หลี่ชิงชิงสะดุ้งตื่นจากความฝัน ก่อนเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
หลิวซื่อหยุดเคาะประตู นางะโเสียงดัง “มีคนเกิดเื่ถึงชีวิต จ้าวซื่อผูกคอตายในบ้าน จ้าวซื่อหมดลมแล้ว เ้ารีบลุกไปช่วยนางเร็วเข้า”
“อย่าให้ผู้ใดแตะต้องตัวนางเชียวนะเ้าคะ ข้าจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!” สีหน้าของหลี่ชิงชิงแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ นางผุดลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รีบร้อนใส่เสื้อผ้าสวมรองเท้า ผมเผ้ายังไม่ทันสางนางก็พุ่งตัวออกจากบ้านไปทั้งๆ อย่างนั้นแล้ว
หากคนที่แขวนคอตายยังพอมีลมหายใจอยู่ และได้รับการช่วยเหลือทันเวลาก็มีโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมาได้
การช่วยชีวิตผู้คนก็เหมือนกับการดับไฟ
หลี่ชิงชิงเองก็หาได้สนใจเื่กฎเกณฑ์มารยาทอันใดแล้วเช่นกัน
เด็กชายตัวน้อยที่ทั้งดำทั้งผอมโผล่ออกมาจากด้านหลังของหลิวซื่อ เขาร้องไห้ฟูมฟายเอ่ยขอร้องว่า “ท่านป้า ได้โปรด ได้โปรดช่วยท่านแม่ของข้าด้วยขอรับ”
“รีบไปเร็วเข้า ข้าจะไปบ้านของเ้า” ทันทีที่หลี่ชิงชิงเห็นเขา นางก็จำได้ทันที เด็กคนนี้มิใช่หวังซื่อจู่หลานชายของหัวหน้าหมู่บ้านหวังชีหรอกหรือ เมื่อครู่นางยังสงสัยว่าเป็จ้าวซื่อคนใด ที่แท้ก็คือบุตรสะใภ้ของหวังชี ภรรยาของหวังเหนียนนี่เอง
นางจำได้ว่าจ้าวซื่อมีบุตรชายทั้งหมดสามคน หวังซื่อจู่คือบุตรชายคนโต ปีนี้อายุครบหกขวบ ยังมีบุตรชายอีกสองคนคือหวังลิ่วจินกับบุตรชายคนเล็กหวังปาเที่ย
กล่าวกันว่าความเป็มารดาทำให้สตรีกล้าหาญและเข้มแข็ง จ้าวซื่อมีบุตรที่ยังเล็กถึงสามคน เหตุใดจึงได้คิดสั้นฆ่าตัวตายได้เล่า?
ทว่าไม่ว่าอย่างไร เวลานี้เื่ช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญที่สุด ดังนั้นเื่ที่สงสัยในใจจึงทำได้เพียงเอ่ยถามในภายหลังแล้ว
หลิวซื่อค่อยๆ วิ่งตามหลังหลี่ชิงชิงไป นางวิ่งไปพลางะโเสียงดังลั่นว่า “ชีวิตผันผ่านอย่างดีมีความสุขแท้ๆ แต่จ้าวซื่อกลับคิดสั้นแขวนคอฆ่าตัวตาย สงสารก็เพียงหลานซื่อจู่สามพี่น้องที่ยังเล็กนัก เวรกรรมจริงๆ!”
“เ้ากำลังตั้งครรภ์ ไม่อนุญาตให้ไปสร้างเื่วุ่นวายที่นั่นเพิ่ม” หวังจื้อดึงจางซื่อที่สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเข้าไปในบ้าน ก่อนเอ่ย “ข้าจะไปดูเอง”
หลี่เอ้อร์หลินได้ยินว่าหลี่ชิงชิงกำลังไปช่วยสตรีที่แขวนคอตาย ในใจก็เกิดความกลัวว่าหากหลี่ชิงชิงมิอาจช่วยได้สำเร็จ นางจะถูกเหล่าญาติของสตรีผู้นั้นเข้าใจผิดและโดนทำร้าย เขาจึงรีบตามไปทันที
บ้านของหวังชีอยู่ห่างจากบ้านของผู้เฒ่าหวังไม่ไกล เพียงไม่กี่จั้งเท่านั้น
ทั้งๆ ที่เป็เวลาโพล้เพล้ ทว่าลานบ้านของหวังชีทั้งในและนอกกลับเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่รายล้อม ไม่ว่าบุรุษสตรีคนแก่และเด็กล้วนมีครบ
ครอบครัวของหวังชีมีจำนวนสมาชิกค่อนข้างเยอะ หวังชีและเฟิ่งซื่อมีบุตรชายสามคนบุตรสาวสองคน บุตรสาวทั้งสองของเขาออกเรือนไปแล้ว ไม่รับว่าเป็คนใน ส่วนบุตรชายทั้งสามเองก็แต่งภรรยาและมีหลานชายหลานสาวรวมกันทั้งหมดสิบคน เมื่อรวมกับท่านตาท่านยายอย่างหวังชีและเฟิ่งซื่อแล้ว ทั้งบ้านก็มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้นเกือบยี่สิบปากท้องด้วยกัน
นอกลานเรือนนั้นนอกจากคนในตระกูลหวังแล้วยังมีคนนอกสกุลอยู่ด้วย ส่วนในลานเรือนล้วนเต็มไปด้วยคนในตระกูลหวัง
ยุคสมัยนี้หาใช่ว่าจะไม่มีสตรีที่แขวนคอฆ่าตัวตาย เพียงแต่ว่ายามเที่ยงทุกคนยังกินดื่มกันอย่างสนุกสนานในงานเลี้ยงของครอบครัวสกุลหวังอยู่เลย ไม่ว่าผู้ใดล้วนมีความสุขสำราญกันถ้วนทั่ว ทว่าตกบ่ายกลับมีคนคิดสั้น ช่างเป็เื่ที่คาดไม่ถึงจริงๆ
“ภรรยาของหวังเหอเอ่ยว่าหวังเหนียนทำร้ายจ้าวซื่อ จ้าวซื่อเจ็บแค้นมิอาจทำอะไรได้จึงคิดสั้นแขวนคอตาย”
“ปกติหวังเหนียนนิสัยดี ไม่ว่าพบเจอผู้ใดล้วนส่งยิ้มตาหยี มีเพียงคำพูดที่ยากจะฟังเข้าหูไปบ้าง แล้วเหตุใดเขาถึงได้ไปทำร้ายจ้าวซื่อได้เล่า?”
“ไม่รู้ว่าจ้าวซื่อจะรอดหรือไม่?”
“เดาว่ายามนี้หวังเหนียนคงเสียใจในภายหลัง ช้ำใจจนตายแล้วกระมัง”
“เฮ้อ จ้าวซื่อเองก็เถอะ ต่อให้ตายดีก็ยังมิสู้อยู่อย่างน่าเวทนา อีกประการนางเองก็มีชีวิตที่ดียิ่ง นางมีบุตรชายถึงสามคนเชียวนะ”
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เื่นี้กันอย่างออกรส ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เมื่อเห็นหลี่ชิงชิงถลกกระโปรงวิ่งเข้ามา ชาวบ้านก็ทราบดีว่านางรีบร้อนมาเพื่อช่วยจ้าวซื่อ จึงพากันรีบกระวีกระวาดหลีกทางให้นางทันที
หลิวซื่อที่ทำงานบ้านมาตลอดทั้งปี สภาพร่างกายจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี วิ่งมาจนสุดทางก็ยังไม่หมดลมหายใจ นางยังวิ่งมาไม่ถึงหน้าประตูก็ะโลั่น “จ้าวซื่อ เ้าต้องเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายเอาไว้นะ ชิงชิงของข้ามาช่วยเ้าแล้ว เ้าต้องอดทนเอาไว้นะ”
ราวกับิญญาของจ้าวซื่อกำลังลอยละล่องท่ามกลางความว่างเปล่า และหลิวซื่อกำลังเอ่ยกับผีจ้าวซื่ออย่างไรอย่างนั้น
เฟิ่งซื่อภรรยาของหวังชีสับเท้าวิ่งออกมา ปีนี้นางอายุสี่สิบแปดปีแล้ว ทว่ายามที่มองผ่านๆ กลับดูแก่ชรากว่าหลิวซื่อมากนัก วินาทีนั้นใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา นางคุกเข่าให้หลี่ชิงชิงด้วยท่าทีรวดร้าวอย่างหาที่สุดมิได้ ก่อนจะโขกศีรษะให้หลี่ชิงชิงถึงสามครั้ง ร่ำไห้ฟูมฟายว่า “หลี่ชิงชิง ได้โปรดช่วยชีวิตแม่ของซื่อจู่ที”
ในฐานะพ่อตาของจ้าวซื่อ หวังชีย่อมไม่สะดวกที่จะเข้าไปในห้องนอนของลูกสะใภ้ ได้แต่ยืนห่างออกไปไม่ไกลจากประตูห้องนอน ก่อนหน้านี้ชายชรามีสีหน้าดำคล้ำ ทว่ามิได้เสียน้ำตาเลยสักหยด ทว่ายามนี้เมื่อเห็นท่าทีของภรรยาตน ในใจก็ยิ่งทวีความโศกเศร้าและมิอาจห้ามน้ำตาเอาไว้ได้ในที่สุด
หลี่ชิงชิงเห็นเฟิ่งซื่อทำถึงขนาดนี้เพื่อจ้าวซื่อ ในฐานะแม่สามีแล้ว นับว่ามิใช่เื่ที่ง่ายดายเลยสักนิด เพียงแต่เฟิ่งซื่อกำลังขวางทางเข้าประตูของนางอยู่ สองมือนางถึงได้รีบร้อนคว้าร่างของเฟิ่งซื่อขึ้นมา ก่อนเอ่ยถามเสียงสูงว่า “ท่านป้า รีบให้ข้าเข้าไปดูจ้าวซื่อเร็วเข้าเถิดเ้าค่ะ” และเอ่ยถามอีกครั้งจนจบในลมหายใจเดียว “จ้าวซื่อผูกคอตายเวลากี่ยาม ใครเป็คนพบร่างของนาง?”
อย่าได้เห็นว่าเฟิ่งซื่ออายุมากแล้ว เพราะว่าการเคลื่อนไหวของเฟิ่งซื่อยังคงคล่องแคล่วว่องไว สองมือนางดันตัวเองลุกขึ้นทันที เอ่ยตอบว่า “นางแขวนคอตายในห้องนอนเมื่อครู่นี้ ปาเที่ยเป็คนพบร่างนาง เป็พวกเราที่รีบนำร่างของนางลงมาจากเชือก”
หวังปาเที่ยก็คือบุตรชายคนสุดท้องของจ้าวซื่อ ปีนี้เพิ่งจะอายุได้เพียงสองขวบ
ปกติแล้วเด็กอายุสองขวบย่อมไม่เข้าใจเื่ราวอันใดมากมายนัก หวังปาเที่ยเห็นร่างของจ้าวซื่อท่านแม่ผู้ให้กำเนิดห้อยลงมาจากคาน ก็เร่งรีบจนสองมือสองเท้าวิ่งกระพือไปมาราวกับไก่ เด็กน้อยตื่นตระหนกใจนร้องไห้เสียงดัง ดึงดูดให้ทั้งครอบครัวเข้ามาช่วยจ้าวซื่อได้ทันที
ในห้องนอนเต็มไปด้วยสตรีและเด็ก ภรรยาของพี่ชายสามีทั้งสองคนของจ้าวซื่อ ทั้งหมี่ซื่อภรรยาของหวังเหอ และฮวาซื่อภรรยาของหวังเจินล้วนอยู่ในที่เกิดเหตุ เช่นเดียวกับเหล่าภรรยาของลูกพี่ลูกน้องทั้งสาม รวมไปถึงหวังลิ่วจินและหวังปาเที่ยเองก็ด้วย
“ขอร้องท่านป้าได้โปรดช่วยท่านแม่ของข้าด้วยเถิดขอรับ” หวังลิ่วจินวัยสี่ขวบคุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลี่ชิงชิง เด็กน้อยเริ่มรู้ความบ้างแล้ว เขาฟังคำพูดของพวกผู้ใหญ่ออกว่าจ้าวซื่อตายแล้ว พวกเขาสามพี่น้องไร้มารดาแล้ว
หวังปาเที่ยตัวน้อยยืนอยู่ข้างเตียง สายตาสับสนไม่เข้าใจ เขามองจ้าวซื่อที่นอนราบอยู่บนเตียง เขายังไม่รู้ว่าความตายหมายถึงอะไร
“หลีกทางให้ข้าเร็วเข้า” หลี่ชิงชิงดึงทั้งหมี่ซื่อและฮวาซื่อที่ร่ำไห้อยู่ข้างเตียงออกไป ก่อนจะรีบเข้าไปตรวจจ้าวซื่ออย่างรวดเร็ว
สีหน้าของจ้าวซื่อเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินคล้ำ การหายใจของนางอ่อนแรงยิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจแทบจะไม่เต้นเลย
หลี่ชิงชิงคิดกับตัวเอง ยังเหลือลมหายใจอยู่!
นางปีนขึ้นเตียง ก่อนคุกเข่าลงข้างกายจ้าวซื่อ ยกศีรษะของจ้าวซื่อขึ้นเล็กน้อย วางหมอนไว้ด้านหลังศีรษะของนาง ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ แล้วประกบปากลงกับปากจ้าวซื่อ ถ่ายลมหายใจให้นางเพื่อทำการช่วยหายใจ
วิธีการช่วยชีวิตคนของหลี่ชิงชิงอัศจรรย์ยากจะจินตนาการเสมอ ทว่าทุกคนล้วนเชื่อใจนางเป็อย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามเลยสักคน
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ยามที่หลี่ชิงชิงเริ่มเหนื่อยจนสองแก้มเริ่มปวดร้าวแล้ว นางก็บังเอิญเห็นนิ้วมือสองนิ้วข้างซ้ายของจ้าวซื่อขยับ ในใจของนางพลันเกิดความปีติขึ้นเหลือล้น รีบปั๊มหัวใจให้จ้าวซื่อทันที
วิธีช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ถูกแขวนคอ จะต้องทำการช่วยหายใจและการปั๊มหัวใจพร้อมกัน
จ้าวซื่อถูกพบร่างหลังจากแขวนคอตายได้ไม่นาน เส้นด้ายแห่งชีวิตยังไม่ได้ถูกปั่นจนขาดสะบั้น เมื่อผนวกรวมกับการที่หลี่ชิงชิงเข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ได้ทันเวลา ด้วยวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง สุดท้ายนางจึงได้คว้าลมหายใจอันริบหรี่สุดท้ายคืนมาได้สำเร็จ
ในยามนั้นจ้าวซื่อยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่ประตูนรก นับว่าอยู่ในสภาวะที่อันตรายเป็อย่างยิ่ง หลี่ชิงชิงไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยปละละเลยแม้เพียงชั่วครู่
นางปั๊มหัวใจให้จ้าวซื่อสักพัก ผ่านไปชั่วครู่ก็เปลี่ยนไปถ่ายเทลมหายใจให้แทน หลี่ชิงชิงเหนื่อยจนทั้งศีรษะ หน้าผาก โคนผมชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนเห็นนางเป่าลมเข้าไปในปากของจ้าวซื่อและกดหน้าอกด้วยความทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ในใจล้วนคิดว่านางเหมือนหมอม้าที่กำลังรักษาม้าที่ตายแล้วอย่างจ้าวซื่อก็ไม่ปาน ไม่รู้ว่าสุดท้ายจ้าวซื่อจะกลับมามีชีวิตรอดได้อีกครั้งหรือไม่
คนข้างนอกไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใดๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรนขึ้นมา
มีคนเห็นน้ำตาของหวังชีไหลไม่หยุด ก็อดเอ่ยถามไม่ได้ว่า “จ้าวซื่อรอดกลับมาแล้วหรือยัง?”
ดวงตาของหลิวซื่อจดจ้องไปที่หลี่ชิงชิงและจ้าวซื่อ ในใจร้อนรนจนแทบจะเสียสติ นางเอ่ยตอบว่า “จะเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร กำลังช่วยอยู่!”
