วันหนึ่ง ฮวาเจาได้รับพัสดุที่ส่งมาจากแดนไกล ห่อผ้ากระสอบขนาดใหญ่สองห่อ ทำให้เธอรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
นี่คือของขวัญตอบแทนจากเย่เซินหรือ? ในเมื่อเขาอยู่ในกองทัพ จะมีสิ่งใดมามอบให้เธอกัน? ช่างน่าประหลาดใจและน่าตื่นเต้นเสียจริง!
ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครั้งแกะกล่องพัสดุในวันวานหวนกลับคืนมาอีกครั้ง เย่เซินจะรู้สึกเช่นเดียวกับเธอหรือไม่ ตอนที่เขาได้รับพัสดุของเธอ ความรู้สึกประหลาดใจแฝงไปด้วยความคาดหวังนั้นเป็เช่นไร?
เห็นทีต่อไปเธอคงต้องส่งของไปให้เขาบ่อยๆ เสียแล้ว
เมื่อแกะถุงกระสอบออก สิ่งที่อยู่ภายในกลับเป็ถุงผ้าใบเล็กๆ จำนวนมาก
ถุงผ้าใบแรกที่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นผ้าปูที่นอน ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ฮวาเจาหัวเราะออกมา ไม่คิดว่าเขาจะเตรียมสิ่งเหล่านี้มาให้จริงๆ!
ที่เธอระบายความทุกข์ให้เขาฟังนั้น ประการแรกก็เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ประการที่สองก็เพื่อทดสอบดูว่าเขาจะแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน หรือจะเขียนจดหมายมาปลอบใจ หรือจะลงมือทำอะไรสักอย่าง
และตอนนี้ คำตอบของเขาก็ทำให้เธอพึงพอใจเป็อย่างมาก!
ถุงผ้าใบที่สองที่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นเสื้อผ้ากันหนาวกองใหญ่ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ฮวาเจายิ้มออกมาอย่างมีความสุข นี่ดีจริงๆ ยังมีส่วนของเธอด้วย เพิ่มไปเลย 10 คะแนน!
ถุงผ้าใบที่สามที่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นเสื้อโค้ทขนเฟอร์สีดำหนาเตอะ เมื่อสวมใส่แล้วมันจะคลุมั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยรูปร่างของเธอที่หนักประมาณ 75 กิโลกรัมตอนนี้ เมื่อสวมเสื้อโค้ทตัวนี้ก็จะเหมือนกับหมีดำตัวใหญ่!
"นี่มันขนอะไรกัน?" ฮวาเจาถามคุณปู่
ในชาติก่อนเธอไม่เคยซื้อของพวกนี้ ตอนนั้นมีการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม จึงไม่เป็ที่นิยมสวมใส่ขนสัตว์ แต่ในตอนนี้ ่เวลานี้ มันกลับเป็ที่นิยมอย่างมาก และยังเป็เครื่องกันหนาวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางในฤดูหนาวอีกด้วย
ฤดูหนาวในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของยุค 70 นั้นหนาวเหน็บอย่างยิ่ง อุณหภูมิลดต่ำลงถึง -30 หรือ -40 องศา การออกไปข้างนอกโดยสวมแค่เสื้อกันหนาวนั้นไม่เพียงพอ มันจะทำให้หนาวสั่นจนถึงกระดูก
การมีเสื้อโค้ทขนสัตว์สักตัวจึงเป็สิ่งจำเป็ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะทำจากหนังแกะ แต่เสื้อโค้ทตัวนี้ดูจะพิเศษกว่า
ฮวาเฉียงอุทานออกมาเสียงดังพร้อมกับหัวเราะ "ของแบบนี้แหละถึงจะอุ่น เขาใส่ใจเราจริงๆ ใส่ใจจริงๆ" เขาหัวเราะจนตาหยี
ในอดีตเขาก็เคยมีของพวกนี้อยู่หลายชิ้น แต่เมื่อตอนที่ออกจากปักกิ่ง เขาก็ไม่ได้นำอะไรติดตัวมาเลย
ฮวาเจารู้สึกประหลาดใจและยินดีเป็อย่างยิ่ง การเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้เธอเป็หน้าที่ แต่การเตรียมเสื้อโค้ทขนสัตว์ให้ ก็คือความใส่ใจและห่วงใยแล้ว...
โอ้! เขาช่างมีรสนิยมที่แปลกประหลาดเสียจริง!
ฮวาเจาเอามือปิดหน้าหัวเราะอยู่นาน ก่อนจะเริ่มแกะพัสดุต่อไป
ถุงที่เหลือกลับเป็ของกินเสียส่วนใหญ่
ทั้งขนม ของว่าง ผลไม้ ซึ่งล้วนเป็สิ่งที่หาได้ยากในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เธอรับรองได้เลยว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อนในชีวิต
สุดท้ายยังมีห่อผ้าเล็กๆ ที่ถูกห่อไว้อย่างดี
ฮวาเจาเปิดออกด้วยความสงสัย ภายในนั้นเป็สมุดบันทึก เมื่อเปิดเข้าไปก็พบกับตั๋วเนื้อ ตั๋วอาหาร และตั๋วน้ำมันจำนวนมากร่วงหล่นออกมา
ตั๋วอาหารทั่วประเทศ 100 กิโลกรัม ตั๋วเนื้อ 25 กิโลกรัม ตั๋วน้ำมัน 10 กิโลกรัม
"โอ้โหๆๆ" ฮวาเฉียงหัวเราะออกมาจนพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้อาหารและเนื้อสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ด้วยเงิน แต่จำเป็ต้องมีตั๋ว
เขาไม่อยากจะรบกวนหวังเิอยู่ตลอดเวลา ตั๋วอาหารและตั๋วเนื้อที่เขาขอเพิ่มมานั้น หวังเิคงต้องอดออมมาจากส่วนของครอบครัวตัวเอง
แต่ตอนนี้ดีแล้ว เขาไม่ต้องกังวลว่าหลานสาวของเขาจะอดอยากอีกต่อไปแล้ว
ถึงแม้ว่าหลานสาวของเขา ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะกินไม่เยอะเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่การมีของสำรองไว้ก็ทำให้เขาสบายใจ
ฮวาเจาเก็บตั๋วต่างๆ เ่าั้ไว้ แล้วจึงเปิดดูเนื้อหาในสมุดบันทึก
ตัวหนังสือที่บรรจงเขียนอย่างสวยงาม เรียงรายเป็ข้อความที่แสดงถึงข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์
เนื้อหาค่อนข้างครอบคลุม แทบไม่แตกต่างจากสิ่งที่เธอเคยรับรู้มาก่อนในชาติที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าคนที่เขียนเป็คนที่เข้าใจเื่นี้เป็อย่างดี
และท้ายสมุดบันทึก เธอก็ได้รู้ว่าใครเป็คนเขียนหนังสือเ่าั้ เย่ฟาง ป้าของเย่เซิน
เธอรู้แล้วว่าของเหล่านี้ เย่เซินฝากให้ป้าของเขาเป็คนจัดเตรียมให้
ไม่มีคำพูดอื่นที่เกินความจำเป็ ไม่มีคำพูดสุภาพจำพวก “ยินดีที่ได้รู้จัก” หรือ “ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวเย่”
เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาดูถูกหรือละเลยเธอ
จากตัวหนังสือที่ตั้งใจเขียนอย่างละเอียดและเนื้อหาที่ครอบคลุม ก็แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่พวกเขามีต่อเธอ
ฮวาเจายิ้มออกมาด้วยความดีใจ คนในครอบครัวฝ่ายสามีคนนี้ เธอสามารถดึงเข้ามาร่วมทีมได้ในอนาคต แต่ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่สามีของเธอจะเป็คนอย่างไร
เมื่อเธอได้ออดอ้อนพวกเขาไปสองครั้งแล้ว ครั้งต่อไปเธออาจจะต้องถามเื่สำคัญกับเย่เซินบ้าง หากจำเป็ บางทีเธออาจจะต้องเอาใจพ่อแม่สามีของเธอบ้าง
แน่นอน เธอต้องเอาใจพ่อของลูกก่อน! คำตอบของเขาในครั้งนี้ทำให้เธอพึงพอใจอย่างมาก!
ครั้งหน้าเธอจะส่งอะไรไปเซอร์ไพรส์เขาดีนะ?
......
เย่เซินกำลังเขียนจดหมาย เมื่อมีลูกแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องบอกพ่อแม่แล้ว
เขาเขียนจดหมายถึงคุณปู่ อธิบายเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้คุณปู่ช่วยแจ้งให้พ่อแม่ของเขาทราบ
ในจดหมาย เขาไม่ได้บอกว่าเขาถูกบังคับขืนใจ... จริงๆ แล้ว่หลังๆ ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ข่มเหงใคร... ครั้งสุดท้ายเธอดูเหมือนจะไม่เต็มใจ แต่เขาก็... เอ่อ...
เย่เซินดึงความคิดที่ล่องลอยกลับมา แล้วเขียนต่อไป
เขาบอกว่า เขาพบว่าฮวาเฉียงป่วยหนักใกล้ตาย สิ่งเดียวที่เขาห่วงก็คือหลานสาวอย่างฮวาเจา อีกทั้งเขาก็รู้สึกว่าฮวาเจาเป็คนดี เขาจึงอาสาแต่งงานกับเธอ
ตอนนี้พิธีแต่งงานก็จัดขึ้นแล้ว ทะเบียนสมรสก็ได้รับแล้ว ฮวาเจาก็ตั้งครรภ์แล้ว เขาจึงเขียนจดหมายมาแจ้งข่าวดีให้คนในครอบครัวทราบ
......
ตอนที่เย่เจิ้นกัวอ่านจดหมาย ขาแว่นของเขาก็แทบจะหัก!
"เสี่ยวหวัง! เสี่ยวหวัง!" เขาจ้องไปที่จดหมาย พร้อมกับะโเสียงดัง "มาดูนี่หน่อยสิ นี่มันเขียนอะไรกัน ตัวหนังสือเล็กเกินไป ฉันอ่านไม่เห็น!"
"ครับๆ มาแล้วครับ!" ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องครัว แล้วยืนอ่านให้ผู้นำสูงวัยฟัง
จดหมายนั้นสั้นมาก อ่านจบได้ในไม่กี่ประโยค แล้วเขาก็ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เขาก็ถามขึ้นมาอย่างกระทันหันว่า "แล้วผมต้องทำอาหารต่อไหมครับ?"
ความตื่นเต้นบนใบหน้าของเย่เจิ้นกัวชะงักไป แล้วเขาก็กัดฟัน ตบโต๊ะดังปัง "ไม่ต้องแล้ว! โทรศัพท์ไปบอกพวกเขา บอกว่าฉันมีเื่ด่วนต้องไปประชุม ไม่ได้อยู่บ้าน ห้ามพวกเขามา"
"ครับ" เสี่ยวหวังรีบไปโทรศัพท์
เดิมที พวกเขากำลังเตรียมอาหารเย็น เพื่อต้อนรับเย่เมา พ่อของเย่เซิน พร้อมกับครอบครัวและหญิงสาวคนหนึ่ง
เขาได้ยินมาว่า หญิงสาวคนนี้เป็ว่าที่สะใภ้ที่เหมียวหลานจือ แม่ของเย่เซินถูกใจ เย่เซินได้เจอเธอแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่เหมียวหลานจือก็คิดว่ามีความเป็ไปได้ เธอจึงพามาให้เย่เจิ้นกัวดูตัวด้วย
หากเย่เจิ้นกัวเห็นดีด้วย เธอก็จะจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย!
เย่เซินจะแต่งงานโดยไม่ต้องมาปรากฏตัวก็ได้ ขอแค่มีทะเบียนสมรสก็พอ แม่ลูกหัวใจเดียวกัน เธอก็คิดจะทำแบบนี้เช่นกัน
"เดี๋ยวก่อน!" เย่เจิ้นกัวเรียกตัวผู้คุมที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า "ไม่ต้องโกหกแล้ว บอกความจริงไปเลยดีกว่า บอกว่าลูกชายคนเล็กของพวกเขาแต่งงานแล้ว แถมยังมีลูกแล้ว ให้พวกเขามาฉลองกันหน่อยดีกว่า"
เขากลัวว่าจะอธิบายไม่ชัด แล้วเหมียวหลานจือจะก่อเื่อะไรขึ้นมาอีก ทำให้หลานชายของเขาต้องเดือดร้อน
แถมยังทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องเสียเวลาอีกด้วย
"ครับ" เสี่ยวหวังจึงโทรศัพท์ต่อไป
......
เหมียวหลานจือกำลังคุยกับซูลี่เจิน บอกว่าเธอไม่ต้องกลัวคุณปู่ที่จะต้องเจอในอีกสักครู่ คุณปู่น่ะเป็แบบนั้นแหละ หน้าตาเหมือนเทพเ้ากวนอู ไม่ค่อยยิ้มแย้มกับลูกๆ หลานๆ แต่จริงๆ แล้วคุณใจดีมาก
ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ ตัวเธอเองยังไม่เชื่อเลย
แต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลเย่ 30 ปีแล้ว เธอไม่เคยเห็นคุณปู่ยิ้มให้ลูกชายหรือลูกสะใภ้คนไหนเลย
มีแต่หลานๆ บางคนที่นานๆ ทีถึงจะได้เห็นรอยยิ้มจากคุณปู่ เย่เซินได้เห็นรอยยิ้มจากคุณปู่บ่อยหน่อย
ซูลี่เจินยิ้มอย่างมีมารยาท "คุณป้าคะ หนูไม่กลัวหรอกค่ะ คุณปู่ของหนูก็เป็คนแบบนี้เหมือนกัน หนูเข้าใจค่ะ ถึงพวกเขาจะหน้าตาเ็า แต่หัวใจของพวกเขาน่ะอบอุ่นที่สุดเลยค่ะ"
"ใช่ๆ! เป็แบบนั้นเลย! ผู้ชายในตระกูลเย่ของพวกเราก็เป็แบบนี้แหละ" เหมียวหลานจือจับมือซูลี่เจินด้วยความดีใจ
เธอพอใจกับว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้เป็อย่างมาก เหมาะสมกันทั้งฐานะทางสังคม การศึกษา และกิริยามารยาท แถมยังมีนิสัยอ่อนโยน ดูยังไงก็เป็แม่บ้านแม่เรือนที่ดี เป็แบบที่ลูกชายของเธอชอบ... มั้ง?
ลูกชายของเธอมีแบบที่ชอบด้วยเหรอ? คงจะไม่มีหรอกมั้ง!
ถ้าอย่างนั้นก็ให้เธอที่เป็แม่จัดการให้เองก็แล้วกัน
