เฉินเกอชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง มองหน้าหนิงมู่ฉือก่อนจะหลุดขำออกมา “แม่นางถามทำไมหรือ ท่ามกลางหิมะเช่นนี้จะหารังกระต่ายจากที่ใด”
หนิงมู่ฉือยิ้มอ่อน ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลงมา แววตาของหนิงมู่ฉือเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ข้าบอกให้ท่านเรียกข้าว่าฉือเอ๋อร์ก็พอมิใช่หรือ เรียกแม่นางมันดูห่างเหิน”
เฉินเกอได้ฟังยิ้มออกมา ก่อนจะขยับริมฝีปากลองเรียก “ฉือเอ๋อร์…ฉือเอ๋อร์”
หนิงมู่ฉือยิ้ม ชี้ข้ามไหล่ไปทางด้านหลัง “จอมยุทธ์เฉิน อย่าได้ใ ท่านดูตรงนั้นสิ ตรงนั้นมีรังกระต่ายอยู่ พวกเราล่าสัตว์ป่ามาทำเป็อาหารกันเถอะ”
เฉินเกอพยักหน้า เขารู้สึกราวกับมีบางอย่างพุ่งเข้าใส่หัวใจ แม้สตรีตรงหน้าจะใส่เสื้อผ้าที่สุดแสนจะธรรมดา ทว่าท่าทางกลับดูดีกว่าสตรีคนอื่นที่เขาเคยเจอ หน้าตาก็งดงามกว่า มือก็ดูนุ่มกว่า ผิวก็ดูขาวกว่า แม้แต่รอยยิ้มก็ดูจับใจกว่า นางสวยเหลือเกิน
หากโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ารักแรกพบ เช่นนั้นเขาก็…
หนิงมู่ฉือมิได้รับรู้ถึงความในใจของเฉินเกอแม้แต่น้อย เอาแต่ขุดดินตรงรังกระต่าย มองด้านข้างซึ่งมีกองอุจจาระของกระต่ายอยู่ นางเอ่ยกับเฉินเกออย่างดีใจ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้าไม่ได้เดาโดยไม่มีหลักฐาน ท่านดูสิ กองอุจจาระกองนี้ยังใหม่อยู่เลย”
เฉินเกอได้ยินคำเรียกที่หนิงมู่ฉือเรียกตัวเองก็อ้าปากค้างอยู่สักพัก สตรีผู้นี้ช่างใจกล้าเหลือเกิน ใต้หล้านี้จะมีกี่คนที่กล้าบอกให้เขาจับกระต่ายและกล้าเรียกชื่อเขาตามใจชอบเช่นนี้ จากจอมยุทธ์เฉินจนมาถึงจอมยุทธ์น้อยเฉิน ไม่รู้ว่าครั้งหน้านางจะเรียกชื่อเขาด้วยชื่อแปลกใหม่ใด
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือด้วยแววตาอ่อนโยน หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นก้มหน้าด้วยความเขินอาย “จอมยุทธ์น้อยเฉินใช้สายตาแบบนี้มองผู้อื่นตลอดเลยหรือ โชคดีที่เป็ข้า หากเปลี่ยนเป็สตรีอื่น คงจะนึกว่าท่านคิดอะไรกับนางเป็แน่”
ตอนที่เฉินเกอได้สติกลับมา หนิงมู่ฉือได้ถูกบางสิ่งบางอย่างดึงดูดความสนใจไปแล้ว เขามองตามสายตาของนางไปยังตรงกลางรัง ตรงนั้นมีดวงตาสีดำขลับกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา เขาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงกระซิบ “ชู่ มันอยู่ตรงนั้นจริงๆ ด้วย ระวังนะ อย่าให้มันหนีไปได้”
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังขณะมองไปที่รัง นึกดีใจขณะมองเฉินเกอที่กำลังจะลงมือจับกระต่าย ในใจนางลุ้นยิ่งนัก ด้วยกลัวว่ากระต่ายจะวิ่งหนีไป
เ้ากระต่ายราวกับรับรู้ได้ มันวิ่งหนีไป นางเห็นเช่นนั้นรีบะโบอกเฉินเกออย่างร้อนใจ “กระต่ายวิ่งหนีไปแล้ว! เสี่ยวเฉิน รีบไปดักมันเอาไว้!”
เฉินเกอรีบวิ่งไปดักหน้าทางเข้ารังอีกรังหนึ่ง ส่วนหนิงมู่ฉือวิ่งไปดักตรงทางเข้าอีกทางหนึ่ง ทว่าโบราณกล่าวไว้ได้ดียิ่ง “กระต่ายเ้าเล่ห์มีสามรัง” เ้ากระต่ายไหนเลยจะยอมให้จับได้ง่ายๆ เห็นเ้ากระต่ายวิ่งหนีไปอีกรัง หนิงมู่ฉือร้อนใจยิ่งนัก
เฉินเกอมองสีหน้าร้อนใจของหนิงมู่ฉือก็รู้สึกว่าช่างน่าสนใจดีแท้ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หนิงมู่ฉือได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว สีหน้าเปลี่ยนเป็ระแวดระวังขณะะโบอกเฉินเกอ “เร็วเข้า มันอยู่ตรงรังใกล้ๆ ท่าน!”
เฉินเกอมองไปที่รังที่อยู่ใกล้ตัว เขาเห็นเ้าตัวกลมๆ สีเทาวิ่งผ่านหน้าเขาไป เขาเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวของเ้าสิ่งที่อยู่ในรัง
หนิงมู่ฉือมองเฉินเกออย่างเสียดายขณะใช้มือลูบท้อง จากนั้นเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ช่างเถิด เ้ากระต่ายตัวนี้เ้าเล่ห์มาก ไม่กินก็ได้ ข้าไปดูแถวๆ นี้ก่อนว่ามีอะไรที่สามารถกินได้บ้าง”
เฉินเกอส่ายหน้าก่อนจะเอานิ้วชี้มาแตะที่ริมฝีปากพร้อมกับทำเสียงชู่ เป็การบอกให้หนิงมู่ฉือเงียบก่อน เขามองไปที่รังกระต่ายเพื่อสำรวจขณะกวักมือเรียกหนิงมู่ฉือ
หนิงมู่ฉือเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง มองสีหน้าจริงจังของเฉินเกอพร้อมกับเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ หรือท่านเห็นอะไร” นางกระซิบถาม ความที่อากาศหนาวจึงมีควันสีขาวออกมาจากปาก
เฉินเกอพยักหน้าขณะซ่อนตัว หนิงมู่ฉือมองเห็นเ้ากระต่ายสีเทาโผล่หน้าออกมาจากรัง ขณะกำลังจะปีนออกมา เฉินเกอยื่นมือไปจับเ้ากระต่ายน้อยเอาไว้อย่างรวดเร็ว เ้ากระต่ายน้อยมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เห็นเฉินเกอจับกระต่ายเอาไว้ได้ นางะโโลดเต้นอย่างดีใจ เอ่ยชมยกใหญ่ “จอมยุทธ์น้อยเฉินช่างเก่งกาจเหลือเกิน ท่านจับได้อย่างไร ข้ายังมองไม่ทันเลย”
เฉินเกอยิ้มแก้เก้อ รู้สึกดีใจยิ่งนักขณะพิจารณาเ้ากระต่ายในมือ “เ้ากระต่ายตัวนี้เนื้อเยอะไม่น้อย น่าจะพอทำให้เราอิ่มได้มื้อหนึ่ง”
หนิงมู่ฉือพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เดิมนางคิดว่าจะเอากระต่ายตัวนี้มาทำอาหารใดดี ทันใดนั้นเองนางมองแววตาที่มีชีวิตของมัน พลันรู้สึกว่า ถ้าฆ่ามันเพื่อเอามาทำเป็อาหาร ก็สงสารมันยิ่งนัก หากลำพังแค่นางคงจะปล่อยมันไป แต่นี้มีสองคน นางจะเอ่ยปากอย่างไร
เฉินเกอมองสีหน้าลำบากใจของหนิงมู่ฉือก็รู้ทันทีว่านางกำลังลังเลเื่ใดอยู่ เขาจึงเอ่ยออกมา “เ้าช่วยข้าจุดไฟที จะได้ตากเสื้อเ้าให้แห้งด้วย”
หนิงมู่ฉือลำบากใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้นางหิวมากจริงๆ จึงกัดฟันพยักหน้าออกไป
นางมองตามแผ่นหลังของเฉินเกอขณะเดินออกไป ท่าทางของเขาดูห้าวหาญเหลือเกิน “เป็อย่างที่ท่านพ่อบอกจริงๆ ด้วย เยี่ยนฉือมีแต่วีรบุรุษ เขาช่างดูดีเสียจริง”
นางนำเขาไปเปรียบเทียบกับจ้าวซีเหอ เฉินเกอเป็บุรุษประเภทกล้าหาญสมชายชาตรี ถึงหน้าตาจะเทียบกับจ้าวซีเหอไม่ได้ แต่ก็ดูสมเป็บุรุษมากกว่า
นางเก็บกิ่งไม้มาจุดไฟ นางต้องลงแรงไปมากกว่าจะจุดไฟท่ามกลางหิมะได้ นางเอามือผิงไฟเพื่อให้มืออบอุ่น มองเสื้อตัวนอกของนางที่ถูกหิมะทำจนเปียกชื้น นางนำเสื้อของเขามาผิงไฟให้แห้ง นั่งเฝ้าอยู่นานจนเกือบจะหลับ
ครั้นเห็นเฉินเกอนำเนื้อกระต่ายที่จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินมา นางตื่นขึ้นมาทันใด
นางมองเนื้อกระต่ายและหนังกระต่ายอย่างรันทดใจ เฉินเกอเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยออกมา “หากเ้ารู้สึกไม่ดี เดี๋ยวข้า…”
นางส่ายหน้า “ไม่เป็ไร ข้าแค่สงสารมันนิดหน่อย เนื้อปกติที่ข้าทำก่อนหน้านั้นมันก็มีชีวิต เพียงแต่ข้าไม่เคยเห็นพวกมันต้องมาตายต่อหน้าต่อตาเท่านั้น”
เห็นนางยิ้มเศร้า เฉินเกอรู้สึกเห็นใจ มุมปากยกเป็รอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปเห็นว่า นางช่วยนำเสื้อผ้าไปผิงไฟให้แล้ว รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
หนิงมู่ฉือนำเนื้อกระต่ายเสียบกับกิ่งไม้ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ต่อไปข้าจะแสดงให้จอมยุทธ์น้อยเฉินดูว่าสิ่งใดคืออาหารป่าที่แท้จริง”
