานล้วนน่ากินไปเสียทุกอย่าง
“พี่ชายพี่สาว พวกท่านเดินทางมาเหนื่อย ๆ ทานอาหารก่อนนะเ้าคะ ที่ร้านของเราอาหารอร่อยทุกอย่าง ประเดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำหลากสีมาให้ดื่มด้วยเ้าค่ะ” ลู่ชิงที่วางอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยก็เชิญทุกคนทานอาหารของตนทันที
“ขอบคุณคุณหนูขอรับ/เ้าค่ะ” เมื่อขอบคุณลู่ชิงกันแล้วทุกคนไม่รอช้า จับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากกันจนหยุดไม่ได้
ลู่ชิงเองก็เดินกลับไปประจำซุ้มขายน้ำของตนเอง และตักน้ำหลากสีใส่แก้วโดยมีเว่ยหลิน ยกไปให้กับแขกผู้มาใหม่ทั้งสิบคน หน่วยลับที่ติดตามเจียวมิ่งมาเพื่อทำภารกิจส่วนตัวของซื่อจื่อ ตอนนี้รู้สึกอิจฉากลุ่มของเจียวมิ่งยิ่งนัก ที่พวกเขาจะได้อยู่ดูแลคุณหนูลู่ชิงที่นี่ และมีอาหารอร่อยให้กินทุกวันอีก
เขาอยากจะร้องไห้ยิ่งนัก เหตุใดซื่อจื่อถึงไม่เลือกเขาเพิ่มอีกคนกันเล่า กลุ่มของเจียวมิ่งทานอาหารอิ่มแล้ว พวกเขาเห็นว่าตอนนี้ครอบครัวลู่ชิง ยังไม่สะดวกคุยเื่ที่พวกเขาถูกส่งตัวมา เพราะลูกค้ายังเข้ามาที่ร้านเรื่อย ๆ คงต้องรอให้ปิดร้านเสียก่อน
“ประเดี๋ยวพวกเราแบ่งกันไปช่วยงานในร้านก่อนเถิด ให้ก้งเยว่ไปช่วยคุณหนูลู่ชิงส่วนพวกเราที่เหลือช่วยเก็บจานชามไปล้าง เช็ดทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ รอให้คุณหนูปิดร้านคงได้พูดคุยในตอนนั้น” เจียวมิ่งบอกสิ่งที่คิดให้กับสหายได้ฟัง ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน
“เอาตามที่เ้าว่ามาก็ดี ข้ายังไม่เห็นใครนั่งพักกันสักคน ลูกค้าก็เข้าออกร้านสวนกันอยู่ตลอดเวลา” ก้งคุนก็คิดเช่นเดียวกับเจียวมิ่ง
หลังจากตกลงกันได้ก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ลู่ชิงแปลกใจว่าทำไมก้งเยว่ถึงเดินมาบอกว่า จะช่วยงานของนาง พอมองไปในร้านก็เห็นคนอื่น ๆ กำลังช่วยงานจึงพอเข้าใจ ว่าพวกเขาคงรอให้ปิดร้านก่อนกระมัง
พอเข้ายามเซินลูกค้ากลุ่มสุดท้าย ได้เดินออกจากร้าน ทุกคนก็ช่วยกันเก็บทำความสะอาด ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยภายในสองเค่อ เพราะมีคนช่วยหลายคนทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นเช่นนี้เอง ลู่ชิงและครอบครัวจึงพากลุ่มคนของเจียวมิ่ง ไปนั่งคุยกันที่ซุ้มศาลาด้านข้างร้านอาหาร
“พวกเราคารวะนายท่านสวีขอรับ/เ้าค่ะ” เมื่อมาครบกันแล้วกลุ่มเจียวมิ่งก็ทำความเคารพลู่เวินทันที
“พวกเ้าก็คือคนที่อาเซียวส่งมา ตามที่ชิงเอ๋อร์ขอให้ช่วยสินะ แล้วนี่ใครชื่ออะไรกันบ้างเล่าเริ่มจากเ้าก็แล้วกัน” ลู่เวินพยักหน้ารับการทำความเคารพของพวกเขา และให้แต่ละคนแนะนำตัวว่าชื่อแซ่อันใดกันบ้าง
“ข้าชื่อเจียวมิ่ง คนที่ผิวคล้ำเล็กน้อยชื่อก้งคุน ถัดไปชื่อก้งเจี้ยและสตรีเพียงคนเดียวที่มาชื่อก้งเยว่ขอรับ” เจียวมิ่งรับเป็หัวหน้ากลุ่มแนะนำตัวเองตามด้วยชื่อของสหายทุกคน ที่ต้องทำภารกิจคุ้มกันความปลอดภัยให้กับลู่ชิงและครอบครัวต่อจากนี้
“แล้วพี่ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พี่ชายเจียวมิ่งเล่า ไม่แนะนำตัวด้วยหรือเ้าคะ” ลู่ชิงไม่เข้าใจมาด้วยกันถึงสิบคน แต่แนะนำตัวแค่สี่คน ทำไมต้องเว้นคนนี้ไว้ที่ไม่แนะนำชื่อเล่า
“คุณหนู ข้าชื่อว่าปาเซี่ยได้รับคำสั่งจากคุณชาย เพื่อนำจดหมายมาส่งและรอรับจดหมายตอบกลับ หรือว่าสิ่งของที่คุณหนูอยากฝากไปให้คุณชายขอรับ นี่คือจดหมายที่คุณชายฝากมาขอรับ” ปาเซี่ยที่ตอนนี้กลายเป็คนรับส่งจดหมาย ก็ล้วงเอาจดหมายออกมายื่นให้ลู่ชิง
ลู่ชิงที่ยื่นมือไปรับจดหมายของพี่ชายเซียวมาเปิดอ่าน ก็ต้องกลั้นขำสุดฤทธิ์จนหน้าแดงก่ำ
‘ชิงเอ๋อร์ ก่อนอื่นพี่ต้องขอบคุณเ้ามาก สำหรับน้ำสมุนไพรที่เ้าได้มอบให้ก่อนออกเดินทางกลับเมืองหลวง พี่รู้คำตอบของมันแล้วและทำตามคำแนะนำของเ้าทุกประการ ส่วนคนที่เ้า้าพี่ส่งมาให้ทั้งหมดสี่คน พวกเขาล้วนมีวรยุทธ์ขั้นสูง สามารถปกป้องเ้าและครอบครัวได้อย่างแน่นอน
พี่ได้สั่งให้ก้งเยว่คอยอยู่รับใช้ข้างกายเ้า ส่วนคนอื่นแล้วแต่เ้าจะจัดสรรมอบหน้าที่ให้พวกเขา เวลาเ้าไปติดต่อทำการค้าจงพาพวกเขาติดตามไปด้วย หรือเ้าอยากได้ร้านค้าเพื่อเปิดกิจการเพิ่มในอนาคต ขอเพียงเ้าเขียนจดหมาย แล้วมอบให้เจียวมิ่งส่งมาให้พี่ ประเดี๋ยวพี่จะจัดการทุกอย่างไว้ให้เ้าเอง
ที่สำคัญที่สุดหากมีบุรุษใดมาวุ่นวาย หรือสร้างปัญหาให้เ้ากับครอบครัว สามารถส่งคนใดคนหนึ่งไปจัดการคนพวกนั้นได้ พี่กำชับเื่พวกนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว และพี่ยังมีของฝากมากับปาเซี่ย เพื่อมอบให้เ้าจงสวมมันติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามถอดเป็อันขาด ถ้าเ้ามีของอันใดจะฝากมาถึงพี่ก็ฝากปาเซี่ยกลับมาได้เลย เอาไว้พี่จัดการเื่งาน
ที่เมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว จะรีบกลับไปเยี่ยมเ้ากับทุกคน’
(พี่ชายเซียวของชิงเอ๋อร์)
นี่มันจดหมายส่งตัวคนหรือจดหมายจากผู้ปกครองกันแน่ พออ่านจบลู่ชิงพับจดหมายเก็บไว้เช่นเดิม และมองหน้าปาเซี่ยพร้อมทั้งยื่นมือไปตรงหน้าเขาทันที
“ยังมีสิ่งที่ต้องส่งมอบอีกอย่างหรือไม่เ้าคะพี่ชายปาเซี่ย” ลู่ชิงที่ยื่นมือรอรับของฝาก พูดกับปาเซี่ยคล้ายกับว่าเขาลืมหยิบออกมา
“อ้อ ใช่ ๆ ๆ คุณชายมีของฝากมาให้คุณหนู เกือบจะลืมไปแล้วจริง ๆ ดีที่คุณหนูเตือนความจำให้ข้าเสียก่อน” ปาเซี่ยอยากจะทุบหัวตัวเอง ที่เกือบลืมของสำคัญของซื่อจื่อแล้ว เขาหยิบกล่องไม้สี่เหลี่ยมลวดลายสวยงามออกมาจากห่อผ้าและวางลงบนมือของลู่ชิงทันที
คนในครอบครัวของลู่ชิงล้วนมองไปที่กล่องไม้นั่น เพราะอยากรู้ว่าของฝากจากผู้มีพระคุณ ที่ฝากมาให้ลู่ชิงคืออะไร เมื่อเปิดกล่องไม้ก็มีกำไลหยกสีเขียวเงางามหนึ่งวง
ลู่เวินที่เคยเห็นของมีค่าแบบนี้มาก่อน จึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือกำไลที่ทำจากหยกจักรพรรดิ์ที่หายาก คนธรรมดาที่ไหนจะมีหยกเช่นนี้อยู่ในได้
“สวยมากเลยเ้าค่ะ คงจะเป็หยกที่หายากมากแน่ ๆ” ลู่ชิงหยิบกำไลหยกขึ้นมาสวมทันที และแอบคิดในใจว่า ‘พี่ชายเซียวท่านคงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเสียแล้วกระมัง แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ชายเซียวเพราะข้าชอบมาก’
“ท่านพ่อ แล้วเราจะแบ่งหน้าที่ให้พวกพี่ชายอย่างไรดีขอรับ” ลู่จื้อถามบิดาเพราะน้องสาวบอกว่า ขอคนที่เป็วรยุทธ์ไปกับพี่ชายเซียว
“ตอนนี้ครอบครัวของข้ามีร้านอาหาร และการค้าอีกสองอย่าง เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจียวมิ่งกับก้งเยว่ให้ติดตามข้ากับชิงเอ๋อร์ ยามที่ต้องไปพบกับคู่ค้า และให้ก้งคุนกับก้งเจี้ยติดตามอาจื้อกับอาเสียน ยามที่ไปรับซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน ส่วนยามปกติที่อยู่ที่ร้านก็คอยช่วยงาน เมื่อที่มีลูกค้าเข้ามาเยอะ ๆ และดูแลป้องกัน คนที่อาจจะมาหาเื่ที่ร้านหากพวกเราไม่อยู่ พวกเ้าเห็นด้วยกับที่ข้าพูดไปหรือไม่ ถ้ามีข้อเสนอแนะอันใดก็สามารถบอกมาได้ไม่ต้องเกรงใจ” ลู่เวินอธิบายหน้าที่ในการทำงานกับครอบครัวตนเองให้พวกเจียวมิ่งฟัง และยังยินดีที่ให้พวกเขาออกความคิดเห็น หากมีความเห็นต่างกับงานที่เขาได้จัดสรรให้
“พวกเรายินดีทำตามที่นายท่านกล่าวมาขอรับ หรือมีงานอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ ก็สามารถบอกพวกเราได้ขอรับ” ซื่อจื่อกำชับแล้วว่า ให้ทำตามที่ครอบครัวคุณหนูลู่ชิงบอกเท่านั้น
“ท่านพี่เ้าคะแล้ววันนี้จะให้เจียวมิ่งกับคนอื่น ๆ พักที่ใด พวกเรายังไม่ได้เตรียมที่พักไว้เสียด้วยสิ” ฟางซินที่คิดเื่นี้ได้ก็เอ่ยถามสามี
“นั่นสินะข้าลืมเื่นี้ได้อย่างไร ครอบครัวข้าก็ย้ายมาพักที่ร้านชั่วคราว เพราะกำลังสร้างบ้านใหม่ที่หมู่บ้านอันผิง หากต้องไปพักโรงเตี๊ยมเป็เวลาหลายเดือนคงไม่ดีแน่” ลู่เวินได้ยินภรรยาพูดเื่ที่พัก ก็เริ่มคิดว่าจะทำเช่นไรดี
“นายท่านอย่าได้กังวลเื่ที่พักเลยขอรับ บ้านเช่าก่อนหน้านี้ยังมีสัญญาอยู่พวกข้าจะไปพักที่นั่นเองขอรับ” โชคยังดีที่ซื่อจื่อยังไม่ได้คืนสัญญาเช่าบ้านหลังนั้น
“ท่านพ่อ ถ้าหากข้ากับพี่ใหญ่จะขอให้พี่ชายเจียวมิ่ง และสหายช่วยสอนวรยุทธ์บ้างจะได้หรือไม่ พวกเราสองคนอยากมีวรยุทธ์ไว้ป้องกันตัว จะได้ไม่เป็ตัวถ่วงยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขอรับ” ลู่เสียนเมื่อรู้ว่าพวกเจียวมิ่ง ล้วนมีวรยุทธ์ขั้นสูงเขาจึงอยากเรียนบ้าง
“พวกเ้าคิดว่าอย่างไรพอจะสอนได้หรือไม่ แล้วแต่พวกเ้าว่าอยากสอนหรือไม่อยาก จะไม่มีการบังคับกันอย่างแน่นอน” ถ้าบุตรชายทั้งสองได้เรียนรู้เื่วรยุทธ์ไว้บ้าง อย่างน้อยเอาไว้ป้องกันตนเองก็ยังดี
“พวกเรายินดีสอนให้คุณชายทั้งสองขอรับ พวกท่านอาจจะต้องตื่นเช้ากว่าเดิม แต่ถ้าทำบ่อย ๆ ก็จะเกิดความเคยชินไปเองขอรับ” พวกเขาจะไม่สอนได้อย่างไร นั่นคือพี่ชายของว่าที่ซื่อจื่อเฟยเชียวนะ พวกเขาสามคนต้องช่วยซื่อจื่อทำคะแนนเสียแล้ว
ลู่จื้อและลู่เสียนต่างดีใจ หากพวกเขาสองคนมีวรยุทธ์ก็สามารถปกป้องครอบครัวได้ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมารังแกได้อีก
“พี่ชายปาเซี่ยเ้าคะ ถ้าท่านจะกลับเมืองหลวงเป็ไปได้หรือไม่ที่จะกลับโดยใช้รถม้า คือว่าของฝากมันชิ้นใหญ่และเยอะมากเ้าค่ะ แต่ถ้าพี่ชายรีบเดินทางก็ไม่เป็ไร ข้าจะเปลี่ยนเป็ของชิ้นเล็ก ๆ แทน” ลู่ชิงคิดว่าต้องนำสินค้าดี ๆ ฝากไป ถ้าคนในครอบครัวพี่ชายเซียวเห็นสินค้าของตน บางทีอาจจะอยากทำการค้ากับนางก็เป็ได้
“ข้าสามารถใช้รถม้าเดินทางได้ไม่มีเื่เร่งด่วนอันใดขอรับ” คุณหนูลู่ชิงบอกมาเช่นนี้ของฝากคงจะเยอะน่าดู หากบอกว่าไม่ได้แล้วมีของฝากกลับไปเพียงเล็กน้อย เขาจะไม่โดนซื่อจื่อสั่งลงโทษเอาหรือไร
“ขอบคุณเ้าค่ะ วันนี้พี่ชายปาเซี่ยก็ไปพักผ่อนพร้อมกับพี่ชายเจียวมิ่งก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะเตรียมของฝากเอาไว้ ท่านเตรียมรถม้ามาขนของฝากให้พร้อมนะเ้าคะ” เดี๋ยวคืนนี้ค่อยเข้าไปเอาของฝากจากในมิติ และนำออกมาวางไว้ใต้โต๊ะเก็บเงินด้านล่าง โดยในหัวของลู่ชิงตอนนี้กำลังนึกภาพ ว่าจะฝากสิ่งใดกลับไปให้เซียวหนิงหลงบ้าง
ทางด้านเ้าของจดหมายเอง ก็กำลังเฝ้ารอว่าลู่ชิงจะมีของฝากอะไรมาให้เขาบ้าง จะมีจดหมายเล็ก ๆ มาด้วยหรือไม่ นางอยากบอกเล่าเื่ราวอย่างอื่น ที่้าให้ตนได้รับรู้เพิ่มเติม เพื่อขอความช่วยเหลืออีกไหม เซียวหนิงหลงเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่า ปาเซี่ยจะกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อใด
