“นี่เรอะ...โลกต่างมิติ”
พอกล่าวรำพึงกับตัวเองเสร็จแล้ว ผมก็แหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้ายามราตรี
ดินแดนแห่งนี้ไม่เหมือนกันกับประเทศญี่ปุ่น ไร้ซึ่งแสงไฟฟ้า ที่อยู่เหนือศีรษะคือหมู่ดาวคณานับที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล
“เจ๋งแฮะ...พระจันทร์มีตั้ง 3 ดวงเลย”
สิ่งที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าสามารถแบ่งแยกโลกมนุษย์กับโลกแห่งนี้ออกได้อย่างเด็ดขาด
ภายหลังจากที่ผมอมยิ้มขึ้นพลางถอดเนกไทและชุดแจ็กเก็ตที่สวมอยู่ออกนั้น ในวินาทีต่อมาร่างกายก็ได้รับความรู้สึกปลดปล่อยอย่างหนักหน่วงในระดับที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้
—นี่เรามาที่โลกต่างมิติจริงๆ แล้วสินะเนี่ย
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
พอผมเลิกงานแล้วกลับมานั่งทิ้งตัวลงบนโซฟาอยู่ที่บ้านนั้น กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ามีห้วงอากาศสีขาวโพลนปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า ซึ่งในไม่ช้านัก “พระเ้า” ก็ปรากฏกายออกมาในรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่มีแสงสว่างเรืองรองส่องประกาย
ถ้าถามว่าทำไมผมถึงทราบว่าเขาเป็พระเ้าละก็ นั่นก็เพราะเ้าตัวเป็บอกเอง
[ข้าคือพระเ้าโคโนเอะ มาซากิเอ๋ย ข้าจะส่งเ้าไปยังโลกต่างมิติเซฟีเน่ ณ บัดนี้]
พระเ้าไม่อธิบายที่มาที่ไปทั้งสิ้น เขาเป็ฝ่ายพูดกับผมแค่คนเดียว
ดูเหมือนว่าสาเหตุที่พระเ้าจะส่งให้คนอย่างผมที่เป็ตาลุงธรรมดาคนหนึ่งไปยังโลกต่างมิตินั้นมันคงเป็การ “หาอะไรแก้เบื่อ” ของเขาละมั้ง
แน่นอนว่าผมก็ต้องคัดค้านหัวชนฝา
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิครับ อะไรจะกะทันหันปานนั้นน่ะ!? อย่าคิดเองเออเองสิครับ!”
[ข้าไม่ได้ถามถึงความคิดเห็นของเ้า นี่คือบัญญัติของข้าที่เป็พระเ้า ข้าไม่เปลี่ยนใจแน่]
“อะไรกัน... ยะ...อย่างน้อย...อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ผมมีพลังความสามารถสุดโกงสักหน่อยจะได้ไหมครับ?”
[จะทำแบบนั้นได้ไงเล่าเ้าเด็กมนุษย์ที่แสนเอาแก่ใจเอ๋ย เ้าจะต้องออกเดินทางในเซฟีเน่ด้วยร่างกายทั้งสภาพนี้]
สมแล้วกับที่เป็พระเ้า ถึงเราจะอายุขึ้นหลักสามมาแล้วก็ตามแต่ก็ยังวางตัวได้อย่างเรียบง่าย
แต่ใครจะยอมถอยที่ตรงนี้เล่า!
“จะเป็พลังอะไรก็ไม่มีเลยเหรอครับ? ฮะๆ พระเ้าครับ หากท่านเห็นของสิ่งนี้แล้วจะยังพูดเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่าล่ะเนี่ย?”
[โอ้โห เ้าเด็กมนุษย์เอ๋ย คิดจะเอาอะไรมาให้กับข้าผู้เป็พระเ้ายลโฉมรึ]
สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าแววตาของพระเ้าเปี่ยมไปด้วยความสนใจ ผมจึงค่อยๆ คุกเข่าทั้งสองข้างและวางฝ่ามือลงบนพื้น จากนั้นก็โค้งศีรษะก้มจรดลงต่ำ
“ขอร้องละครับ! ช่วยมอบ “พลัง” อะไรสักอย่างให้ผมด้วยเถอะครับพระเ้า!”
ก้มกราบ
ถึงจะเป็สิ่งที่ผมพูดเองก็ตาม แต่นี่คือการก้มกราบที่ทุ่มทุนสร้างที่สุดในชีวิตแล้ว แม้แต่ตอนที่ต้องไปติดต่องานกับลูกค้าระดับใหญ่โตนั้น ผมก็ยังไม่เคยก้มกราบด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อนเลย
บางทีมันอาจจะเป็การก้มกราบที่ทุ่มทุนสร้างจากทั้งกายและจิตใจด้วยความยำเกรงในตัวตนของพระผู้เป็เ้าก็เป็ได้
[โอ้โห...]
กว่าพระเ้าจะแสดงปฏิกิริยาอะไรกลับมานั้นมันก็กินเวลาประมาณหนึ่ง
[่หลังมานี้ได้ยินว่ามีพระเ้าที่แสนปวกเปียกหลายรายเป็ฝั่งก้มกราบมนุษย์...แต่ดูเหมือนว่าเ้าจะรู้ผิดชอบได้หรือนี่ ช่างยอดเยี่ยมมากเลยละเ้าเด็กมนุษย์เอ๋ย จิตใจที่ศรัทธาในพระผู้เป็เ้านั้นถึงจะเป็รูปลักษณ์ที่พึงควรของปัจเจกชน]
“ขอบพระคุณมากเลยครับ!”
[พอได้แล้ว เงยหน้าขึ้นเถอะ]
“ไม่ครับ! จนกว่าจะได้รับพรจากท่าน— ถ้าผมยังไม่ได้พลังความสามารถสุดโกงละก็จะไม่ยอมเงยหน้าขึ้นเป็อันขาด!”
[ข้ากล่าวแล้วไงว่าพอแล้ว]
“...เอ๊ะ? สะ...แสดงว่า...”
[อื้ม การก้มกราบอันสมบูรณ์แบบของเ้าถือเป็เครื่องบรรณาการ เพราะฉะนั้นข้าจะประทานพลังที่เ้าปรารถนาให้]
พระเ้าผงกศีรษะยกใหญ่พร้อมกับอ้าแขนออกทั้งสองข้าง
[เอาละ จงเอ่ยพลังที่ปรารถนามาเถิด]
ในที่สุดผมก็สามารถคว้าแสงสว่างแห่งความหวังเอามาได้ด้วยพลังของการก้มกราบนั่นเอง
“เอ่อ โลกต่างมิติที่จะส่งผม— ที่จะส่งกระผมไปนั้นเป็โลกแบบไหนงั้นเหรอครับ?”
[โลกที่มีคมดาบและพลังอาคม]
“แสดงว่า...มันต้องมีพวกมอนสเตอร์อยู่ด้วยใช่ไหมครับ?”
[ถูกต้อง]
“งั้นเหรอครับ... นั่นสินะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอพลังความสามารถและพลังเวทมนตร์ที่มากพอจะต่อกรกับมอนสเตอร์ได้ครับ”
[ไม่มีปัญหา]
ก้อนแสงออกมาจากฝ่ามือของพระเ้าแล้วก็หายเข้าไปในร่างกายของผม
“ขอบพระคุณมากเลยครับ! อ้อใช่ ที่โลกฝั่งโน้นคงไม่ได้ใช้ภาษาเหมือนกันสินะครับ... แบบนี้ก็แย่เลยแฮะ...”
[ไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง ข้าจะทำให้เ้าสามารถใช้ภาษาอื่นได้เอง ทั้งฟังพูดอ่านเขียน]
“ขอบพระคุณมากเลยครับ! อ้อใช่! จะว่าไปแล้วมันมีพวกเชื้อไวรัสหรือโรคร้ายที่มีเพียงแต่ในโลกฝั่งนั้นหรือเปล่าน่ะครับ? ถ้าติดเข้าละก็ผมคงตายทันทีแน่เลย... ดับดิ้นไม่ทันไรแน่...”
[...ข้าจะเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันและความสามารถในการรักษาทุกชนิดให้ก็แล้วกัน]
“ขอบพระคุณมากเลยครับ! ที่เหลือก็... ่หลังมานี้เริ่มกังวลเื่เส้นผมที่เริ่มร่วงแล้วด้วย...”
[เอาให้ดกดำไปเลย!]
“ขอบพระคุณมากเลยครับ! อ้อใช่! คือผมเป็คนขี้เหงาสุดๆ ไปเลยน่ะครับ ค่อนข้างติดบ้านมากเลย แบบนี้ทำไงดีล่ะ...”
[เอาเข้าไป! ถ้าอย่างนั้นข้าจะมอบพลังเวทที่ทำให้เ้าสามารถเดินทางกลับมาที่นี่ได้ตามใจชอบในทุกเมื่อ!! ...พอใจหรือยัง?]
“ครับ! ขอบพระคุณมากเลยครับ! แล้วก็ ที่เหลือเอาเป็—...”
ก็ตามนั้นละครับ ในที่สุดผมก็ได้รับพรจากพระเ้ามานานับประการเลย
[แฮ่กๆ... พะ...พอใจแล้วหรือยัง?]
“นะ...นั่นสินะครับ... คิดว่าเพียงพอแล้วครับ”
[เอาละ...ข้าจะส่งเ้าไปเลยนะ?]
“ครับ! รบกวนด้วยนะครับ!”
[ฟังให้ดีนะ ถึงข้าจะประทานพลังให้เ้าไปเยอะแล้วก็เถอะ แต่ถ้าเ้าไม่คิดจะไขว่คว้าพลังเ่าั้ด้วยตัวเองเ้าก็จะไม่มีวันเติบโตแน่ จงจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี... ถ้าอย่างนั้นก็ไปได้แล้ว!]
และแล้วในที่สุด ผมก็ถูกไปยังโลกต่างมิติเซฟีเน่จนได้
“เอาละ”
ขณะนี้ผมกำลังยืนอยู่บนเนินสูงอยู่เพียงลำพัง
ซึ่งสิ่งที่ตัวผมตัดสินใจเป็อย่างแรกสุดหลังจากพาดแจ็กเก็ตไว้บนบ่าแล้วยืนรับสายลมที่แสนสดชื่นนั้น—
“วันนี้เหนื่อยแล้วละ นอนดีกว่า”
ผมก็ใช้คาถาเคลื่อนย้ายเพื่อพาตัวเองกลับไปที่บ้านในย่านคินชิโจทันที
หลายวันผ่านไป
ในที่สุดการเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางในโลกต่างมิติเซฟีเน่ก็เป็อันเสร็จสิ้น
ั้แ่ทำเื่ขอหยุดยาวตามโควตาวันหยุดประจำปีที่สะสมมานาน จับจ่ายซื้อของใช้จากร้านประเภทกิจกรรมกลางแจ้ง ซื้อพลั่วจากโฮมเซนเตอร์มาเพื่อใช้แทนที่อาวุธ
ขณะนี้เวลาปัจจุบันคือ 7 โมงเช้า ก็ต้องขอขอบคุณความทรหดของการเป็ลูกจ้างองค์กรที่ต้องตื่น 6 โมงเช้าทุกวันจนติดเป็นิสัยไปแล้ว
“เอาละ! ไปดีกว่า”
ผมเปล่งเสียงขึ้นเพื่อเรียกความมั่นใจแล้วก็เริ่มใช้คาถาเคลื่อนย้ายทันที
ทันใดนั้นก็มีวงแหวนเวทมนตร์ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตรปรากฏอยู่ตรงหน้า ที่ตรงกลางของวงเวทปล่อยลำแสงออกมาห้อมล้อมร่างกายของผมเอาไว้ ในชั่วอึดใจถัดมาตอนนี้ผมก็มายืนอยู่บนพื้นหญ้าอย่างเรียบร้อย
“ต่างโลกเอ๋ย ข้ามาแล้ว!”
หลังจากที่ผมลองใช้คาถาเคลื่อนย้ายใน่ว่างจากงานหรือตอนกลับมาถึงบ้านอยู่หลายครั้งแล้วนั้น ผมก็ทราบข้อเท็จจริงของพลังเวทนี้อยู่ 2 ประการ
ประการแรก คาถานี้สามารถใช้ได้เพียง 2 ครั้งในหนึ่งวัน
ซึ่งมันคงเกี่ยวข้องกับปริมาณพลังเวท “MP(เมจิกพอยท์)” ของผมโดยตรงละมั้ง บางทีหากเลเวลมากขึ้นอาจจะทำให้จำนวนครั้งที่ใช้เพิ่มสูงขึ้นได้
ส่วนประการที่สอง ผมสามารถเดินทางไปยังที่ๆ เคยอยู่ในคราวก่อนได้แค่เพียงเท่านั้น นั่นจึงหมายความว่า ในกรณีที่ผมใช้คาถาเดินทางจากบ้านของตัวเองมายังโลกเซฟีเน่นั้น ถ้าผมใช้คาถาเพื่อเดินทางกลับมาที่ญี่ปุ่นอีกรอบละก็ จุดหมายปลายทางก็จะมีแค่บ้านของตัวเองเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นก็รวมถึงขากลับไปยังโลกเซฟีเน่อีกรอบด้วย
คงดีไม่น้อยเลย ถ้าในอนาคตพอเลเวลอัพขึ้นแล้วสามารถเลือกจุดหมายปลายทางได้
“เอาละ...ลองไปตามทางก่อนแล้วกัน”
ที่เห็นตอนนี้มีแต่ทุ่งหญ้า มิหนำซ้ำรอบนอกก็ยังเป็ูเาล้อมรอบ ไม่เห็นทั้งตึกหรือสัญญาณของสิ่งมีชีวิตแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะเดินไปยังูเาที่เตี้ยที่สุดในระยะสายตามองถึง
งานของผมที่ทำนั้นเกี่ยวข้องกับงานขาย เพราะฉะนั้นการเดินเท้านั้นจึงเป็สิ่งที่ตัวเองคุ้นชิน แต่ถึงกระนั้นก็ยังกินเวลาร่วม 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงตีนเขาได้
ผมหยุดพักอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าไปในตัวเขา
แม้่ยังเป็วัยรุ่นนั้นจะมีงานอดิเรกอย่างการปีนเขาก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็แค่ใช้เท้าเดินไปตามเส้นทางในูเาเท่านั้น
“โหย แบบนี้มันหนักข้อกว่าที่จินตนาการเอาไว้อีกนะเนี่ย”
เส้นทางที่ผมเดินไปนั้นมันไม่ใช่ในระดับของให้คนทั่วไปเดินผ่านแล้ว เรียกว่าเป็เส้นทางสัญจรของสัตว์ป่าคงจะเหมาะสมยิ่งกว่า
“รู้งี้ซื้อเชือกมาก็ดีแฮะ”
จนกระทั่งในขณะที่ผมเอื้อมมือไปจับกิ่งเรียวเล็กของต้นไม้ที่ไม่ทราบสายพันธุ์อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียง “แซ่กๆ” ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“อะ.. อะไรน่ะ!”
ผมจึงหันหลังกลับไปอย่างลนลาน ตอนนี้เสียงมันใกล้เข้ามาถึงในทุกขณะแล้ว
“ระ.. หรือว่าเป็มอนสเตอร์งั้นเรอะ!?”
