สองสาวใช้ส่งเสียงตอบรับ แล้วจึงคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เสี่ยวหมี่ นางได้รับการชี้แนะจากฮูหยินเฉินมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าสกุลลู่นั้นใครกันที่เป็ผู้นำที่แท้จริง จึงไม่กล้าแสดงท่าทีไม่เคารพแม้แต่นิดเดียว
เสี่ยวหมี่ลอบสังเกตคนทั้งสองอย่างเงียบๆ ล้วนไม่ใช่สาวใช้ที่มีท่าทางยั่วยวน ดวงตาทั้งคู่กระจ่างใส นางรู้สึกพอใจมาก ยื่นมือออกไปประคองพวกนางขึ้นมา “วันหน้าก็เป็คนครอบครัวเดียวกันแล้ว พวกเ้าไม่ต้องเกรงใจ รับใช้คุณหนูของพวกเ้าให้ดี หากมีเวลาว่างก็ช่วยสั่งสอนยาโถ่วกับเสี่ยวฮัวให้ข้าหน่อย เพราะประการแรกนั้นข้าไม่ค่อยว่าง ประการที่สองตัวข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มสอนอย่างไร”
“คุณหนูโปรดวางใจ บ่าวจะทำอย่างเต็มที่เ้าค่ะ”
เสี่ยวหมี่พอใจอย่างยิ่ง นางหันไปจับมือเยว่เซียนออดอ้อนว่า “พี่สะใภ้ ท่านช่วยเปลี่ยนชื่อให้ยาโถ่วกับเสี่ยวฮัวหน่อยสิเ้าคะ ไม่ต้องไพเราะเหมือนปี้เหอ [1] หงเหมย [2] ก็ได้ ขอแค่จำง่ายเวลาเอ่ยแล้วเข้าปาก ตัวข้าไม่มีหัวด้านการตั้งชื่อเลย จะอย่างไรก็คิดไม่ออก”
เฉินเยว่เซียนเห็นว่านางไม่เหมือนพูดเล่น จึงไม่เอ่ยปฏิเสธ เอ่ยว่า “ยามปกติน้องหญิงถนัดงานครัว เช่นนั้นไม่สู้เรียกว่า...”
“หงเชาโร่ว [3] กับถังซู่อวี๋ [4]”
เกาเหรินที่แอบดูอยู่นอกประตู จู่ๆ ก็เอ่ยแทรกขึ้นมา ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องหัวเราะออกมาทันที
มีเพียงยาโถ่วและเสี่ยวฮัวที่มีท่าทางเหมือนจะร้องไห้ออกมาแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีใครใช้ชื่อนี้กันหรอก แย่กว่าชื่อเดิมของพวกนางเสียอีก
เสี่ยวหมี่เองก็หัวเราะไม่หยุดเช่นกัน นางชี้เกาเหรินแล้วตำหนิออกมา “เ้ามีนิสัยตะกละก็ช่างเถอะ แต่เหตุใดจะต้องรังแกแม่นางน้อยทั้งสองด้วย”
เกาเหรินเบ้ปาก เขาเชิดหน้าอย่างไม่สนใจ “เช่นนั้นเปลี่ยนเป็กัวเปาโร่ว [5] กับอวี๋เซียงโร่วสือ [6] แล้วกัน”
ได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็หัวเราะกันดังลั่นกว่าเดิม
เสี่ยวหมี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางะโฟ้องเฝิงเจี่ยนว่า “พี่ใหญ่เฝิง ท่านควรจะจัดการเกาเหรินได้แล้ว”
“เ้าเองก็รู้ว่าเขาไม่เคยเชื่อฟังข้า”
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นเฝิงเจี่ยนกล่าวล้อเล่นเช่นนี้ เขายักไหล่ทำท่าเหมือนหมดปัญญาจะจัดการอะไรได้ ยิ่งทำให้ทุกคนขบขันกว่าเดิม
เสี่ยวหมี่อับจนหนทางทำได้เพียงขอร้องพี่สะใภ้ “พี่สะใภ้ช่วยข้าคิดหน่อยเถิด ไม่เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวชื่ออาจจะเปลี่ยนเป็หงเชาจูถี [7] กับสวินทู่จื่อ [8] ก็เป็ได้”
เฉินเยว่เซียนอดขำไม่ได้ ยกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมาบดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ตอบว่า “ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกว่าเ้าชอบเข้าครัว ไม่ใช่เพราะจะเอาชื่ออาหารมาตั้งชื่อให้เด็กทั้งสอง แต่กำลังคิดว่าไม่สู้เปลี่ยนชื่อให้พวกนางเป็ชิงอวี้ [9] กับชิงฮัว [10] ถ้วยหยกใส เหมาะสำหรับใส่น้ำแกงดื่มบำรุงร่างกาย จานลงลายครามงามสง่าเหมาะนำมาใช้จัดเรียงอาหารในงานเลี้ยง ที่สำคัญคือฟังแล้วเสนาะหูนัก...”
“ดี ชื่อนี้ดี” ยังไม่รอให้เยว่เซียนพูดจบ เสี่ยวหมี่ก็ร้องออกมาอย่างพอใจแล้ว สาวใช้น้อยทั้งสองก็เฉลียวฉลาดได้ยินเช่นนั้นก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะ จากนี้ไปพวกนางคือสองสาวใช้จากสกุลลู่ ชิงอวี้และชิงฮัว
พวกนางอายุยังน้อย ถึงแม้ยังไม่เข้าใจความหวังดีที่เสี่ยวหมี่ให้เยว่เซียนเปลี่ยนชื่อให้พวกนาง แต่ก็ชอบใจที่ได้รับการยอมรับจากสกุลลู่เช่นนี้
ทุกคนทั้งสนทนาทั้งหัวเราะกันอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกหิว เสี่ยวหมี่จึงพาชิงอวี้กับชิงฮัวไปที่ห้องครัว เยว่เซียนเองก็คิดจะเข้าไปช่วยด้วยเช่นกัน เสี่ยวหมี่กลับโบกมือปฏิเสธ สุดท้ายจึงยอมถอยแล้วส่งปี้เหอและหงเหมยเข้าไปแทน
เพียงไม่นานอาหารเช้าก็ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยลงบนโต๊ะ คนสกุลลู่สี่คน เฝิงเจี่ยนนายบ่าวสามคน รวมกับซูอี ยังมีเฉินเยว่เซียนที่เพิ่งแต่งเข้ามา ทั้งหมดเก้าคนนั่งลงรอบโต๊ะ
ปี้เหอและหงเหมยเหล่ตามองเห็นเสี่ยวหมี่คีบอาหารให้เฝิงเจี่ยน ทั้งยังดูแลเกาเหรินและซูอีเป็พิเศษ ก็ลอบจดจำไว้ในใจ
ส่วนเฉินเยว่เซียนนั่งลงเงียบๆ ข้างกายพี่ใหญ่ลู่ นางกินโจ๊กคำเล็ก ในใจยังรู้สึกยินดีที่ตัดสินใจทำเพื่อตัวเองสักครั้ง ด้วยการเลือกแต่งเข้ามาในสกุลลู่นี้
แม่สามีจากไปนานแล้ว เสี่ยวหมี่ถึงแม้จะเฉลียวฉลาดไม่ธรรมดาแต่ก็ดีกับนางมาก พ่อสามีและบรรดาน้องชายต่างไม่สนใจเื่ราวภายในบ้าน ทำให้ในเช้าอันสดใสเช่นนี้ นางสามารถนั่งลงรับประทานอาหารได้อย่างสงบโดยไม่ต้องยืนปรนนิบัติอยู่หลังแม่สามี...
หลังรับประทานอาหารเสร็จ สาวใช้ทั้งเล็กใหญ่ช่วยกันเก็บจานชาม ส่วนเสี่ยวหมี่ลากพี่สะใภ้ไปที่เรือนหลังของนาง นางหยิบสมุดบัญชีของบ้านออกมาให้ “วันหน้า เื่พวกนี้ล้วนต้องลำบากพี่สะใภ้แล้ว ข้าเพียงแค่คิดหาหนทางสร้างรายได้ให้ครอบครัวก็พอ เื่ในบ้านยกให้เป็หน้าที่พี่สะใภ้ทั้งหมด”
เฉิยเยว่เซียนรู้สึกใมาก นางยิ้มเอ่ยว่า “เสี่ยวหมี่ เ้าลืมไปแล้วหรือ ข้าและพี่ใหญ่ของเ้าอีกไม่นานก็จะต้องเดินทางไปจัดการเื่สร้างโรงทำแป้งและร้านค้าที่ทางใต้ ต่อให้เ้าจะยกสมุดบัญชีพวกนี้ให้ข้าจัดการ แต่ข้าก็ช่วยเ้าดูได้ไม่นานนัก...”
“หา ข้าลืมเื่นี้ไปได้อย่างไร ข้านึกว่าหลังจากนี้จะได้อยู่อย่างสบายๆ แล้วเชียว”
เสี่ยวหมี่มุ่นคิ้วอย่างหดหู่ หน้าตายับย่นเหมือนเปลือกส้มแห้งเหี่ยวดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ทำให้เฉินเยว่เซียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ทำได้แค่เอ่ยว่า “แต่จะอย่างไรก็ยังต้องรออีกสักพัก ่นี้ข้าจะรับมาดูแลเพื่อให้คุ้นเคยกับเื่ในบ้านเราก่อน ให้น้องหญิงได้พักเหนื่อยสักหน่อยเป็อย่างไร”
“ดีเ้าค่ะ ไป ข้าจะพาพี่สะใภ้ไปเดินดูในหมู่บ้าน”
เสี่ยวหมี่ปล่อยวางได้อย่างง่ายดาย นางโยนสมุดบัญชีทิ้งแล้วพาเยว่เซียนไปเดินเล่นในหมู่บ้านแทน
เรือนกระจกของแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านถูกสร้างเสร็จเกือบหมดแล้ว เ้าของบ้านที่เรือนกระจกสร้างเสร็จแล้ว ทุกครั้งที่หันไปเห็นเรือนกระจกบ้านตัวเองก็มักจะยิ้มออกมา
เฉินเยว่เซียนรู้เื่การปลูกผักในฤดูหนาวของคนหมู่บ้านเขาหมีมาก่อนแล้ว อย่างไรเสียก็เพราะเื่นี้ ปีที่แล้วสกุลเฉินถึงได้ครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง ธรณีประตูแทบจะถูกเหยียบจนพัง
แต่นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นสถานที่ให้ความอบอุ่นสำหรับเพาะปลูกพืชในหน้าหนาวเช่นนี้ จึงอดให้ความสนใจไม่ได้
เห็นพวกผู้หญิงยกน้ำชาและของว่างมาให้พวกผู้ชายที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน โดยมีเด็กๆ กอดขาร้องกระจองอแง เฉินเยว่เซียนเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปช่วยรินน้ำชาแล้วให้ปี้เหอและหงเหมยยกไปแจกจ่ายคนที่ทำงานอยู่
ทุกคนเห็นเช่นนี้ก็อดยิ้มลอบพยักหน้าไม่ได้ เดิมคิดไปว่าคุณหนูสกุลเฉินจากในเมืองที่มาจากตระกูลร่ำรวยจะถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ทำให้เข้าหาได้ยาก แต่วันนี้เมื่อได้เห็นต่างก็พอใจมาก นางไม่ได้ทำตัวแตกต่างไปจากหญิงอื่นในหมู่บ้าน
มีสตรีบางคนใจกล้าเข้ามาพูดคุยกับนาง บางคนถามเื่แปลกใหม่ในเมือง ถามเื่แบบชุดใหม่ๆ คุยกันอย่างสนุกสนานทีเดียว
เสี่ยวหมี่เห็นเช่นนั้นจึงสั่งให้ชิงอวี้คอยอยู่รับใช้ที่นี่ ส่วนนางพาชิงฮัวไปที่ลานเลี้ยงกวาง
ปีนี้หิมะตกลงมาช้า นายพรานทุกคนจึงได้ขึ้นเขาบ่อยกว่าที่คาดไว้ ทำให้ล่าสัตว์กลับมาได้มากมาย แน่นอนว่าฝูงกวางของสกุลลู่เองก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
วันนี้เป็นายท่านกัวรับหน้าที่เฝ้ายาม เห็นเสี่ยวหมี่เดินมาก็รีบยิ้มรับทันที “เสี่ยวหมี่วางใจเถอะ เมื่อเช้าเพิ่งจะป้อนอาหารไป หลายวันมานี้ดูแล้วเหมือนพวกมันจะอ้วนท้วนขึ้นไม่น้อย”
“เป็เพราะพวกท่านดูแลพวกมันเป็อย่างดี หากเปลี่ยนเป็พวกพี่เสี่ยวเตาคงไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ พวกเขาไม่น่าจะมีความอดทนเพียงพอ” เสี่ยวหมี่เอ่ยชมอย่างจริงใจ ทำเอาคนแก่ฟังแล้วดวงตาสุกใสใบหน้าเบิกบาน
“ที่บ้านยังมีสุราอยู่สองไห เดี๋ยวข้าจะให้คนไปเอามาให้พวกท่านได้ดื่มแก้หนาวยามค่ำคืนนะเ้าคะ”
“ดี ดี แต่เ้าไม่ต้องเป็ห่วงมากนักหรอก ่นี้ยังไม่นับว่าหนาวมาก”
นายท่านกัวชี้ไปยังหลุมที่อยู่ห่างออกไป “เ้าไปดูที่หลุมนั่นดีกว่า บิดาของเสี่ยวเตาพาต้าสือไปยุ่งอยู่ที่นั่นนานแล้ว ไม่รู้คิดจะทำอะไรกันอีก”
เสี่ยวหมี่ตีหน้าผากตัวเองทันที บ่นว่า “ข้าเป็คนบอกให้ท่านลุงหลิวไปทำเองแหละเ้าค่ะ ข้าลืมไปเสียสนิท”
พูดจบนางก็รีบบอกลานายท่านกัวแล้ววิ่งไปทางด้านนั้นทันที
ชายชรายิ้มตาหยีลูบหัวกวางตัวน้อยที่เดินเข้ามาใกล้ เอ่ยว่า “เด็กคนนี้ ไม่รู้คิดจะทำของดีอะไรอีก ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็คงไม่ใช่เื่ไม่ดี พวกเ้าน่ะโชคดีแล้ว ฤดูหนาวปีนี้ไม่ต้องอดตายอยู่บนเขา จำไว้ว่าต้องกินเยอะๆ จะได้อ้วนท้วน ไม่แน่อาจจะขายได้ราคาดีก็ได้”
เสี่ยวหมี่ไม่ได้ยินคำพูดของชายชรา แต่ไปะโถามท่านลุงหลิวในหลุมแทน “ท่านลุงหลิว เหตุใดท่านไม่พักสักวันเล่าเ้าคะ มาทำงานแต่เช้าเชียว”
ท่านลุงหลิวกำลังใช้ลวดทองแดงยกปล่องเตาที่ทำจากเหล็กขึ้น หลิวต้าสือที่อยู่ข้างๆ ถือถังน้ำสาดไปบนเตียงไม้ที่โรยไว้ด้วยดินสีดำจนเต็ม
สองพ่อลูกได้ยินเสียงก็พากันหันศีรษะมามอง ท่านลุงหลิวเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ถามว่า “เสี่ยวหมี่ เราจุดไฟในเตามาทั้งคืนแล้ว ตอนนี้ข้างล่างร้อนมาก เ้าคิดจะเอาไปทำอะไรกันแน่ หากใช้ปลูกพืชเช่นนี้จะร้อนเกินไป”
หลิวต้าสือเองก็ดึงคอเสื้อขยับเข้าออก ยิ้มเอ่ยว่า “ใช่แล้ว น้องเสี่ยวหมี่ ดินดำพวกนี้อย่างกับใบไม้เน่าๆ ก็ไม่ปาน เกรงว่าคงใช้ไม่ได้กระมัง”
เสี่ยวหมี่เพียงแค่ยิ้มไม่ตอบอะไร นางปีนลงไปตามบันไดที่พาดไว้ เอามือลูบดินดำที่ถูกรดน้ำจนเปียกชุ่มพวกนั้นแล้วเอ่ยอย่างยินดีว่า “พี่สือโถ่ว ท่านช่างพึ่งพาได้เสียจริงเ้าค่ะ วันหน้าหลุมนี้ก็ยกให้ท่านเป็ผู้รับผิดชอบก็แล้วกัน ค่าจ้างก็ให้เท่ากับก่อนหน้านี้ พอสิ้นปีข้าค่อยให้ซองแดงซองใหญ่กับท่านเป็อย่างไรเ้าคะ”
หลิวต้าสือไม่ได้มีนิสัยร่าเริงกล้าพูดกล้าทำเหมือนเสี่ยวเตาผู้เป็น้องชาย ทั้งยังไม่เชี่ยวชาญการล่าสัตว์ แต่กลับมีฝีมือเื่งานไม้งานฝีมือเช่นผู้เป็บิดา เมื่อได้ยินเช่นนี้ย่อมดีใจ “น้องเสี่ยวหมี่เห็นความสำคัญของข้า ข้าย่อมทำให้เต็มที่ แต่ข้าไม่รู้ว่างานนี้ต้องทำอย่างไร เ้าคงต้องสอนข้าให้มากหน่อย”
“แน่นอน พี่สือโถ่ววางใจ หลุมน้อยๆ นี้หากว่าดูแลให้ดี ไม่แน่อาจได้ผลผลิตเป็สองเท่าของห้องเรือนกระจกก็ได้นะเ้าคะ”
“จริงหรือ?”
หลิวต้าสือใและรู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่เล็กน้อย เสี่ยวหมี่กลับไม่คิดปิดบัง “ดินพวกนี้พวกเด็กๆ ช่วยกันขนมาให้ ข้างในมีต้นอ่อนของเห็ดอยู่ ขอแค่ในหลุมนี่ร้อนและชื้นพอ เพียงไม่นานก็จะมีเห็ดชุดใหม่งอกงามเต็มไปหมด ข้ารู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร รับรองว่าขายได้ราคาดีกว่าผักสดอีกเ้าค่ะ”
“หา เราสามารถใช้วิธีนี้ปลูกเห็ดได้ด้วยหรือ”
คนที่อาศัยอยู่บนเขามักมีเห็ดให้บริโภคอย่างเพียงพอในหน้าร้อน เพราะมีเห็ดขึ้นเต็มไปหมดบนเขา ขอแค่มั่นใจว่าไม่ใช่เห็ดพิษก็สามารถเก็บมากินกันจนอิ่มหนำทุกมื้อ แต่ในฤดูหนาวกลับไม่ได้หากินง่ายเช่นนั้น แน่นอนว่าพวกเขามีการทำเห็ดอบแห้งเอาไว้บริโภคแต่ก็ไม่อร่อยเท่าเห็ดสดใหม่
หลิวต้าสือตื่นเต้นเป็อย่างมาก เขาจึงถามเื่ที่อยากรู้ไม่หยุด เสี่ยวหมี่เองก็ไม่ปิดบัง สุดท้ายเสี่ยวหมี่ก็กำชับหลิวต้าสือว่ามีอะไรให้รีบไปแจ้งนางทันที นางกลัวตัวเองจะยุ่งจนลืม
ท่านลุงหลิวยืนฟังอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม บ้านเขามีบุตรชายสองคน ยามนี้บุตรชายคนเล็กเตรียมตัวเข้าเมืองไปดูแลร้านค้า อนาคตจะต้องมีแต่เื่ดีๆ อย่างแน่นอน เดิมทีคิดว่าบุตรชายคนโตโง่เขลาทึ่มทื่อ คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหมี่จะให้ความสำคัญสอนเื่นี้ให้เขา
“เสี่ยวหมี่เ้าวางใจ ยังมีข้าอยู่ หากต้าสือกับเสี่ยวเตาคนใดคนหนึ่งไม่ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ข้าจะตีพวกเขาเอง”
“ฮ่าๆ ทำเช่นนี้ไม่ได้นะเ้าคะ ท่านลุงหลิว วันหน้าพี่เสี่ยวเตานับว่าเป็ผู้ดูแลร้านค้าคนสำคัญของข้า พี่ต้าสือเองก็กำลังทำการใหญ่ วันหน้าถือเป็คนของข้า ท่านห้ามแตะต้องนะเ้าคะ”
“เช่นนี้เท่ากับว่าบุตรชายข้า ข้ายังจัดการไม่ได้ เลี้ยงมาเสียเปล่าจริงๆ”
ท่านลุงหลิวทำเป็ส่ายหัวพลางทอดถอนใจ ทำเอาทุกคนหัวเราะครื้นเครง
วันคืนอันวุ่นวายในหมู่บ้านเขาหมีผ่านพ้นไปอีกสองวัน พี่ใหญ่ลู่พาเฉินเยว่เซียนกลับบ้านเดิม เสี่ยวหมี่ตั้งใจจัดเตรียมของขวัญกลับบ้านชุดใหญ่ให้พวกเขาไปด้วย โดยให้หนิวเซิ่งและซันพ่างติดตามไปด้วย ขบวนใหญ่โตสมฐานะ ทำให้ไม่มีใครกล้าดูแคลนสกุลเฉิน
ที่สำคัญคือเฉินเยว่เซียนใบหน้าอิ่มเอิบมีเืฝาด ไม่ว่าใครก็มองออกว่าสกุลลู่ดีกับนางมาก ฮูหยินเฉินได้เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกวางใจ สองพ่อลูกสกุลเฉินเองก็ดีใจเป็อย่างมาก
เชิงอรรถ
[1] ปี้เหอ (碧荷)บัวเขียว
[2] หงเหมย(红梅)เหมยแดง
[3] หงเชาโร่ว (红烧肉) หมูผัดน้ำแดง
[4] ถังซู่อวี๋ (糖醋鱼) ปลาผัดเปรี้ยวหวาน
[5] กัวเปาโร่ว (锅包肉) หมูชุบแป้งทอดผัดเปรี้ยวหวาน
[6] อวี๋เซียงโร่วสือ (鱼香肉丝) หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน
[7] หงเชาจูถี (红烧猪蹄) ขาหมูผัดน้ำแดง
[8] สวินทู่จื่อ (熏兔子)กระต่ายรมควัน
[9] ชิงอวี้(青玉)ถ้วยหยก
[10] ชิงฮัว(青花)จานลายคราม