ชูชิงโบกมือปฏิเสธรัว ๆ ราวกับไล่แมลงวัน “เขาเนี่ยนะ? ไม่มีทาง ให้ตายฉันก็ไม่เอา”
เสียงจากมิติหัวเราะคิกคักอย่างรู้ทัน “ข้าขอเตือนด้วยความหวังดีนะ ตอนนี้เถาอี้เฉินเริ่มจับธุรกิจแล้ว มีทั้งเงินทั้งอำนาจ ส่วนพ่อหนุ่มเหลียนซานของท่านยังเป็วุ้นอยู่เลย กว่าเขาจะผงาดขึ้นมาเป็ใหญ่ได้ต้องรออีกอย่างน้อยเจ็ดแปดปี หรือดีไม่ดีก็เป็สิบปี เถาอี้เฉินต่างหากคือต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาพร้อมให้ท่านพักพิงเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ชูชิงเชิดหน้าตอบอย่างมั่นคง “ต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมให้เกาะเกี่ยว ฉันไม่สนหรอก อีกอย่าง ฉันเองก็เป็ ‘หุ้นศักยภาพสูง’ เหมือนกันนะ ไม่แน่ในอนาคตฉันอาจจะกลายเป็ต้นไม้ใหญ่เสียเองก็ได้”
“แต่ท่านเป็ผู้หญิงนะ ต่อให้เก่งกล้าสามารถแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องแต่งงานไม่ใช่เหรอ?”
“นี่เธอนอกเื่ไปไกลแล้วนะ ฉันกำลังวิเคราะห์พันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ได้กำลังเลือกคู่ครองสักหน่อย”
“ก็จริง... เอาเถอะ แล้วแต่ท่านจะเลือกแล้วกัน”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ชูชิงเลิกต่อปากต่อคำแล้วหันมาตั้งหน้าตั้งตาขุดสมุนไพรต่อ เธอเก็บรากแดนดิไลออนได้สองถุงใหญ่ ก่อนจะสะพายขึ้นหลังแล้วก้าวออกจากมิติ มุ่งหน้าไปยังจุดรับซื้อสมุนไพร
...
ในขณะเดียวกัน ที่ลานหน้าสำนักงานคณะกรรมการหมู่บ้านเป่ยซินกำลังเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
บรรดาผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงกำลังเจรจาเื่ไข่ไก่กับผู้ใหญ่บ้านเป่ยซิน บรรยากาศตึงเครียดเพราะตกลงกันไม่ได้ แม้ระดับผู้นำจะยังรักษามารยาทเพราะถือเื่หน้าตา แต่ชาวบ้านที่แห่แหนตามมาด้วยนั้นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น
เสียงะโด่าทอดังระงม ชาวบ้านโวยวายว่าถูกหลอกลวง เหตุเพราะหมู่บ้านอื่นเริ่มเปิดรับซื้อไข่และสัตว์ปีก แถมยังยื่นข้อเสนอที่เย้ายวนใจกว่าบ้านเป่ยซินหลายขุม นั่นคือ ‘จ่ายสด’ ทันทีที่รับของ ต่างจากเสมียนฉินที่ต้องรอรอบบัญชี แถมก่อนหน้านี้เสมียนฉินยังหัวหมอ หลอกให้พวกเขาเซ็นสัญญาผูกขาดการขายไข่ไปแล้ว
ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นเมื่อเสมียนฉินยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมคืนสัญญา ชาวบ้านที่โกรธแค้นจึงฮือกันเข้ามาหมายจะแย่งกระดาษแผ่นนั้นคืน
เสมียนฉินพยายามป้องกันตัวและเผลอผลักชาวบ้านคนหนึ่งเข้า การกระทำนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ฝูงชนกรูเข้าใส่รุมสกรัมเสมียนฉินจนสะบักสะบอม ส่วนสัญญาก็ถูกแย่งชิงไปจนได้
ฉินซูหลานที่เพิ่งทำงานบ้านเสร็จเดินออกมาเห็นเหตุการณ์พอดี เธอมองสภาพอันน่าสังเวชของเสมียนฉินโดยไม่ได้รู้สึกสะใจหรือสมน้ำหน้า หากแต่เก็บมาเป็บทเรียนเตือนใจว่า... การทำธุรกิจไม่ควรโลภจนเกินงาม และที่สำคัญที่สุด คือไม่ควรบังคับขืนใจลูกค้า
...
สามวันต่อมา หลี่ต้าเหวินได้รับจดหมายจากเถาเทียนเต๋อ
เนื้อความในจดหมายทำให้เขาอดชื่นชมในความใจกว้างของชายผู้นี้ไม่ได้ รู้สึกละอายใจเล็กน้อยที่ตนเองเทียบไม่ติด เถาเทียนเต๋อเขียนมาสนับสนุนเต็มที่ให้เขารับต้าลี่เป็ลูกบุญธรรม และยินดีให้ต้าลี่ใช้ชีวิตเติบโตในหมู่บ้านเป่ยซินต่อไป
หลี่ต้าเหวินยื่นจดหมายให้ต้าลี่อ่าน ทันทีที่อ่านจบ ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็สว่างไสวไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
...
ณ ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล
“พ่อคะ แม่คะ... ตอนนี้อยู่กันพร้อมหน้าสามคนแล้ว หนูมีเื่อยากปรึกษาค่ะ”
ชูผิงและหลี่ไหลฮวาที่เพิ่งถอดสายน้ำเกลือ นั่งอยู่บนเตียงคนไข้และหันมามองลูกสาวเป็ตาเดียว “ว่ามาสิลูก”
ชูชิงหยิบปึกธนบัตรออกมาจากกระเป๋า “นี่เป็เงินเก็บจากการขายสมุนไพร่นี้ค่ะ รวมแล้วสามร้อยหยวน หนูอยากจะเอาไปเช่าตึกแถวหน้าสถานีรถไฟในตัวเมือง เปิดร้านขายซาลาเปา ปาท่องโก๋ แล้วก็โจ๊ก พ่อกับแม่คิดว่าไงคะ?”
หลี่ไหลฮวาค้านหัวชนฝา “ชิงชิง แม่ดีใจนะที่ลูกหาเงินเก่ง แต่เดือนกันยายนลูกก็ต้องเปิดเทอมแล้ว หน้าที่หลักคือต้องตั้งใจเรียน แม่ไม่เห็นด้วยหรอกที่จะให้ลูกมาวุ่นวายทำธุรกิจในเมืองแบบนี้”
ชูชิงอธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็น “แม่คะ พ่อกับแม่ออกจากโรงพยาบาลทันก่อนหนูเปิดเทอมแน่นอน ถึงตอนนั้นหนูก็จะให้พ่อกับแม่มารับ่ต่อที่ร้าน แล้วเราก็เช่าห้องเพิ่มอีกสักสองห้องไว้อยู่ด้วยกัน หนูมั่นใจว่าถ้าเราตั้งใจทำ ไม่เกินสองปีเราจะมีเงินเก็บพอซื้อบ้านในเมืองได้เลย ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ต้องกลับไปทนมองหน้าคนที่เราไม่ชอบที่หมู่บ้านหนานซินอีกแล้ว”
ชูผิงเริ่มคล้อยตาม “ชิงชิง เื่พ่อกับแม่มารับ่ต่อน่ะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือเ้าเฉียนเฉียนต้องเรียนที่หมู่บ้าน ส่วนลูกต้องเรียนมัธยมต้นที่ตำบล ถ้าพ่อกับแม่มาทำธุรกิจในเมือง ครอบครัวเราสี่คนก็ต้องแยกกันอยู่น่ะสิ”
ชูชิงยิ้มกว้าง “เื่นั้นหนูคิดไว้แล้วค่ะ หนูว่าจะลองไปขอให้พี่จางช่วยดูว่าพอจะมีลู่ทางย้ายหนูกับน้องมาเรียนโรงเรียนในเมืองได้ไหม ถ้าทำได้ เราสี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าแล้วค่ะ”
หลี่ไหลฮวาลังเล “อย่าไปรบกวนผู้กองจางเขาเลย งานเขาก็ยุ่งจะตาย อีกอย่าง... เขาก็ไม่ได้เป็ญาติพี่น้องอะไรกับเราสักหน่อย”
ยังไม่ทันขาดคำ ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมร่างสูงของผู้กองหนุ่มที่ก้าวเข้ามา
“จะไม่ใช่ญาติได้ยังไงกันครับ? ต้าลี่เป็เพื่อนซี้ผม พวกคุณเป็ครอบครัวใหม่ของต้าลี่ ก็เท่ากับเกี่ยวดองกับผมด้วย เื่ที่คุยกันเมื่อกี้ผมได้ยินหมดแล้วนะ” จางผินยิ้มกว้าง “เื่ย้ายโรงเรียนของชูชิงกับน้อง เดี๋ยวผมจัดการให้เอง ส่วนเื่เช่าที่ทำมาหากินแถวสถานีรถไฟ ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ “ที่บ้านผมมีเรือนสี่ประสานอยู่หลังหนึ่ง ใกล้สถานีรถไฟพอดี จะเปิดร้านขายของก็ได้ จะพักอาศัยก็ดี ผมคิดค่าเช่าแค่เดือนละหนึ่งหยวน... สนใจไหมครับ?”
ชูผิงกับหลี่ไหลฮวาหันมามองหน้ากันด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะพยักหน้ารับรัว ๆ ข้อเสนอดีขนาดนี้ ใครจะไม่สนใจบ้างล่ะ
ชูชิงเองก็คาดไม่ถึง เธอยังไม่ทันเอ่ยปากขอ จางผินก็จัดการปูทางให้เรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณมากค่ะพี่จาง พี่ช่วยครอบครัวเราไว้เยอะจริงๆ
ต่อไปถ้ามีอะไรให้พวกเราตอบแทน พี่บอกได้เลยนะคะ”
จางผินหัวเราะร่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ก่อนหน้านี้เธอยังช่วยฉันจับคนร้ายเลย แถวสถานีรถไฟพวกหัวขโมยมันชุม พอไปอยู่ตรงนั้น ถ้าเห็นอะไรผิดปกติก็ช่วยเป็หูเป็ตาให้ตำรวจหน่อยแล้วกัน”
ชูชิงซึ่งรักความยุติธรรมเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว รับปากอย่างแข็งขันทันที
สิบกว่านาทีต่อมา ชูชิงกับจางผินก็เดินออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าไปดูบ้านเช่าว่าที่ทำเลทองแห่งใหม่
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ กรุงปักกิ่ง
โทรศัพท์สายหนึ่งดังขึ้นที่ปลายทาง เถาอี้เฉินรับสายแล้วรีบต่อสายหากู้เฉียนทันที
เสียงงัวเงียของกู้เฉียนตอบกลับมา “ฮัลโหล...”
“ฉันเอง”
กู้เฉียนตื่นเต็มตาทันที น้ำเสียงเปลี่ยนเป็จริงจัง “อี้เฉิน หายเงียบไปนาน มีภารกิจด่วนเหรอ?”
เถาอี้เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ภารกิจส่วนตัว... นายช่วยไปซื้อเรือนสี่ประสานของจางผินให้ฉันหน่อย”
กู้เฉียนแทบแคะหูตัวเอง นึกว่าฟังผิด “หะ? ซื้อบ้านของจางผิน? บ้านในอำเภอเล็กกระติ๊ดเนี่ยนะ คุ้มที่นายจะลงทุนเหรอ? หรือนายกะจะย้ายไปอยู่ที่นั่น?”
“อำเภอเล็กแล้วไง? ฉันมองว่ามันมีศักยภาพในการพัฒนา เอาเป็ว่า นายไปจัดการซื้อบ้านของจางผินหลังที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟให้ได้”
“ก็ได้ๆ นายจะให้ราคาเท่าไหร่?”
“เขาเรียกเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น นายกับเขาสนิทกันไม่ใช่เหรอ คุยกันง่ายอยู่แล้วน่า”
“แล้วถ้าเขาไม่อยากขายล่ะ?”
“นายก็บอกเขาไปสิว่าฉันซื้อแค่กรรมสิทธิ์ตัวบ้านและที่ดิน ส่วนสิทธิ์การเก็บค่าเช่ายังให้เป็ของเขาเหมือนเดิม”
“แต่ว่าแบบนั้นมัน...”
“ไม่มีแต่ รีบไปจัดการซะ ก่อนฟ้ามืดฉันต้องได้ข่าวดีว่านายทำสำเร็จแล้ว”
“เออๆ เข้าใจแล้ว ถ้ามีภารกิจจริงจังอย่าลืมเรียกฉันบ้างล่ะ”
“อื้ม”
หลังจากวางสาย กู้เฉียนยังคงทำหน้างงเป็ไก่ตาแตก พึมพำกับตัวเอง “บทจะบ้าก็บ้า ไม่รู้เป็อะไรของเขาวะ...”
ด้วยความสงสัย เขารีบโทรเข้าเบอร์สำนักงานของจางผิน ไม่นานปลายสายก็รับ แต่กลับไม่ใช่เสียงของเ้าตัว
“สวัสดีครับ ้าเรียนสายผู้กองจางเหรอครับ? พอดีท่านออกไปทำธุระข้างนอก ฝากเื่ไว้ได้นะครับ”
กู้เฉียนกรอกเสียงกลับไปอย่างสุภาพ “ผมกู้เฉียน เพื่อนสนิทเขาเองครับ”
“อ๋อ ทราบครับ ผู้กองจางพูดถึงคุณบ่อยๆ”
“พอจะบอกได้ไหมครับว่าเขาออกไปไหน?”
“เห็นว่าพาเด็กผู้หญิงที่ชื่อชูชิงไปดูบ้านเช่าของเขาน่ะครับ”
“ขอบคุณมากครับที่บอก”
“ไม่เป็ไรครับ จะให้ผู้กองโทรกลับไหมครับ?”
“ต้องโทรกลับครับ บอกให้เขารีบโทรกลับหาผมเลย มีเื่ด่วนมากต้องคุย”
“ได้ครับ ผมจะเรียนท่านให้แน่นอน”
หลังจากวางหู กู้เฉียนก็ยืนนิ่ง เชื่อมโยงจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน... คำสั่งซื้อบ้านด่วนจี๋ของอี้เฉิน กับการที่ชูชิงไปดูบ้านเช่าหลังนั้น
ดวงตาของกู้เฉียนเบิกกว้างเมื่อบางอย่างกระจ่างชัดขึ้นในสมอง
อี้เฉินยอมทุ่มเงินซื้อบ้านที่ชูชิงจะเช่า โดยยอมให้จางผินเก็บค่าเช่าเหมือนเดิม เพื่อจะได้เป็เ้าของบ้านตัวจริง...
นี่เขากำลังใช้แผน ‘เ้าของบ้าน’ ตีเนียนเข้าไปใกล้ชิดกับชูชิงอยู่หรือเปล่านะ? ร้ายกาจจริงๆ
