บทที่ 65 ตามหาไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
“ใช่ อย่าได้หลงละเลิง บางทีอาจเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด ต่อให้ผิด เพียงขอโทษตระกูลลู่เสีย ถึงอย่างไรชีวิตคนย่อมสำคัญกว่า ข้าเชื่อว่าตระกูลลู่ไม่มีทางเอาแต่ตัวเองเป็ที่ตั้งจนไม่ยอมถอยให้ หากเป็ฝีมือตระกูลลู่จริงๆ ถือโอกาสตอนนี้ที่ยังไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น และยังไม่มีเื่อะไรที่แก้ไขไม่ได้ เราควรรีบไปดูที่ตระกูลลู่จะดีกว่า!”
นายหญิงตระกูลหลินตบโต๊ะพร้อมกับลุกขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ นางพูดขึ้นทันทีว่า “ใช่ หากผิดก็เพียงขอโทษกัน แต่หากตระกูลลู่เป็คนทำ ต่อให้มีเง็กเซียนฮ่องเต้หนุนหลังตระกูลลู่ของพวกเขา ข้าก็ต้องไปถามให้มันรู้ความ! ไป!”
อุปนิสัยของนายหญิงตระกูลหลินนั้นคล้ายคลึงกับบุตรสาวของนางไม่น้อย ชอบทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่คิดหน้าคิดหลัง เมื่อมีคนพูด ก็กลัวว่าบุตรสาวตนจะเสียเปรียบ ทันทีที่พูดจบก็รีบวิ่งออกจากตระกูลหลินก่อนผู้ใด พร้อมกับทะยานตัวบินไปยังูเาเทียนฉยงทันที
ในเมื่อนายหญิงออกตัวไปก่อนแล้ว แต่ท่านประมุขกลับยังนั่งอยู่ในห้องโถงอย่างไม่ทุกข์ร้อน คนฉลาดที่ไหนจะรีบลุกขึ้นไล่ตามไป คิดว่าต่อให้เข้าใจผิดกันจริง ถึงเวลานั้นประมุขก็อ้างได้ว่าไม่รู้เื่ เพราะนายหญิงรักบุตรสาวมาก ถึงเกิดความเข้าใจผิด ถึงตอนนั้นต่อให้ตระกูลลู่จะบ้าอำนาจเพียงใด ก็คงไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งได้
เช่นนั้นเหล่านักพรตที่รวมตัวกันหลายสิบคน โดยเฉพาะนักพรตที่มีระดับพลังยุทธ์ขั้นต่ำสุดของตระกูล ส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ในขั้นฟันฝ่า พากันออกเดินทางมาถึงูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่กันอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
เวลาที่เหล่านักพรตจากตระกูลหลินเดินทางมาถึงูเาเทียนฉยง ลู่อวี่และพรรคพวกที่เข้าร่วมงานประมูลจากเมืองตงหลิงเซียนก็เดินทางกลับมาพร้อมสัมภาระเต็มไม้เต็มมือ พวกเขาเพิ่งถึงตระกูลได้ไม่นาน ก็ต้องโผล่หน้าออกมาหลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของเหล่านักพรตจากด้านนอก มองเห็นนักพรตกลุ่มใหญ่ของตระกูลหลินนอกูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่ กำลังเผชิญหน้ากับองครักษ์ตระกูลลู่ด้วยท่าทีคุกคาม
เวลานี้ประมุขตระกูลลู่ ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าอีกหลายท่านที่มาถึงล่วงหน้าก่อนแล้ว กำลังทำหน้าไม่พอใจ พลันพูดอะไรบางอย่างอยู่กับสตรีที่มีใบหน้างดงามทว่าไม่อาจคาดเดาอายุของนางได้
แม้ว่าลู่อวี่จะไม่รู้จักกับสตรีที่เป็ผู้นำท่านนั้น แต่นายน้อยตระกูลหลินและนายน้อยอีกสองคนก็อยู่ตรงนั้นด้วย เห็นได้ชัดว่าเหล่านักพรตที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่น่าจะเป็นักพรตจากตระกูลหลิน คาดว่าเื่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแม่สาวน้อยหลินเหยาผู้นั้น ทว่าตระกูลหลินเองบ้าอำนาจเกินไปหรือไม่ เื่ของเขากับหลินเหยาเดิมทีเป็ตระกูลหลินต่างหากที่ตระบัดสัตย์ก่อน หลังการเดิมพันต่อสู้ก็มีนักพรตเป็พยานให้ไม่น้อย หรือว่าตระกูลหลินคิดจะกลับคำอีก?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลู่อวี่ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที
“ฮึ่ม เ้าตัวต้นเื่มาแล้ว สรุปแล้วบุตรชายเ้าเป็คนทำหรือไม่ ก็ลองถามดู แต่ไม่ว่าอย่างไรเื่ที่เกิดกับบุตรสาวของข้า สาเหตุย่อมมาจากเขา หากไม่ใช่เพราะหัวสมองของเขามีแต่เื่ลามกพวกนั้น บุตรสาวของข้าจะขุ่นเคืองใจจนหนีออกจากจวนได้อย่างไร? ตอนนี้นางหายตัวไป ต่อให้ไม่ใช่ลู่อวี่เป็คนทำ เขาก็ต้องออกมารับผิดชอบ!” นายหญิงตระกูลหลิน เซี่ยจวินพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ทว่าเด็ดขาดหนักแน่น
เมื่อลู่อวี่ที่อยู่ห่างออกไปไกลได้ยินคำพูดนี้ ถึงกับชะงักด้วยความใ หลินเหยาหายตัวไปแล้ว? จะเป็ไปได้อย่างไร หรือว่าตัวเขาทำอะไรเกินไปตอนอยู่ที่เวทีประลอง จึงทำให้นางคิดมาก? ไม่มีทาง เป็ไปไม่ได้ แม้ว่าสตรีผู้นี้จะหยิ่งยโสและบ้าอำนาจไปเสียหน่อย แต่นางคงไม่ทำถึงขั้นนั้น นางจะหายตัวไปได้อย่างไร!
“ลู่อวี่ เ้าจับน้องสาวของข้าไปไว้ที่ใด? เ้ายังไม่รีบปล่อยตัวนางออกมาอีกหรือ?” ทันใดนั้นนายน้อยตระกูลหลิน หลินเยวี่ยก็ออกมาะโเสียงดังใส่ลู่อวี่ เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางไม่พอใจของเขา เห็นได้ชัดว่าหากพูดกันไม่เข้าหูก็คงได้สู้กันเป็แน่ หากผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเขาเป็ห่วงน้องสาวยิ่งนัก แต่อันที่จริง มันเป็ผลพวงมาจากความแค้นเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วต่างหาก
ลู่อวี่ปรายตามองเขาด้วยความไม่พอใจ ในตอนนั้นเองเขาก็เดาได้แล้วว่าสตรีผู้นี้อยู่ในสถานะใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ยอมทำตัวไร้มารยาทเกินไปไม่ได้ ดังนั้นจึงประสานมือโค้งคำนับนายหญิงตระกูลหลิน เซี่ยจวินและกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม “ท่านผู้นี้น่าจะเป็ท่านป้าเซี่ย ลู่อวี่ขอคารวะ!”
เซี่ยจวินยื่นมือออกมาห้ามหลินเยวี่ย และมองสำรวจดูลู่อวี่ด้วยความระแวดระวัง จากนั้นก็พูดขึ้น “หากเป็คำพูดเกรงใจเห็นทีคงไม่ต้อง หลังจากบุตรสาวของข้า หลินเหยากลับมาจากเดิมพันต่อสู้กับเ้า อยู่ที่จวนได้ไม่นานก็ขุ่นเคืองใจหนีออกจากจวนไป แต่ผู้ที่ไล่ตามไปคุ้มครองกลับพบว่าไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยใดของนาง หาตัวนางมาเป็วันแล้วก็หาไม่พบ เช่นนั้นป้าจึงร้อนใจมาถามเ้าดู”
ปากว่าถามดู แต่อันที่จริงระดมกำลังมากำจัดกันให้สิ้นซากมากกว่า เพียงทำมาเป็พูดดีด้วยเท่านั้น ลู่เหว่ยจุนที่อยู่ด้านข้างบุตรชายไม่พูดอะไรออกมา เพียงมองด้วยสายตาเ็าเท่านั้น เขาเฝ้ามองอยู่ว่าบุตรชายจะจัดการเื่นี้อย่างไร
“ท่านป้ามีสายตากว้างไกลและเฉียบแหลม แม้ว่าในอดีตลู่อวี่จะมีชื่อเสียงไม่ดีจริง แต่ข้ากลับตัวกลับใจนานแล้ว ไม่มีทางทำเื่อุกอาจเช่นนี้แน่ อีกอย่างข้าก็เพิ่งกลับมาจากเมืองตงหลิงเซียน ห่างกับท่านป้าเพียงประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น จะมีเวลาไปสกัดกั้นน้องหลินเหยาได้อย่างไร? อีกอย่างน้องหลินเหยาก็แพ้เดิมพันต่อสู้ ถึงแม้นางจะไม่ยินยอม ข้าก็มีเหตุผลเช่นกัน เพียงแต่หากใช้วิธีการเช่นนี้ ข้าว่ามันจะได้ไม่คุ้มเสียเอา”
สีหน้าของลู่อวี่เรียบเฉย มีเหตุผลเพียงพอให้สามารถพูดได้อย่างเต็มปาก ไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ และนั่นจึงทำให้เซี่ยจวินเชื่อคำของเขา ดังนั้นจึงเกิดความลังเลอยู่บ้างว่า นางควรจัดการกับเื่นี้อย่างไรดี
“พูดเสียดิบดี ใครไม่รู้บ้างว่านายน้อยตระกูลลู่หยิ่งผยองและชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ รังแกบุรุษและสตรีโดยไม่เต็มใจมาตลอด แต่ตอนนี้กลับมาบอกว่ากลับตัวกลับใจแล้ว มันไม่สายเกินไปหน่อยหรือ? สิ่งที่เ้ากล่าวมามันเป็เพียงคำพูดด้านเดียว ได้ยินมาว่ามียอดฝีมือคอยคุ้มครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็แรงจูงใจหรือความสามารถ ล้วนบ่งชี้ไปที่เ้า ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนอกจากเ้าแล้ว ยังมีใครกล้าทำเช่นนี้อีก?” หลินเยวี่ยเสียงดังอยู่ด้านหลังมารดาอย่างไม่ลดละ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเยวี่ย ลู่อวี่ที่ทำใจเย็นอยู่นั้นก็โมโหขึ้นมา จนอดพูดเยาะเย้ยไม่ได้ว่า “เพ้ย หากพูดเช่นนี้ ข้าขอถามพวกเ้าบ้างว่า คนออกจากตระกูลพวกเ้าแล้วหายตัวไป หลังจากเดิมพันต่อสู้ หลินเหยาก็ถือว่าเป็คนของข้าแล้ว ตอนนี้หายตัวไป ย่อมต้องเป็ข้าที่ไปตามหาคนจากพวกเ้า แต่พวกเ้ากลับมาถามหาเอาคนที่ข้า เช่นนี้ไม่นับว่าแปลกหรือ มันมีเช่นนี้ด้วยหรือ คิดว่าตระกูลลู่ของเรารังแกกันได้ง่ายๆ หรืออย่างไรกัน?”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศของทั้งสองตระกูลก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที บรรดานักพรตก็รีบเร่งเตรียมพร้อมขับเคลื่อนลมปราณ อาวุธวิเศษ ยันต์ และอื่นๆ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ทุกคนในตระกูลหลินเดิมทีเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ พร้อมที่จะลงมือหากมีการให้สัญญาณ
นายหญิงตระกูลหลินเซี่ยจวินถูกลู่อวี่ถามมาเช่นนี้ก็อดโกรธเกรี้ยวไม่ได้ แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หากตระกูลลู่คิดใช้เหตุผลนี้เพื่อมาโต้แย้งจริงๆ ตระกูลหลินเองคงโยนความรับผิดชอบนี้ไปไม่ได้ และไม่รู้จะโต้แย้งอะไรขึ้นมาทันที ถึงกับควบคุมความเกลียดชังที่มีต่อนายน้อยของตระกูลลู่ผู้นี้ไม่ได้ มันใช่จอมเสเพลที่ใดกันเล่า นี่มันจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่งชัดๆ
เมื่อลู่เหว่ยจุนเห็นว่าไฟร้อนลุกลามมามากพอแล้ว อะไรที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว แข็งข้อต่อกันไปก็ไร้ประโยชน์ หากเกิดมีเื่กันขึ้นมาเพราะเหตุนี้คงไม่คุ้ม จึงรีบพูดแก้สถานการณ์ “ตอนนี้ใช่เวลามาเถียงกันว่าเป็ความรับผิดชอบของใครหรือ? หาตัวหลินเหยาให้พบก่อนแล้วค่อยมาเจรจากัน หากมีคนตาบอดคนใดกล้าลงมือทำอะไรคุณหนูสามตระกูลหลิน ตระกูลลู่ของเราคงไม่ยืนมองอยู่เฉยๆ เป็แน่ ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้หลินเหยาก็ถือว่าเป็ลูกสะใภ้ของตระกูลลู่ จะปล่อยให้ผู้ใดมารังแกนางได้อย่างไร!”
เซี่ยจวินพยักหน้าหลังจากได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้ แต่ท้ายประโยคเมื่อจู่ๆ ได้ยินว่าบุตรสาวของนางต้องกลายเป็สะใภ้ของตระกูลลู่อย่างไม่คาดคิด มันมีเหตุผลนี้อยู่ด้วยหรือ แต่จะมองหน้ากันไม่ติดเพราะเหตุนี้เห็นทีคงไม่ได้ จึงทำได้เพียงพูดว่า “เื่สำคัญทั้งชีวิตของบุตรสาวข้า ยังต้องพูดคุยกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ ตอนนี้ค้นหาตัวบุตรสาวของข้าให้พบเสียก่อน คือสิ่งสำคัญที่สุด!”
ลู่เหว่ยจุนเองได้แต่อมยิ้มไม่เอ่ยคัดค้านเช่นเดียวกัน จากนั้นก็หันไปหาผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งแล้วพูดขึ้น “ส่งนักพรตในตระกูลลู่ที่ไม่มีภารกิจสำคัญออกไปให้หมด และให้ความร่วมมือกับตระกูลหลินเพื่อค้นหาตัวคุณหนูสามของตระกูลหลิน ต่อให้ต้องพลิกทั้งโลกบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูก็ต้องตามหานางให้พบ!”
ลู่หงเซิ่งพยักหน้าเห็นด้วย แล้วจึงหยิบม้วนตำราหยกส่งสารชิ้นหนึ่งออกมากล่าวคำสั่งลงไป หลังจากนั้นก็ส่งออกไปทันที
เซี่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะนางเชื่อคำพูดของลู่อวี่ อย่างไรเสียเื่นี้มันก็ง่ายที่จะตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองของลู่อวี่เมื่อครู่นี้ มันทำให้นางรู้สึกว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่ไม่รู้จักแยกแยะหนักเบา และไม่ใช่บุรุษเสเพลอย่างข่าวลือ ที่คนภายนอกนั้นนินทา และต้องไม่ใช่บุรุษสติฟั่นเฟือนอย่างแน่นอน หากบุตรสาวของนางถูกลู่อวี่จับตัวไปจริงๆ ก็หวังเพียงว่านางจะอยู่รอดปลอดภัยในตอนนี้ คงต้องตามหาตัวกันก่อน เื่อื่นหลังจากนี้ค่อยคิดหาทางกันอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นจึงหันหลังกลับมากำชับกับนักพรตตระกูลหลินทุกคนอีกรอบ จากนั้นก็กล่าวคำอำลาและจากไป เพื่อตามหาเบาะแสและร่องรอยของหลินเหยา
เมื่อนักพรตจากตระกูลหลินไปกันหมดแล้ว ลู่อวี่กลับไม่ได้เดินจากไปไหน เขายืนนิ่งพลางขมวดคิ้วอยู่ที่เดิม ปล่อยให้ลมูเาพัดผ่านความเย็นรอบตัว
เื่ที่หลินเหยาหายตัวไปมันทำให้เขาหัวเสียไม่น้อย ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้หลินเหยาก็เป็สตรีที่เขาจับจองไว้ แล้วตอนนี้นางมาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ หากมีคนจี้เอาตัวนางไปจริงๆ คนผู้นั้นย่อมสมควรตาย มีความเป็ไปได้มากที่มันจะพุ่งเป้ามาที่เขา แม้ว่าสตรีผู้นี้จะมีนิสัยหุนหันพลันแล่น ไม่ว่ากี่ครั้งที่ลู่อวี่ล้อเลียนและกลั่นแกล้งนาง เขามีความสุขไม่น้อย ไม่เพียงแต่จะไม่รำคาญ แต่กลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่มีทางยอมให้นางหายไปดื้อๆ เช่นนี้แน่
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลู่อวี่ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าลู่เหว่ยจุนบิดาของเขากำลังอมยิ้มและมองมาที่เขาอยู่ ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มองจนลู่อวี่วางตัวไม่ถูก ทำได้เพียงยิ้มแห้งและพูดออกมา “ท่านพ่อ เื่นี้มีลับลมคมใน จริงๆ ข้าก็อยากไปดู อาจมีอะไรให้ช่วยได้!”
พูดจบ ไม่รอให้บิดาได้ทันพูดตอบ เขาก็เหาะทะยานหายไปเสียแล้ว
ลู่เหว่ยจุนยิ้มจางพลางส่ายหน้า แอบคิดว่า อวี่เอ๋อร์ของเขาก็อายุเกือบยี่สิบปีแล้ว แม้ว่าการบำเพ็ญเพียรจะไม่เกี่ยวกับอายุ และในสายตาของนักพรตเอง อายุไม่ใช่สิ่งที่ต้องใส่ใจนัก แต่หากเกิดบุตรชายชอบพอคุณหนูสามตระกูลหลินขึ้นมาจริงๆ การจะเชื่อมสัมพันธ์แต่งงานกับตระกูลหลินก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่อวี่เอ๋อร์คิดเห็นประการใดกันแน่ เขายังไม่รู้แน่ชัด รอมีโอกาสสอบถามดูอย่างละเอียดแล้วค่อยว่ากันอีกที จะได้ไม่มีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เหว่ยจุนก็ย้อนกลับไปที่ตระกูลลู่ เพราะในฐานะประมุขที่นอกจากจากบำเพ็ญเพียรแล้วก็ยังมีเื่ให้จัดการอีกมาก
หลินเหยาออกจากตระกูลไปได้ไม่นานแล้วหายตัวไป ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ห่างจากตระกูลหลินมากนัก นักพรตจากทั้งสองตระกูล ต่างก็แยกย้ายกันออกตามหาคนละทิศละทาง และเริ่มค้นหาตัวนางอย่างละเอียด
แต่หลังจากการค้นหามาวันกว่าๆ กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทำให้คนจากทั้งสองตระกูลเกิดความสงสัยต่อกันไม่น้อย
ในขณะที่ผู้คนของตระกูลหลินและตระกูลลู่เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ ก็ลอบสังเกตเห็นทางด้านตะวันออกมีเรือเหาะสีเงินที่งดงาม และมีขนาดใหญ่ลำหนึ่งบินตรงมา ขับเคลื่อนเข้ามาด้วยความเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็เข้าสู่บริเวณเขตการค้นหาของทุกคน
ในห้องโถงใหญ่ภายในเรือเหาะ มีสตรีรูปงามในอาภรณ์สีม่วงนั่งประจำการที่เบาะกลาง หากคาดเดาอายุคงจะอยู่ที่สามสิบหรือสี่สิบปี มีดวงตาลึกล้ำและใสสะอาด ผิวพรรณราวกับหยกใส เหมือนเด็กผู้หญิงแต่กลับมีท่าทางสง่างาม สุขุม และน่าเกรงขาม
บนใบหน้าที่เรียบเฉยของสตรีผู้นี้มีแววสงสัยใคร่รู้ปรากฏขึ้น นางเอ่ยปากถามผู้คนที่อยู่ด้านล่าง “ด้านหน้าเกิดอะไรขึ้น? ดูวุ่นวายราวกับแมลงวันไร้หัวบินไปมา พวกเขากำลังมองหาของหรือคนอยู่หรือ?”
