บทที่ 88 ขั้นพลังตงซวนประมือกัน
“ยังต้องถามอีกหรือ ต้องเป็ตระกูลลู่เชิญคนนอกมาแน่ ดูสิ ยังมีผู้ที่ไม่ได้ลงมืออีกเจ็ดแปดคน อีกทั้งยังมีเด็กสาวตัวเล็กๆ สองคนที่ออกไปมองแวบแรกก็รู้ว่าไม่ได้เื่ ส่วนผู้อื่นไม่น่าจะจัดการได้ง่ายๆ! โดยเฉพาะชายชราในอาภรณ์สีดำผู้นั้น เกรงว่าพลังยุทธ์คงไม่ด้อยไปกว่าประมุขตระกูลจางมากนัก!” ชายชราในชุดสีเทาอีกท่านที่อยู่อีกด้านหนึ่งดื่มสุราไปจอกใหญ่แล้วถึงเอ่ยปากพูดออกมา
นักปราชญ์วัยกลางคนท่านหนึ่งที่มีเคราสีดำ อายุประมาณสี่สิบพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเ้ารู้เพียงผิวเผิน ยังมีสิ่งที่พวกเ้าไม่รู้อีกมาก แม้ว่าข้าจะไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็ใคร แต่ชายชราในอาภรณ์สีดำผู้นั้นข้ารู้จักดี เขามีนามว่าเฉินเสวียน เป็นักพรตสันโดษผู้หนึ่งที่มีพลังยุทธ์่กลางขั้นตงซวน หากเพียงเท่านี้คงไม่เป็ไร แต่ได้ยินมาว่า คนผู้นี้ยังเป็ปรมาจารย์ด้านค่ายกลกระบี่ท่านหนึ่งอีกด้วย หากลงมือกันจริงๆ ก็แค่ตระกูลจางมันยังไม่พอให้เขาคนเดียวเก็บกวาดเลย!”
“เฉินเสวียน? เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนสักแห่งมาก่อน!” มีร่องรอยของความสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาของชายชราในอาภรณ์สีเทาที่ดื่มสุราผู้นั้น แต่หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังคิดไม่ออก จึงปล่อยผ่านไป แต่ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยอยู่ว่า “เหตุใดเขาในฐานะนักพรตสันโดษ อีกทั้งยังเป็ยอดฝีมือที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน ถึงมาอยู่กับตระกูลลู่ได้ เป็ไปได้หรือไม่ว่า...”
ทันทีที่ชายในอาภรณ์สีเทาพูดมาถึงตรงนี้ ก็มีเื่หนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา จนอดร้องอุทานออกมาด้วยความใไม่ได้ “ไอ๊หยา ข้าจำได้แล้ว เมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าไปทำธุระที่เมืองเทียนตูเซียนได้ยินมาว่า เฉินเสวียนผู้นี้ถูกนายน้อยตระกูลลู่จับตัวไปตอนขากลับ ภายหลังก็ไม่รู้ข่าวคราวอีกเลย ครานั้นคิดมาตลอดว่าชายผู้นี้ตายไปแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ตอนนี้หากเอาเื่ก่อนหน้าและหลังจากนั้นมาปะติดปะต่อกันแล้ว เช่นนั้นคนก่อนหน้านี้ที่ท้าประลองสู้กับประมุขตระกูลจาง คงไม่ใช่…”
นักปราชญ์วัยกลางคนนั้นพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักทันที เห็นได้ชัดว่ายังไม่ค่อยกล้าเชื่อ เวลานี้หลังจากฟังคำพูดของเขาแล้ว เดิมทีจากการคาดเดาแต่ก็แปรเปลี่ยนมาเป็ความมั่นใจทันที เขาพูดอย่างเรียบเฉยว่า “หากข้าเดาไม่ผิด เด็กหนุ่มผู้นี้ น่าจะเป็นายน้อยของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น! ได้ยินมาว่ามีจอมเทพขั้นเกิดเทพเ้าผู้หนึ่งคอยปกป้องอยู่ข้างกายเขาตลอดทั้งปี ไม่น่าเล่าถึงได้ทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวผู้ใดเช่นนี้ อย่าว่าแต่ประมุขตระกูลจาง เพิ่งเข้าสู่่ต้นขั้นตงซวนเท่านั้น แม้ว่าระดับพลังยุทธ์จะสูงกว่าก็ไร้ประโยชน์!”
เมื่อผู้อื่นได้ยินก็ใอ้าปากค้างเช่นกัน มีนักพรตผู้หนึ่งที่อดใจถามออกไปไม่ได้ว่า “ได้ยินมาว่านายน้อยตระกูลลู่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ก็เป็คนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว ไม่ทราบว่าข่าวลือที่ว่านั่นจริงหรือโกหกหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าชายชราในอาภรณ์สีเทาไม่พอใจอย่างมากที่ถูกนักปราชญ์วัยกลางคนชิงเอาหน้า จึงพูดออกมาในเวลานี้ทันที “มันจะโกหกได้อย่างไร หากเป็เื่โกหก หลังจากเฉินเสวียนผู้นั้นต่อสู้ด้วยแล้วถูกจับตัวไป จะเต็มใจเข้าร่วมกับตระกูลลู่เองได้อย่างไร เช่นนั้นต้องเป็เพราะว่า ตระกูลลู่ต้องจัดหายาอายุวัฒนะเพื่อการฝึกฝนให้ถึงได้เป็เช่นนี้ ได้ยินมาว่า ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่เอง ก็เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็คนปรุงโอสถขั้นห้าเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเวลานี้ ถือว่ามีคนปรุงโอสถขั้นห้าถึงสองคนอยู่ในตระกูลลู่ ไม่รู้ว่ากี่คนต่อกี่คนที่ใช้หัวคิดอย่างหนักอยากจะเข้าร่วมเป็หนึ่งในตระกูลลู่ หากประมุขตระกูลจางรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับใคร เกรงว่าแม้แต่ร้องไห้ก็คงร้องไม่ออกด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยตามมาติดๆ ในขณะเดียวกันแววตาก็ฉายแววความสงสาร และสะใจในความโชคร้ายของผู้อื่น มองดูคนในตระกูลจางที่กำลังจะย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา
ทว่าเวลานี้ตระกูลจางมีหรือจะมีกะจิตกะใจมาสนใจเื่อื่น เมื่อเห็นลู่อวี่ปล่อยกระบี่โจมตีเข้ามาอย่างไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นตระกูลจางอยู่ในสายตา แต่ละคนก็โมโหเดือดดาลไม่น้อย หากไม่เพราะกลัวรบกวนการต่อสู้ของประมุข คงตวาดด่ากันออกมาไปนานแล้ว
จางอวิ๋นแสยะยิ้ม ถึงแม้การแยกกระบี่แสงจะเป็เคล็ดวิชาที่เก่งกาจของวิชากระบี่ แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้า หนึ่ง มีพลังยุทธ์ที่ไม่มากพอ ดังนั้นจึงแยกออกมาได้เพียงสี่แสง ขอเพียงตัวเขารับมืออย่างระมัดระวัง ก็ไม่จำเป็ต้องพะว้าพะวังอะไรนัก สอง พลังยุทธ์ของเขาไม่เพียงเพิ่มขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันยังมีอาวุธวิเศษอยู่ในตัวด้วย!
ความคิดพวกนี้ผุดแวบขึ้นมาในหัว เมื่อเห็นกระบี่บินของลู่อวี่พุ่งตรงเข้ามา เขาก็ไม่ลังเลให้เสียเวลาอีก ส่งเสียงเยาะเย้ย ก่อนที่ร่างกายจะสั่นไหว ก็เห็นแสงสว่างที่มีสีเงินขาวเล็กๆ โผล่ออกมาจากระหว่างคิ้วของเขา ก่อนที่มันจะกลายเป็วงแสงสีเงินหนึ่งในทันที นี่คือ กำไลเฉียนคุน ที่จางอวิ๋นพยายามลงแรงได้มาจากสถานที่ ซึ่งเป็ซากปรักหักพังแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ถึงแม้มันจะเป็เพียงของลอกเลียนแบบ แต่มันก็กลายมาเป็อาวุธวิเศษระดับสองแล้ว ซึ่งเป็อาวุธวิเศษระดับสูงอย่างแท้จริง ดังนั้นทันทีที่นำกลับมา ก็ใช้วิธีการพิเศษหลอมและปรับแต่งมันให้กลายเป็อาวุธวิเศษคู่กายและเก็บรักษาไว้ที่จุดหนิงหวัน
ปกติแล้วอาวุธวิเศษสามารถดูดซับเข้าไปในร่างกายได้ทั้งหมด หลังจากกลั่นกรองแล้ว แต่มีเพียงอาวุธวิเศษคู่กายเท่านั้นที่แอบซ่อนอยู่ตรงจุดหนิงหวันได้ แทนที่อาวุธวิเศษคู่กายจะสามารถดูดซับเข้าในจุดตันเถียนได้เท่านั้น แม้ว่าทั้งสองจะถูกดูดซับเข้าไปในร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่างกันนัก
เพราะอาวุธวิเศษคู่กายถูกเก็บรักษาไว้ในจุดหนิงหวันมาตลอด มันเชื่อมโยงอยู่กับพลังจิติญญาทุกวัน พอนานวันเข้าทุกอย่างไม่เพียงราบรื่นและบังคับสั่งการได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้นเมื่อเวลาใช้ อีกอย่าง หากโอกาสและจังหวะประจวบเหมาะ ถึงกับสามารถทำให้อาวุธวิเศษที่มีความฉลาดและไหวพริบในตัวเอง และบรรลุขั้นขึ้นเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่จะมีพลังที่เพิ่มขึ้นสิบเท่า แต่ยังสามารถโจมตีและป้องกันได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็ต้องมีคำสั่งจากนักพรต มันน่าอัศจรรย์ใจนัก ทว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์พบเห็นได้ยากยิ่ง แม้แต่ตระกูลลู่ที่อยู่มาเป็พันปีก็ไม่มีเลยสักชิ้นเดียว จากจุดนี้จึงสามารถเห็นได้ถึงความล้ำค่าของสิ่งของนี้แล้ว
ลู่อวี่เองจึงไม่กล้าทำตัวอวดดีเกินงาม เพราะหลังจากกระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงฉานเข้าโจมตี และแยกตัวออกจากกัน เขากลับมาเผชิญหน้ากับนักพรตขั้นพลังยุทธ์ตงซวนผู้หนึ่งที่มีอาวุธวิเศษคู่กาย ต่อให้หยิ่งทะนงเพียงใดก็ไม่กล้าชะล่าใจ
ระยะห่างของทั้งสองนั้นห่างกันประมาณสิบฉื่อ เกือบทันทีที่กระบี่พุ่งพรวดออกมา จางอวิ๋นเองก็ตอบโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว กำไลข้อมือเฉียนคุนที่อยู่ตรงหน้าก็หยุดนิ่งและขยายออกไปประมาณเจ็ดฉื่อในทันที เพียงหมุนตัวในครั้งเดียว ก็ล้อมตัวจางอวิ๋นไว้ด้นใน ได้ยินเพียงเสียง “ติง ติง ตัง ตัง” เท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือกระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดงฉานของลู่อวี่ที่โจมตีเข้ามาด้วยความเร็วสูงนั่นเอง แต่มันกลับไม่สามารถทะลุผ่านการป้องกันของกำไลเฉียนคุนได้เลยแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน จางอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านใน ก็มองดูลู่อวี่ด้วยใบหน้ายิ้มเยาะเย้ย แต่ก็ไม่พูดว่าอะไรออกมา เพราะไม่มีคาถาใช้กำกับของอาวุธวิเศษนี้ มันทำให้เขาไม่สามารถดึงเอาพลัง และเคล็ดวิชาที่ฉลาดหลักแหลมของอาวุธวิเศษนี้ออกมาใช้ได้ แต่หากใช้เพื่อป้องกันกลับใช้ได้ดี แต่เขาในฐานะนักพรตขั้นตงซวน แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น
ในขณะที่ลู่อวี่เข้าโจมตีกำไลเฉียนคุนอยู่นั้น ก็ได้ยกมือขึ้นปล่อยลำแสงสีขาวสิบกว่าแสงออกมาติดต่อกัน เพื่อคลุมตัวลู่อวี่ไว้ในนั้น
เมื่อลู่อวี่ััถึงแสงสีขาวที่เข้ามาโจมตี มันไม่เพียงแต่รวดเร็วมากเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเย็นะเืที่ทรงพลัง เมื่อโดนตัวถึงกับสะดุ้งโหยง ห่วงโซ่เปลวไฟแท้หนิงคงที่ใช้ป้องกันอยู่แต่เดิมก็คลายตัวออกทันที มันก่อตัวเป็ตาข่ายสีน้ำเงินขนาดใหญ่เข้าขวางแสงสีขาวหลายสิบแสงที่เข้ามาปกคลุม ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่แสงสีขาวชนเข้ากับโซ่ใสสีน้ำเงิน ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้นแม้แต่น้อย แต่มันกลับเหมือนหยดน้ำที่ตกลงสู่ท้องทะเลแล้วซึมเข้าไปในไฟแท้หนิงคงที่กลายร่างเป็ตาข่ายสีน้ำเงินอันใหญ่ผืนนั้น
จางอวิ๋นใด้วยความไม่คาดคิด คิดไม่ถึงว่าพลังกระบี่น้ำแข็งที่เขาโจมตีออกไปนั้น จะไม่ได้ผลใดๆ ตระกูลของเขาอาศัยอยู่ในเป่ยหยวนมาอยู่หลายชั่วอายุคน ฝึกฝนวิทยายุทธ์กับความหนาวเหน็บอยู่ก่อนแล้ว แม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงในเวลาต่อมา เขาจึงเลือกทักษะที่มีคุณสมบัติความเย็นขั้นสูงมากขึ้น เพื่อยกระดับจนถึงขั้นตงซวน แต่กลับคิดไม่ถึงว่า จะถูกไฟแท้หนิงคงของลู่อวี่ควบคุมทุกอย่างเอาไว้ได้
แต่การโจมตีเมื่อครู่นี้ เป็เพียงการทดสอบดูเท่านั้น เมื่อรู้ว่าลู่อวี่สามารถควบคุมวิทยายุทธ์ของตัวเองได้ ถึงเขาจะเป็นักพรตขั้นตงซวน หากลงมืออย่างไม่ออมมือให้จริงๆ พละกำลังแค่่กลางขั้นฟันฝ่าของอีกฝ่าย คงได้รับาเ็อยู่ไม่น้อย หากทำเช่นนั้นก็ถือว่าเป็การลงทุนมาก แต่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า มันจะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นจึงเปลี่ยนวิธีการโจมตีทันที พร้อมกับหยิบเอายันต์หยกแผ่นหนึ่งออกมาแล้วโยนไปทางลู่อวี่
ยันต์หยกเพิ่งจะพุ่งบินออกไป ทันใดนั้นก็กลายเป็แสงสายฟ้าเข้าจู่โจมตาข่ายใสสีน้ำเงิน “ตูม” เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แม้ว่าลู่อวี่จะใช้ไฟแท้หนิงคงรวบรวมตาข่ายแสงที่ควบแน่นแล้วก็ตาม แต่สายฟ้าก็ะเิกระจายตัวกลายเป็แสงสีฟ้าที่ปลิวไปรอบ ๆ แม้แต่สายฟ้าก็ยังมีพลังเพียงพอที่จะโจมตีไปทางลู่อวี่ที่อยู่ด้านหลังต่อ
สมาชิกตระกูลลู่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ต่างหน้าถอดสีไปตามๆ กัน วิชาสายฟ้านั้นรวดเร็วนัก มันทำให้พวกเขาไหวตัวไม่ทันแม้แต่นิดเดียว
หลังจากเมื่อครู่นี้ที่ลู่อวี่เห็นแสงสายฟ้าก็รู้ว่าไม่ได้การแล้ว โชคดีที่เขามีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่น จึงดูออกทันทีว่ามันคือยันต์สายฟ้าเทียนกัง เมื่อรู้ว่าโซ่ไฟแท้หนิงคงของตัวเองรับมือไม่ไหว ก็ไม่ฝืน เมื่อมีไฟแท้หนิงคงขวางหน้าให้ มันทำให้เขามีเวลาเพียงพอที่จะปล่อยเคล็ดวิชาที่ซ่อนอยู่ ในพริบตาเดียว ก็มาปรากฏตัวอยู่ห่างจากด้านซ้ายของจางอวิ๋นไปไม่ถึงหนึ่งฉื่อ
ในเวลาเดียวกัน ท่าดรรชนีในมือของเขาก็เปลี่ยนไป ไฟแท้หนิงคงที่เพิ่งถูกสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เทียนกังโจมตีจนแตกกระจาย ก็กลายร่างเป็แสงสีฟ้าเส้นหนึ่งกลางอากาศ มันควบแน่นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็เปลวไฟสีน้ำเงินที่สวยงามในมือของเขา
จากนั้นเขาจึงปล่อยเปลวไฟนี้จู่โจมไปทางจางอวิ๋น ที่ได้รับการปกป้องอยู่ในกำไลเฉียนคุนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยนิด
แม้ว่าไฟแท้หนิงคงจะทรงพลังมากก็ตาม แต่เมื่อมีกำไลเฉียนคุนปกป้องอยู่ จางอวิ๋นก็ไม่ได้รับาเ็อะไรมากนัก ลู่อวี่เองก็ไม่กล้าคาดหวังว่าการโจมตีของตัวเองจะได้ผล ดังนั้นหลังจากหายใจเข้าลึกๆ และยกแขนขวาขึ้น คลื่นพลังที่มองไม่เห็นทรงพลังแรงกล้าก็พุ่งออกมา มันมีแสงห้าสีจำนวนมากมารวมตัวกันในอากาศเหนือหัวของลู่อวี่ ก่อตัวเป็นิ้วขนาดใหญ่สามสี่จั้งด้วยความเร็วสูง พุ่งตรงไปยังกำไลข้อมือเฉียนคุนที่อยู่ด้านนอกร่างของจางอวิ๋นตามมือขวาของลู่อวี่ที่ชี้เข้าหา
สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของจางอวิ๋น ที่เดิมทีเข้าโจมตีไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ทำให้ลู่อวี่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เขาอยู่ในอาการตกตะลึงไม่น้อย แต่แล้วเมื่อจู่ๆ ลู่อวี่มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายของเขา ก็ยิ่งทำให้เขาใมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะกล้าเข้ามาโจมตีในระยะประชิด กลัวว่าจะมีไพ่เด็ดอะไรอีก
หลังจากเห็นลู่อวี่ปล่อยเปลวไฟสีน้ำเงินเข้าจู่โจมมาทางตัวเอง เขาก็ััได้ถึงความเย็นะเื จนตัวแข็งทื่อ หน้าก็ถอดสีไปเล็กน้อย กำไลข้อมือเฉียนคุนของเขาสามารถป้องกันการโจมตีจากกระบี่บินได้ดี แต่หากให้ป้องกันตัวจากการโจมตีชนิดอื่นแล้วกลับอ่อนแอนัก แม้ว่าเขาจะฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่มีแต่คุณสมบัติความเย็นมา แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับความหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูกในเวลานี้ มันก็ทำให้เขาอดเป็กังวลไม่ได้
โชคดีที่พลังยุทธ์ขั้นตงซวนของเขาได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์ในด้านความหนาวเย็นมา จึงมีความต้านทานต่อคุณสมบัติความหนาวเย็นที่สูงมาก แต่เปลวไฟนี้ก็น่ากลัวไม่น้อย จึงไม่กล้าประมาท เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่คือไพ่เด็ดของลู่อวี่ เขาก็เกือบจะหยิบไข่มุกสีแดงเม็ดหนึ่งออกจากแหวนลับด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะดูดซับเข้าไปในพลังลมปราณ และปล่อยโล่แสงป้องกันสีแดงหนาทึบ ออกมาชั้นหนึ่ง
ของสิ่งนี้ก็คือไข่มุกธาตุไฟ ซึ่งคนหลอมอาวุธได้กลั่นขึ้นมาจากยาอายุวัฒนะที่เกิดในกายของอสูรธาตุไฟ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของยาอายุวัฒนะภายในร่างกายที่ต่างกัน ไข่มุกธาตุไฟที่กลั่นออกมาก็จะแตกต่างตามกันไปด้วย แต่พลังป้องกันของสิ่งนี้ทรงพลังนัก เว้นแต่จะใช้พลังที่อยู่ภายในไข่มุกธาตุไฟจนหมดเท่านั้น มิเช่นนั้นโล่ป้องกันก็จะไม่แตก ของล้ำค่านี้ หนึ่งเม็ดใช้ได้เพียงครั้งเดียว
หากไม่ถึง่สำคัญของนาทีชีวิตและความเป็ความตาย ก็แทบจะไม่มีผู้ใดยอมใช้มันอย่างสิ้นเปลือง เพราะอสูรที่สามารถผนึกตัวเป็ยาอายุวัฒนะจากภายในร่างกายได้นั้น เทียบเท่ากับฝึกฝนจนมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนแล้ว ความฉลาดและไหวพริบที่มีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามนุษย์มากนัก นอกจากนี้ยังพบเห็นได้น้อยยิ่ง มีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แฝงไปด้วยความทรงพลัง ดังนั้นอย่าว่าแต่ไข่มุกแต่ละธาตุ ต่อให้เป็ยาอายุวัฒนะที่ออกมาจากภายในกาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งของหายาก
