หลังจากกล่าวลาพ่อแม่ ชูชิงขอตัวออกมาเดินเล่นสูดอากาศ แต่ความจริงแล้วเธอมีเป้าหมายอื่นในใจ ทั้งชูผิงและหลี่ไหลฮวาไม่ได้เอะใจสงสัย ต่างส่งยิ้มให้ลูกสาวอย่างภูมิใจ
เมื่ออยู่กันตามลำพัง หลี่ไหลฮวาก็เอ่ยขึ้นด้วยความโล่งอก
"พี่ผิง... โชคดีนะที่ลูกเตือนสติ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงตกลงแยกบ้านตัวเปล่า ไม่ได้บ้านสักห้อง ไม่ได้ข้าวสารสักเม็ดไปแล้ว"
ชูผิงถอนหายใจ หันมาสบตาภรรยา "ที่เธอยอมถอยตอนแรกก็เพราะกลัวชื่อเสียงลูกเสียหายใช่ไหมล่ะ... พี่รู้ ฉันเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าแม่จะยอมให้อะไรมากมายขนาดนี้ ทั้งบ้าน ทั้งเงิน แถมข้าวยังเพิ่มให้อีก... เหมือนฝันไปเลยแฮะ"
"ฉันก็เหมือนกันพี่ พอนึกว่าจะได้แยกบ้านไปอยู่กันเอง แผลที่เจ็บๆ มันหายเป็ปลิดทิ้งเลย"
"อดทนหน่อยนะ รักษาตัวให้หายดี พอกลับไปบ้านฉันจะรีบกั้นกำแพงให้เรียบร้อย ต่อไปครอบครัวเราสี่คนจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ต้องทนสายตากดดันจากแม่อีก"
หลี่ไหลฮวามองหน้าสามีอย่างจริงจัง "พี่ต้องทำให้ได้จริงๆ นะ ถ้าแม่พี่มาไม้ไหนอีก ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด... ถ้าพี่ใจอ่อน คนที่รับกรรมคือฉันกับลูกนะพี่"
"จำใส่ใจแล้วจ้ะ แค่เื่ที่แม่ทิ้งขว้างเราตอนเจ็บไข้ พี่ก็จำฝังใจแล้ว ถ้าไม่แยกบ้านออกมา ป่านนี้เราคงเหลือแต่ซาก ต่อไปนี้พี่จะทำหน้าที่ลูกกตัญญูเลี้ยงดูแม่ตามสมควร แต่จะไม่ยอมให้แม่มาโขกสับครอบครัวเราได้อีก"
คำมั่นสัญญาของสามีทำให้หลี่ไหลฮวายิ้มได้เต็มแก้ม
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
จางชุนฮวากลับถึงบ้านอย่างอารมณ์ดี โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามี 'เงาปริศนา' แอบสะกดรอยตามมาถึงหลังกำแพง
ในลานบ้าน ชูฮุยกับชูต้าจงกำลังนั่งแทะหมั่นโถวเย็นชืดแก้หิว พอเห็นหน้าจางชุนฮวา ชูฮุยก็รีบโวยวาย
"แม่ หายไปไหนมาเนี่ย? ผมกับพ่อหิวไส้กิ่วแล้ว รอแม่มาทำกับข้าวไม่ไหวจนต้องกินหมั่นโถวรองท้องไปก่อน..."
จางชุนฮวาหัวเราะคิกคัก เอานิ้วจิ้มหน้าผากลูกรักเบาๆ "ก็ไปวิ่งเต้นเื่เอ็งนั่นแหละ ไอ้ลูกเทวดา"
ชูฮุยตาลุกวาว รีบเข้ามาประจบ "แม่... อย่าบอกนะว่าไปหาแม่สื่อหลิวมาแล้ว?"
"เออสิวะ" นางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "ข้าให้แม่สื่อหลิวไปคุยเื่สู่ขอกับบ้านตระกูลหลินแล้ว เย็นนี้น่าจะรู้ผล เดี๋ยวข้าไปทำกับข้าวให้กินฉลองดีกว่า"
"เย้ แม่ผมนี่สุดยอดจริงๆ เดี๋ยวผมไปช่วยติดไฟให้นะแม่" ชูฮุยกระตือรือร้น
"ไม่ต้องๆ ลูกผู้ดีตีนแดงอย่างเอ็งไปพักผ่อนเถอะ เื่สกปรกพวกนี้ให้พ่อเอ็งทำไป"
ชูฮุยไม่รอช้า รีบะโเรียกพ่อมาทำหน้าที่ทันที ส่วนตัวเองก็ผิวปากเดินลอยชายกลับเข้าห้องนอนไปอย่างสบายใจ
นอกกำแพง ชูชิงขยับตัวเข้ามาแนบชิดกำแพงห้องครัวมากขึ้น เพื่อเงี่ยหูฟังบทสนทนาสำคัญ
"พ่อมึง... ข้าจะบอกอะไรให้นะ" จางชุนฮวากระซิบกระซาบกับสามี "ข้าวสาลีบ้านเราน่ะ พอตากแห้งแล้วแบ่งไปให้บ้านไอ้ผิงมันสักสี่ร้อยชั่งนะ"
ชูต้าจงตาโต "หา? อะไรนะ? ยังไม่ทันแยกบ้านจะแบ่งข้าวให้มันทำไมตั้งเยอะแยะ?"
"ก็มันขอแยกบ้านไง ข้าตกลงไปแล้ว... ให้เงินสองร้อยหยวน บ้านสองห้อง ข้าวสาลีอีกสี่ร้อยชั่ง"
"อ้าว... ไหนแกว่าจะไม่ยอมให้แยกบ้านไง ทำไมเปลี่ยนใจล่ะ?"
"โธ่เอ๊ย ตาแก่ ข้าก็ไม่อยากให้แยกหรอก แต่นังเด็กชูชิงนั่นมันร้ายนัก มันยุยงพ่อแม่มันให้แข็งข้อกับข้า แถมไอ้ผิงก็เชื่อลูกสาวมันเป็ตุเป็ตะ นังไหลฮวาก็ปีนเกลียว... ข้าเลยต้องยอมๆ ไปก่อน แต่อย่าห่วงไปเลย ข้าให้มันแยกบ้านได้ แต่ข้าไม่มีวันยอมให้พวกมันมีความสุขง่ายๆ หรอก"
"แล้ว... แกจะทำยังไง?" ชูต้าจงถามอย่างสงสัย
จางชุนฮวาแสยะยิ้มเ้าเล่ห์ "พ่อมึงรู้ใช่ไหม... แม่ม่ายต่งท้ายหมู่บ้านน่ะ มันเล็งลูกชายคนโตเรามานานแล้ว"
"เดี๋ยวนะ... นี่แกหมายความว่า..."
"ใช่ หลังจากกินข้าวเสร็จ ข้าจะไปหยั่งเชิงแม่ม่ายต่งดู ไม่แน่... เราอาจจะได้ลูกสะใภ้คนโตคนใหม่ที่ว่านอนสอนง่ายกว่านี้ก็ได้"
ชูชิงที่แอบฟังอยู่แทบช็อก แผนสกปรกของย่านี่มันช่างร้ายกาจ ในความทรงจำ แม่ม่ายต่งคนนี้เคยทอดสะพานให้พ่อเธอหลายครั้ง แต่พ่อไม่เคยเล่นด้วย ชาติก่อนพอเห็นว่าพ่อขาพิการ แม่ม่ายต่งก็ถอยห่างไปเอง แต่ชาตินี้... ถ้าพ่อหายดี หล่อเหลาเหมือนเดิม แม่ม่ายต่งต้องกัดไม่ปล่อยแน่ และถ้าย่าเป็ใจให้... ครอบครัวเธอพังพินาศแน่
เสียงชูต้าจงดังขึ้นขัดความคิด "แต่แม่มัน... แม่ม่ายต่งนั่นหุ่นยังกะถังน้ำมันั์เลยนะ..."
"แกจะไปรู้อะไร หุ่นแบบนั้นแหละสะโพกดินะเิ ลูกดกจะตายไป"
"ลูกดกบ้าอะไร? ผัวเก่ามันตายั้แ่วันที่สองหลังแต่งงาน ยังไม่ทันมีลูกเลย"
"โอ๊ย ช่างหัวมันเถอะ เอาเป็ว่าอย่าเพิ่งให้เ้ารองรู้เื่นี้ เดี๋ยวจะวุ่นวาย"
"เออๆ ข้าไม่พูดหรอก ใครจะมาเป็เมียไอ้ผิงข้าไม่สน ขอแค่แกสบายใจก็พอ"
"ไม่ใช่แค่สบายใจย่ะ ต้องมีหลานชายให้ข้าอุ้มด้วย"
"เห้อ... แกก็นะ ห่วงแต่ลูกชาย ลูกสาวสามคนแกก็ส่งไปให้เขาเลี้ยงจนหมด ป่านนี้ลูกคนโตน่าจะอายุเกือบสี่สิบแล้วมั้ง ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าหลานเลย..."
"มีลูกสาวแล้วได้อะไรขึ้นมา? เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก โตขึ้นก็แต่งออกเป็คนอื่น... เลิกพูดถึงอดีตได้แล้ว รำคาญ"
ชูชิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกลียด ย่าใจดำอำมหิตส่งลูกสาวตัวเองทิ้งได้ลงคอ จิตใจทำด้วยอะไรกันแน่ เธอทนฟังต่อไม่ไหว ตัดสินใจผละออกมาแล้วมุ่งหน้าไปหมู่บ้านเป่ยซินเพื่อไปหาตายาย
...
แดดบ่ายร้อนเปรี้ยง ชูชิงเดินผ่านอ่างเก็บน้ำระหว่างหมู่บ้าน ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำวูบหนึ่งที่ผิวน้ำ พร้อมกับเสียง...
ตูม
ใครโดดน้ำฆ่าตัวตายหรือเปล่า?
ด้วยสัญชาตญาณ ชูชิงรีบวิ่งไปดูที่ริมตลิ่ง แต่สิ่งที่เห็นคือ... เด็กหนุ่มผิวเข้มคนหนึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างสบายใจ ไม่ใช่การฆ่าตัวตายแฮะ
เด็กหนุ่มคนนั้นอายุราว 17-18 ปี ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่แววตาเ็าจับใจ
ชูชิงะโเตือนด้วยความหวังดี "นี่ ขึ้นมาเถอะ ในนั้นมีปลิงนะ เดี๋ยวก็โดนดูดเืหมดตัวหรอก"
เด็กหนุ่มหันมามองด้วยสายตาเรียบเฉย น้ำเสียงเย็นเยียบ "ขอบใจที่เตือน...
แต่ไปซะเถอะ ยุ่งเื่ชาวบ้าน"
ชูชิงยิ้มแห้งๆ 'คนอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ'
"เออๆ ถ้าโดนปลิงกัดอย่าดึงออกแรงๆ ล่ะ ยิ่งดึงมันยิ่งมุด ให้ใช้รองเท้าตบเอา... ไปล่ะ"
พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินหนีทันที ไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว
...
อีกห้านาทีต่อมา ชูชิงหาที่ลับตาคนแล้วเสกแป้งสาลีออกจากมิติมาหนึ่งถุง ก่อนจะเดินเข้าบ้านตายาย
ภาพที่เห็นคือคุณยายกำลังง่วนอยู่กับการทำแพนเค้กในครัว ส่วนคุณตานั่งอ่านนิทานให้ชูเฉียนฟังอยู่ใต้ซุ้มองุ่นอย่างมีความสุข
ชูชิงเดินตรงดิ่งเข้าครัวพร้อมถุงแป้ง
"ยายจ๋า... หนูหาเงินซื้อแป้งสาลีมาฝากค่ะ เอาไว้ทำของอร่อยกินกันนะยาย"
ยายฉินซูหลานละมือจากเตา รีบมารับถุงแป้งด้วยความประหลาดใจ
"ชิงชิง ไปเอาเงินมาจากไหนลูก? พ่อแม่หนูต้องใช้เงินรักษาตัวนะ เก็บไว้เถอะ... เอางี้ เดี๋ยวเย็นนี้ยายจะนึ่งซาลาเปาไส้แน่นๆ ให้หนูเอาไปฝากพ่อกับแม่นะ จะได้กินของดีๆ บำรุงร่างกาย"
ชูชิงยิ้มกว้าง ดึงมือยายให้ออกจากหน้าเตาร้อนๆ
"ยายจ๋า... ยังไม่ต้องรีบนึ่งหรอกค่ะ พักผ่อนก่อนเถอะ แดดร้อนจะตาย ดับไฟแล้วไปนั่งคุยกันเย็นๆ ในห้องโถงดีกว่า หนูมีเื่จะเล่าให้ฟังด้วย"
"ได้จ้ะ ได้... ยายก็อยากรู้เหมือนกันว่าหลานคนเก่งของยายไปหาแป้งถุงเบ้อเริ่มนี้มาจากไหน" ยายฉินยิ้มอย่างเอ็นดูพร้อมถอดผ้ากันเปื้อนออก เดินตามหลานสาวไปอย่างว่าง่าย
