ชูชิงรีบยกมือปิดหูเป็พัลวัน “หยุด อย่าเพิ่งเล่าค่ะ ฉันไม่อยากรู้ความลับอะไรทั้งนั้น ทำงานสายลับหรือหน่วยพิเศษอะไรทำนองนั้น ความลับพวกนี้รู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งปลอดภัยกับชีวิตเท่านั้นแหละ”
เสียงของ ‘ระบบ’ มิติดังขึ้นในหัวพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก “ฉลาดมาก ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่บอกเื่ที่ท่านไม่ควรรู้ให้เป็อันตรายต่อตัวเองหรอกน่า”
บทสนทนาเกี่ยวกับความลับของจางผิ่นจึงจบลงเพียงเท่านี้
ชูชิงกวาดสายตาไปรอบๆ “ระบบ... สมุนไพรของเรานี่งามดีจริงๆ เลยนะ”
ระบบถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ขอแก้คำหน่อย... ไม่ใช่ ‘ของเรา’ แต่เป็ ‘ของท่าน’ ต่างหาก จำไว้ว่าสมุนไพรพวกนี้เป็กรรมสิทธิ์ของท่านแต่เพียงผู้เดียว”
“ฉันเป็เ้าของเหรอ?” ชูชิงเลิกคิ้ว “แปลกจัง... ทำไมฉันไม่เห็นรู้สึกถึงอำนาจความเป็เ้าของอะไรเลยสักนิด?”
“แล้วท่านอยากได้ความรู้สึกแบบไหนอีกล่ะแม่คุณ?”
ชูชิงทำท่าเพ้อฝัน “ก็อย่างเช่น... พาวาร์ปไปไหนมาไหนได้ในพริบตา เดินทางข้ามเมืองได้ในเสี้ยววิ อะไรทำนองนี้ไง”
น้ำเสียงของระบบฟังดูน้อยใจ “นี่ท่าน... กำลังรังเกียจความสามารถของข้าอยู่หรือเปล่า?”
ชูชิงรีบแก้ตัว “เปล่าซะหน่อย แค่ล้อเล่นเฉยๆ... มีเธออยู่ด้วยแค่นี้ฉันก็พอใจมากแล้วจริงๆ นะ”
“จริงเหรอ?”
“จริงสิ เธออ่านใจคนได้ไม่ใช่เหรอ ลองอ่านใจฉันดูสิว่าโกหกหรือเปล่า”
“ข้าอ่านใจคนส่วนใหญ่ได้ก็จริง... แต่ท่านเป็ข้อยกเว้น”
“หือ? ทำไมล่ะ? ฉันไม่ได้หัวดีเป็อัจฉริยะอย่างเถาอี้เฉินซะหน่อย ก็แค่คนธรรมดาๆ ทำไมถึงอ่านใจฉันไม่ได้?”
“เพราะท่านเป็ ‘เ้าของ’ ข้าไงล่ะ”
“เดี๋ยวนะ... ตอนนั้นเธอบอกว่าระบบ้า ‘น้ำตาของคนที่อ่านใจไม่ได้’ เพื่อปลดล็อก ทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะว่าฉันก็เข้าข่าย?”
“ย้ำอีกที... เพราะท่านเป็เ้าของข้า”
“โอเคๆ ยอมแพ้... เลิกเรียกเ้าของๆ ได้แล้ว เรียกฉันว่าชิงชิงเถอะ”
“ได้เลยชิงชิง... ว่าแต่ ท่านไม่คิดจะโทรหาเถาอี้เฉินอีกรอบจริงๆ เหรอ?”
ชูชิงส่ายหน้าดิก “ไม่จำเป็หรอก... เอาล่ะ ฉันต้องออกไปข้างนอกแล้ว”
...
เที่ยงตรง จางผิ่นมาปรากฏตัวที่ห้องพักผู้ป่วยตามสัญญาเขาทิ้งตั๋วเสบียงไว้ให้ถึง 56 ใบ โดยอ้างว่าฝากชูชิงไปให้ลุงต้าลี่ ทำให้พ่อกับแม่ของเธอปฏิเสธไม่ลง
ชูชิงเดินไปส่งจางผิ่น พอถึงมุมลับตาคน เธอก็กระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่จางคะ หลังจากแยกกับพี่เมื่อเช้า มีผู้ชายสองคนแอบสะกดรอยตามหนูมา หนูไม่รู้ว่าเป้าหมายคือหนูหรือพี่... เดี๋ยวหนูจะไปซื้อแป้งขาวที่สหกรณ์ คิดว่าพวกนั้นต้องตามมาแน่ รบกวนพี่ช่วย...”
“ได้เลย” จางผิ่นรับคำสั้นๆ อย่างรู้ใจ
หลังจากส่งจางผิ่น ชูชิงร่ำลาพ่อแม่แล้วมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์พร้อมตั๋วเสบียงในมือ โดยมีหางเครื่องตามติดมาไม่ห่าง
จางผิ่นแฝงตัวอยู่ในเงามืด เขาจำได้ทันทีว่าหนึ่งในชายที่สะกดรอยตามชูชิงคือ ‘ฉินซาน’
ชูชิงจัดการซื้อแป้งขาวถุงใหญ่หนักห้าสิบจินจากสหกรณ์ แล้วแบกอย่างทุลักทุเลไปยังจุดจอดรถม้า
ฉินซานที่แอบดูอยู่ตาโตเท่าไข่ห่าน ไม่ใช่เพราะทึ่งในพลังช้างสารของเด็กสาว แต่ตื่นตาตื่นใจกับถุงแป้งขาวขนาดมหึมานั่นต่างหาก
เขาไม่รอช้า รีบวิ่งแจ้นกลับไปรายงานลูกพี่อย่าง ‘ฉินเอ้อร์’ ทันที
“พี่รอง พี่รอง แย่แล้ว... เอ้ย ดีแล้ว ผมมีเื่ด่วน”
ฉินเอ้อร์ที่กำลังจะออกไปสับเปลี่ยนเวร หันมามองตาขวาง “ไอ้สาม เอ็งกลับมาทำไมวะ? ลืมที่ข้าสั่งแล้วรึไง?”
“ไม่ได้ลืมพี่ แต่เมื่อกี้ผมเห็นนังเด็กนั่นซื้อแป้งขาวถุงเบ้อเริ่มเทิ่มเลย เราไปแย่งมันมาดีไหมพี่? ไม่ได้กินของดีๆ มานานแล้วนะ”
แววตาของฉินเอ้อร์วาวโรจน์ “เออ เข้าท่า งั้นซัดมันให้น่วมก่อนแล้วค่อยฉกของมา”
“พี่ต้องรีบหน่อยนะ เดี๋ยวมันขึ้นรถหนีไปก่อน”
“ไป”
สองพี่น้องตระกูลฉินพกเหล็กท่อนคนละอัน ยัดใส่กระเป๋ากางเกง แล้วรีบจ้ำอ้าวไปยังจุดจอดรถม้า
และแน่นอน... ทุกการเคลื่อนไหวของพวกมัน อยู่ในสายตาของจางผิ่นตลอดเวลา
...
ชูชิงนั่งประจำที่บนรถเข็นล้อเดียวที่เทียมด้วยม้า บนรถนอกจากเธอแล้ว ยังมีป้าๆ วัยกลางคนอีกสามคนนั่งเบียดกันอยู่
สายตาของหนึ่งในป้าๆ จ้องมองถุงแป้งขาวสลับกับใบหน้าของชูชิง “หนู... ซื้อแป้งเยอะขนาดนี้ บ้านคงมีตังค์น่าดูนะเนี่ย”
ชูชิงยิ้มสุภาพ “อ๋อ... พอดีที่บ้านเพิ่งเริ่มทำซาลาเปาขายน่ะค่ะคุณป้า ทุนรอนทั้งหมดก็ทุ่มไปกับแป้งถุงนี้นี่แหละค่ะ”
“อ๋อ...” ป้าอีกคนพยักหน้าหงึกๆ “ใจกล้านะเราน่ะ ถ้าขายไม่ดี แป้งพวกนี้ก็เสียของหมด... ชาวบ้านอย่างเราๆ จะได้กินแป้งขาวดีๆ ก็แค่ตอนตรุษจีนโน่นแหละ คนในเมืองถึงจะได้กินบ่อยๆ”
“ซาลาเปาบ้านหนูอร่อยมากนะคะคุณป้า ถ้าอยากลองชิม แวะไปได้ที่ตลาดเช้านะคะ ก่อนเจ็ดโมง ไม่ต้องใช้ตั๋วเสบียงด้วยค่ะ”
ป้าทั้งสามตอบรับกันเกรียวกราวว่าจะไปอุดหนุน
จังหวะนั้นเอง สองพี่น้องฉินเอ้อร์และฉินซานก็ะโขึ้นมาบนรถ สายตาของทั้งคู่จ้องเขม็งไปที่ถุงแป้งขาวอย่างไม่ปิดบัง
ชูชิงััได้ถึงรังสีอำมหิต เธอพยายามกวาดสายตามองหาจางผิ่น แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา... ใจเริ่มเต้นไม่เป็จังหวะ กลัวว่าพี่จางจะตามมาไม่ทัน
คนขับรถม้าเก็บค่าโดยสารเสร็จก็สะบัดแส้บังคับม้าออกเดินทาง
พอถึงหน้าประตูเมือง จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งมาขวางทาง “เดี๋ยวครับ รอผมด้วย ผมขอติดรถไปด้วยคน”
ชูชิงหันขวับ ดวงตาคู่นั้น... คุ้นเคยเหลือเกิน
เมื่อชายคนนั้นขึ้นมานั่งข้างๆ เธอถึงได้โล่งใจ... นี่คือจางผิ่นที่ปลอมตัวมานั่นเอง
ยี่สิบนาทีผ่านไป รถม้าแล่นมาถึงเขตป่าเปลี่ยว จู่ๆ รถก็กระตุกและหยุดกึก
คนขับลงไปตรวจสอบ แล้วเดินกลับมาด้วยสีหน้าขอโทษ “ขอประทานโทษครับทุกคน... มีเหล็กเข้าไปติดในเพลาล้อ รถเสียซะแล้ว คงต้องใช้เวลาซ่อมอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ใครจะรอผมซ่อมก็ไปนั่งพักใต้ร่มไม้ก่อนได้ครับ แต่ถ้าใครรีบ ผมยินดีคืนค่าโดยสารให้ครึ่งหนึ่ง...”
ชูชิงรู้ทันทีว่าเป็ฝีมือใคร เธอตัดสินใจรับเงินคืนครึ่งหนึ่ง แล้วแบกถุงแป้งลงเดินมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเป่ยซิน...
เพื่อเปิดช่องให้สองโจรกระจอกได้ลงมือ
แน่นอนว่าฉินเอ้อร์และฉินซานไม่ปล่อยโอกาสทองหลุดลอย พวกมันรับเงินคืนแล้วรีบเดินตามชูชิงไปติดๆ
จางผิ่นอาศัยจังหวะนี้แอบตามไปเงียบๆ โดยใช้แนวป่าเป็ที่กำบัง ส่วนผู้โดยสารคนอื่นเลือกที่จะรอซ่อมรถ
เมื่อพ้นสายตาคนขับและผู้โดยสาร สันดานโจรก็เผยออก ฉินเอ้อร์และฉินซานวิ่งไล่กวดชูชิง คนหนึ่งมุ่งจะชิงของ อีกคนง้างหมัดเตรียมประทุษร้าย
ชูชิงแกล้งทำเป็ป้องกันไม่ทัน ปล่อยให้ฉินเอ้อร์กระชากถุงแป้งไปได้อย่างง่ายดาย
ส่วนหมัดของฉินซานที่พุ่งเข้ามา... ยังไม่ทันได้แตะปลายผมชูชิง ก็ถูกบาทาของจางผิ่นถีบกระเด็นไปเสียก่อน
จริงๆ แล้วชูชิงหลบได้สบายๆ แต่จางผิ่นไวกว่า เขาปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าพร้ะโกนเสียงกึกก้อง
“หยุดเดี๋ยวนี้ กลางวันแสกๆ ยังกล้าทำเื่บัดสี วางแป้งลง”
ฉินเอ้อร์ยังจำจางผิ่นที่ปลอมตัวไม่ได้ คิดแค่ว่าของสำคัญอยู่ในมือแล้ว “ไอ้สาม ช่างหัวนังนี่ก่อน ของอยู่กับเราแล้ว หนีเร็ว”
ฉินซานตะเกียกตะกายลุกขึ้น ช่วยพี่ชายแบกถุงแป้งวิ่งหนีสุดชีวิต
แต่อนิจจา... วิ่งไปได้ไม่ถึงสิบเมตร ก็ถูกจางผิ่นรวบตัวไว้ได้ทั้งคู่
กริ๊ก
กุญแจมือเย็นเฉียบถูกสวมเข้าที่ข้อมือของสองพี่น้อง ส่วนถุงแป้งขาวกลับคืนสู่มือเ้าของ
วินาทีนั้นเองที่สติของฉินเอ้อร์และฉินซานเริ่มกลับมา พวกมันจำหน้าจางผิ่นได้แล้ว หน้าซีดเผือด เข่าอ่อนทรุดฮวบ... ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจอตอเข้าอย่างจัง แถมข้อหายังอัพเกรดจากลักเล็กขโมยน้อยเป็ ‘ปล้นทรัพย์’ ไปเรียบร้อย
จางผิ่นมองสองพี่น้องด้วยสายตาเ็า “ฉินเอ้อร์... ฉินซาน... นอกจากข้อหาปล้นแล้ว พวกแกยังทำลายทรัพย์สินชาวบ้าน ทำให้รถม้าเสียหาย เตรียมเงินมาชดใช้ค่าเสียหายด้วย”
สองโจรตอบพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย “ไม่มีตังค์ครับจ่า”
