ตอนที่ 5 ปาฏิหาริย์ที่หมอต้องตลึง
แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกของโรงพยาบาลรัฐที่ดูทรุดโทรม เสียงฝีเท้าพยาบาลและเสียงรถเข็นอาหารดังก้องไปตามทางเดิน ทว่าภายในห้องพักผู้ป่วย บรรยากาศกลับนิ่งสนิทราวกับเวลาถูกหยุดหมุน นายแพทย์หวัง แพทย์เ้าของไข้ผู้มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี ยืนถือแผ่นฟิล์มเอกซเรย์แผ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งล้างออกมาสดๆ ร้อนๆ มือของเขาสั่นเทาจนแผ่นฟิล์มพลาสติกนั้นส่งเสียงดัง พึ่บพั่บ
เขาจ้องมองภาพบนฟิล์มสลับกับใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยอาการเหมือนเห็นผี
“เป็ไปไม่ได้ นี่มันเป็ไปไม่ได้จริงๆ! ปาฏิหาริย์ ไม่สิ นี่มันคือเื่ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้!” นายแพทย์หวังอุทานออกมาเสียงหลง ลืมสิ้นซึ่งมาดคุณหมอผู้สุขุม
ในแผ่นฟิล์มเอกซเรย์นั้น ปรากฏภาพกระดูกสันหลังที่เคยคดงอและมีรอยร้าวจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง บัดนี้มันกลับตั้งตรงเรียงตัวสวยงามอย่างไร้รอยตำหนิ แม้แต่ร่องรอยของการแตกร้าวเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีให้เห็น ราวกับว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง กระดูกขาที่เคยแตกละเอียดจนเขาประเมินว่าต้องใส่เหล็กดามนับสิบชิ้น บัดนี้กลับประสานกันแน่นแฟ้นแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระดูกของนักกีฬามืออาชีพเสียอีก
“คุณหลิน คุณทำได้อย่างไร?” นายแพทย์หวังหันมาถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนเลื่อมใส
“เมื่อวานซืนผมยังเป็คนวินิจฉัยเองว่าคุณอาจจะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ ผลตรวจเื ผลเอกซเรย์ ทุกอย่างบอกว่าร่างกายคุณสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์!”
“หมอขออนุญาต ตรวจการตอบสนองของเส้นประสาทที่ขาคุณหน่อยนะ” หมอหวังพยายามดึงสติกลับมา เขาใช้ค้อนเคาะเข่า เคาะลงบนจุดรับสัญญาณที่เข่าข้างซ้ายที่เคยแหลก
กึก!
ขาของชิงเซียนขยับตอบสนองอย่างรวดเร็วและมั่นคง นางค่อยๆ วาดขาลงจากเตียงแล้วลุกขึ้นยืนตรงหน้าคุณหมออย่างช้าๆ โดยไม่ต้องมีใครช่วยพยุง
“คุณ! อย่าเพิ่งลุก!” หมอหวังและเสี่ยวหวงโผเข้าไปหมายจะประคอง
ทว่าชิงเซียนกลับยกมือขึ้นห้ามไว้ นางยืนตัวตรง หลังตั้งตรงดุจลูกศร แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้ผิวพรรณของนางดูโปร่งใสจนเห็นเส้นเืฝาดสีชมพู นางเดินไปข้างหน้าสามก้าวด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวและสง่างาม ก่อนจะหันกลับมามองคุณหมอที่ยืนอ้าปากค้าง
“คุณเห็นไหมคะคุณหมอ? ฉันหายดีแล้ว” ชิงเซียนเอ่ย
“ร่างกายของมนุษย์มีความลับมากมายที่คุณยังไม่รู้ วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์อาจจะอธิบายได้เพียงเปลือกนอก แต่จิติญญา และพลังชีวิตต่างหากที่เป็ผู้กำหนดความเป็ตาย”
หมอหวังแทบจะคุกเข่าลงต่อหน้านาง ในชีวิตการเป็หมอมาหลายสิบปี เขาเคยเห็นปาฏิหาริย์มาบ้าง แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะ ตบหน้ากฎเกณฑ์ทางการแพทย์ได้รุนแรงเท่าครั้งนี้
“นี่มัน งานวิจัยระดับโลกชัดๆ ถ้าฉันบันทึกเคสของคุณลงในวารสารการแพทย์”
“อย่าค่ะคุณหมอ” ชิงเซียนขัดจังหวะ แววตานางฉายประกายเย็นเฉียบ
“ฉันไม่้าเป็หนูตะเภาให้ใครศึกษา ฉันแค่้าออกจากโรงพยาบาลตอนนี้ รบกวนคุณหมอเซ็นใบอนุญาตให้ฉันด้วยนะคะ”
หลินชิงเซียนขยับมุมปากเพียงเล็กน้อย เป็รอยยิ้มจางๆ ที่ดูนิ่งสงบจนน่าเกรงขาม นางไม่ได้ดูเหมือนเด็กสาววัย 18 ที่เพิ่งผ่านความตายมา แต่ดูเหมือนผู้สูงส่งที่มองผ่านความวุ่นวายของโลกมนุษย์
“ร่างกายของฉันฟื้นตัวเร็วค่ะอาจารย์หมอ” เสียงของนางราบเรียบเมื่อเห็นอาการช็อคของหมอหวัง
“อาจจะเป็เพราะบุญเก่าที่ฉันเคยสั่งสมมา หรือไม่ก็ โชคชะตายังไม่อยากให้ฉันตายตอนนี้”
“แต่มันเร็วเกินไป! เร็วเกินไปจริงๆ มันน่าเหลือเชื่อ!” นายแพทย์หวังยังคงงง อย่าไม่ยอมแพ้
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักออกอย่างแรง!
“ชิงเซียน! ลูก! ฟื้นแล้ว ลูกยืนได้แล้ว!”
เว่ยหลาน วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตลึงกับภาพที่เห็น มือที่ถือถุงโจ๊กหลุดลงพื้น สภาพของนางตอนนี้ช่างน่าเวทนา ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นและรอยเืจากฝ่าเท้าที่ยังโชกอยู่ แต่นางกลับไม่สนใจความเ็ปของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่เห็นลูกสาวที่นางคิดว่าอาจจะไม่ได้ยินเสียงอีกแล้วมายืนอยู่ตรงหน้า เว่ยหลานถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจจนตัวโยน
นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง! ก่อนหน้านี้ภาพที่นางเห็นคือเด็กสาวที่นอนพะงาบพะงาบอยู่ใต้เครื่องช่วยหายใจ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลและกระดูกที่หักร้าว แต่บัดนี้ ชิงเซียนกลับดู ดีกว่า ตอนก่อนเกิดอุบัติเหตุเสียอีก รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวลูกสาวทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ลูกแม่ นี่คือความฝันใช่ไหม? เทพเ้าเห็นใจแม่แล้วใช่ไหม?” เว่ยหลานละล่ำละลัก น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก
ความรู้สึกของนางในตอนนี้เปรียบเสมือนคนที่แบกูเาขนาดมหึมาไว้บนอกมาตลอดหลายชั่วโมง แล้วจู่ๆ ูเาลูกนั้นก็มลายหายไปในพริบตา ความหนักอึ้ง ความหวาดกลัว และความสิ้นหวังที่แทบจะฆ่านางให้ตายทั้งเป็ถูกแทนที่ด้วยความโล่งอกอย่างมหาศาล
ชิงเซียนเดินเข้าไปประคองแม่ของนางให้ลุกขึ้น มือเล็กๆ ที่เคยเย็นเฉียบ บัดนี้กลับอบอุ่นและมั่นคง
“แม่คะ ไม่ใช่ความฝันค่ะ หนูไม่เป็อะไรแล้วจริงๆ” ชิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด
“เป็ไปไม่ได้ ผลเอ็กซ์เรย์ก่อนหน้านี้กระดูกซี่โครงคุณหักทิ่มปอด แถมขาก็แตกละเอียด แต่นี่ทุกอย่างดูปกติจนน่าเหลือเชื่อ!” หมอยังคงพึมพำไม่อยากจะเชื่อพลางส่ายหัว อย่างสงสัยสุดขีด
“เอาเถอะ ถึงจะดูเหมือนปาฏิหาริย์ แต่เพื่อความชัวร์ หมอขอให้พักฟื้นดูอาการอีกสักหนึ่งคืน ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่มีผลแทรกซ้อน หมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากหมอ เว่ยหลานก็ปาดน้ำตา นางรีบดึงแขนเสื้อหมอแล้วถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณหมอคะ แล้ว แล้วเื่ค่ารักษาล่ะคะ? ในเมื่อลูกสาวดิฉันไม่ต้องผ่าตัดแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่คะ?” เว่ยหลานรีบถามถึงสิ่งที่เธอกังวลทันที
“ในเมื่อยกเลิกการผ่าตัดใหญ่และใช้เพียงยาพื้นฐานรวมกับค่าห้องพักฟื้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเหลือเพียงประมาณ สองหมื่นหยวน ครับ”
สองหมื่นหยวน!
คำพูดนั้นทำให้เว่ยหลานแทบจะล้มทั้งยืนอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็เพราะความโล่งใจ นางนึกถึงซองเงินในอกเสื้อ เงินสองหมื่นหยวนที่เถ้าแก่หวังมอบให้ด้วยความสงสาร มันช่างพอดิบพอดีราวกับ์ลิขิตไว้
นางไม่ต้องไปขายไต ไม่ต้องไปวิงวอนคนโฉดในตลาดมืดอีกต่อไป
“ขอบคุณค่ะหมอ ขอบคุณจริงๆ” เว่ยหลานกอดชิงเซียนไว้แน่น นางสะอื้นไห้อีกครั้งแต่คราวนี้เป็น้ำตาแห่งความสุข
ชิงเซียนลูบหลังแม่เบาๆ ดวงตาคมกริบของเธอเหลือบมองไปที่หน้าต่าง พลางนึกในใจว่า
‘เงินสองหมื่นหยวนสำหรับแม่มันอาจจะมากมายมหาศาล แต่สำหรับข้า! หลินชิงเซียน รอข้าออกจากโรงพยาบาลก่อนเถอะ!’
ชิงเซียนประคองแม่ของนางให้ลุกขึ้น
“แม่คะ! ต่อไปหนูจะไม่ให้แม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินรักษาหนูแล้ว เพราะหนู จะเป็คนหาเงินมาเลี้ยงแม่เอง”
เว่ยหลานมองลูกสาวด้วยความงุนงง นางรู้สึกว่า ลูกสาวของนางเปลี่ยนไปมาก ทั้งคำพูดคำจาและท่าทางที่ดูสง่าและน่าเกรงขามจนนางแทบไม่กล้าสบตา แต่นางก็คิดเพียงว่าอาจจะเป็เพราะเหตุการณ์เฉียดตายที่ทำให้ชิงเซียนเติบโตขึ้น
ชิงเซียนหันไปหาหมอหวังที่ยังยืนอยู่
“คุณหมอคะ ท่านเห็นสภาพแม่ฉันไหม? แม่ฉันต้องทำงานหนักจนร่างกายทรุดโทรมขนาดนี้ แถมยังมีภาวะลิ่มเือุดตัน ทำให้เป็เส้นเืขอดที่ขา และตอนนี้เริ่มมีอาการปอดอักเสบเรื้อรัง รบกวนคุณหมอจัดยาตามที่ฉันจะจดให้ต่อไปนี้ด้วยนะคะ”
หมอหวังขมวดคิ้ว งง? อีกแล้ว
“คุณรู้ได้ยังไง? สภาพร่างกายของแม่คุณ ผมยังไม่ได้ตรวจร่างกายเธอเลยนะ”
ชิงเซียนไม่ได้ตอบ นางหยิบปากกาและกระดาษจากโต๊ะข้างเตียงมาเขียนราย ชื่อสมุนไพรและตัวยาแผนปัจจุบันบางตัวด้วยลายมือที่ทรงพลังและงดงาม
“จัดตามนี้ได้เลยค่ะ จริง ๆ แล้วมันก็เป็เพียงยาสามัญทั่วไปเท่านั้น”
หมอหวังรับกระดาษมาดูแล้วต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง
‘ยาสามัญทั่วไปเท่านั้น อย่างงั้นเหรอ’ แล้วหันไปมองหน้าเธอสลับไปมา
“นี่มัน สูตรยาผสมผสานที่แปลกมาก แต่ถ้าดูตามหลักสรีรวิทยาแล้ว มันคือยาที่ใช้ในการกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิด แบบจำเพาะเจาะจง! คุณ! คุณเรียนหมอมาจากไหน?”
“ฉันเรียนมาจาก วิถีแห่งธรรมชาติค่ะคุณหมอ” ชิงเซียนยิ้มอย่างลึกลับ
“รบกวนคุณหมอจัดการเื่เอกสาร การออกจากโรงพยาบาลให้ฉันเถอะค่ะ ฉันมีงานสำคัญที่ต้องไปทำ”
เมื่อหมอหวังและพยาบาลเดินออกจากห้องไปด้วยอาการมึนงงราวกับตกอยู่ในความฝัน ห้องพักก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ชิงเซียนมองดูแม่ที่ยังคงลูบแขนขาของนางด้วยความไม่เชื่อสายตา
“แม่คะ ตอนนี้เรามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่?” ชิงเซียนถาม
เว่ยหลานก้มหน้าต่ำ
“แม่เหลือเงินแค่ 1,200 หยวนเองลูก นี่ก็ต้องจ่ายค่ายาที่ลูกสั่งเมื่อกี้อีก ไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าไม่พอแม่กะว่าจะลองไปขอหยิบยืมจากป้าสะใภ้รองที่บ้านตระกูลเว่ยคืน นี้”
“ไม่ต้องไปค่ะแม่” ชิงเซียนน้ำเสียงเข้มขึ้น
“เราจะไม่ไปขอความเมตตาจากสุนัขพวกนั้น แม่เอาเงินมาให้หนูห้าร้อยหยวนก่อนและรอหนูที่โรงพยาบาลก่อนนะคะ หนูขอไปจัดการธุระ หาเงินแป๊บเดียว”
“ไปจัดการธุระ หาเงิน คืออะไรเหรอลูก ลูกเพิ่งจะหายเจ็บนะ อย่างเพิ่งไปเลยลูกแม่เป็ห่วง”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่เชื่อหนูนะคะ ตอนนี้หนูสบายดีแล้วจริงๆ” ชิงเซียนกุมมือแม่ไว้ แววตาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
เธอให้แม่รอทำเอกสารขอออกจากโรงพยาบาลและรอรับยาอยู่ที่นี่
หลินชิงเซียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดธรรมดาที่แม่นำมาให้ นางรวบผมยาวสลวยขึ้นเป็หางม้าอย่างคล่องแคล่ว แม้ในชุดเสื้อยืดราคาถูกและกางเกงยีนส์ซีดๆ แต่นางกลับดูโดดเด่นและน่ามองอย่างประหลาด
นางเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยท่วงท่าของัที่กำลังจะทะยานสู่ท้องฟ้า เป้าหมายแรกของนางคือ ถนนสายวัฒนธรรมโบราณปักกิ่ง สถานที่ที่มีสมบัติในคราบขยะรอให้นางไปขุดค้นผ่านเนตรัจักรพรรดิ
‘โลกนี้อาจจะไม่มีพลังปราณที่หนาแน่นเหมือนแดนเซียน แต่ความโง่เขลาและความโลภของมนุษย์นั้นมีอยู่ล้นเหลือ และนั่นแหละคือ บ่อเงินบ่อทองของข้า หลินชิงเซียน!’
