กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วห้อง แม่นมหลี่ทำหน้าที่ผู้ช่วยอย่างขะมักเขม้น น้ำสะอาดก่อนหน้านี้กลายเป็สีแดงฉาน หญิงชราเดินเข้าออกเพื่อเปลี่ยนน้ำร้อนอยู่หลายรอบ
“อดทนไว้ก่อนนะ ข้าจะไม่ยอมให้เ้าตายที่นี่เป็อันขาด”
ร่างบางพึมพำ พลางใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดเืทำความสะอาดแล้วใช้เหล้าแรงทำความสะอาดาแอีกรอบ จากนั้นโรยผงยาห้ามเืลงบนาแ แล้วพันผ้าสะอาดรอบลำตัวอย่างแ่า
เมื่อเลื่อนมือขึ้นตรวจศีรษะ นางพบว่าที่ท้ายทอยของชายหนุ่มก็มีาแเช่นเดียวกัน หญิงสาวช่วยใส่ยาและทำแผลให้เขาอย่างเบามือ ก่อนจะผละออกจากห้องไป
หลังจากเสิ่นเล่อเหยียนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงกลับมาอีกครั้ง สายตาของนางจับจ้องชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาขาวซีดทว่าคมเข้ม ดวงตาปิดสนิท ขนตายาวทาบแก้มราวกับคนที่กำลังหลับลึก
“แม่นมหลี่ ท่านดูเขาเอาไว้ ข้าจะไปตามจางต้าหลางให้เขามาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าของชายผู้นี้” เอ่ยจบหญิงสาวก็ก้าวออกจากเรือนไปทันที
เพียงไม่นานนัก จางต้าหลางก็กลับมาพร้อมนาง เขามองชายแปลกหน้าที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าใ
“บุรุษผู้นี้เป็ใครหรือพี่อาเหยียน” เด็กหนุ่มชี้ไปยังชายตรงหน้า
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่เขาได้รับาเ็สาหัส หากไม่ช่วยเอาไว้ วันนี้เขาคงไม่รอด” หญิงสาวตอบเรียบๆ
“ต้าหลาง เ้าช่วยเปลี่ยนชุดให้เขาที”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับและเขาใจในทันที ว่าเหตุใดหญิงสาวจึงได้ขอยืมชุดบิดาของตน เขารีบทำตามคำสั่งอย่างระมัดระวัง เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนเืออก แล้วสวมชุดผ้าฝ้ายสะอาดที่ซักเรียบร้อยแล้วให้ชายที่กำลังหมดสติ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นเล่อเหยียนจึงเดินเข้ามาตรวจชีพจรชายแปลกหน้าอีกครั้ง ก่อนจะพูดเสียงเบา
“ชีพจรยังอ่อนแรง แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต...ขอเพียงคืนนี้ผ่านไปได้ เขาคงจะฟื้นในไม่ช้า”
“ต้าหลาง...ข้าขอใหเ้าเก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับจากชาวบ้านก่อน รอให้เขาฟื้นเื่นี้ค่อยปรึกษาหัวหน้าหมู่บ้านอีกที”
“ขอรับพี่อาเหยียน เื่นี้ข้าจะไม่บอกใคร”
เมื่อเด็กหนุ่มกลับไป เสิ่นเล่อเหยียนจึงกลับห้องไปงีบหลับเพื่อเอาแรงสักพัก เพราะนางรู้ดีว่า...คืนนี้ตนเองอาจไม่ได้นอน
และก็เป็ความจริง กลางดึกหญิงสาวนั่งเฝ้าข้างเตียงอยู่เงียบๆ อาการาเ็ของชายหนุ่มเหมือนจะเกิดระบม ทำให้เขาไข้ขึ้น แสงตะเกียงส่องให้เห็นเงาสูงโปร่งที่เหงื่อไหลโทรมกาย พร้อมกับทั่วร่างที่ร้อนดังไฟ
เสิ่นเล่อเหยียนเพียรเช็ดกายเพื่อบรรเทาอาการไข้ขึ้นของชายหนุ่ม พร้อมทั้งป้อนยาให้เขา กระทั่งถึงยามเช้าตรู่ที่แม่นมหลี่ลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร นางแวะมาดู...จึงพบว่าหญิงสาวได้ฟุบหลับที่ข้างเตียง พร้อมกับอ่างไม้ที่มีผ้าสะอาด และน้ำที่เย็นไปเรียบร้อยแล้ว
“เหยียนเหยียน ตื่นเถอะ...มาทานโจ๊กรองท้องสักหน่อย แล้วไปนอนพัก ส่วนชายผู้นี้แม่นมจะช่วยดูเขาให้เอง” หญิงสาวตื่นขึ้นด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ ก่อนจะพยักหน้าทำตามที่แม่นมหลี่สั่งอย่างว่าง่าย
สามวันผ่านไป ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ เสิ่นเล่อ เหยียนและแม่นมหลี่ผลัดกันคอยเช็ดตัวและป้อนยาให้เขาไม่ขาด แม้สีหน้าจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว
จนกระทั่งรุ่งเช้าวันที่สี่ แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามา เสียงนกร้องแ่เบาในสวนด้านนอก เสิ่นเล่อเหยียนที่กำลังบดสมุนไพร ได้ยินเสียงขยับเบาๆ จากด้านใน นางรีบหันไปมอง จึงเห็นชายหนุ่มผู้นั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“เ้าฟื้นแล้วหรือ” เสียงนุ่มนวลเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
ดวงตาสีเข้มพร่ามัวสะท้อนแสงอ่อนของยามเช้า ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย และพยายามจะพูดบางอย่าง ทว่าเสียงกลับแหบพร่า
“ที่นี่...ที่ไหน”
“ที่นี่คือเรือนของข้าเอง สี่วันก่อนเ้าถูกพบในสภาพาเ็สาหัสในูเา และเป็ข้าที่ช่วยเ้าออกมา” เสิ่นเล่อเหยียนตอบเรียบๆ พลางยื่นถ้วยน้ำให้อีกฝ่าย
“ดื่มน้ำเสียก่อน”
เขารับถ้วยน้ำมาด้วยมืออันสั่นเทา ทว่ากลับดื่มเพียงเล็กน้อยก่อนจะวางลง ดวงตาสั่นไหวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสน
“แล้ว...ข้า...ข้าเป็ใคร” หญิงสาวชะงักไปทันที ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
“เ้า...จำอะไรไม่ได้เลยหรือ” ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่รู้...จำไม่ได้ ข้าไม่รู้แม้แต่ชื่อของตนเอง” เสิ่นเล่อเหยียนมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณา แผลที่หน้าอกยังพันผ้าไว้แน่น ส่วนที่หน้าผากก็ยังมีรอยฟกช้ำจางๆ นางถอนหายใจเบาๆ
“หัวของเ้าคงได้รับการกระแทกอย่างแรง ความทรงจำจึงอาจหายไปชั่วคราว” นางเดินไปหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นที่ใบหน้าของเขา
“ตอนนี้เ้าพักผ่อนไปก่อน อย่าคิดอะไรมาก รอหายดีแล้วค่อยว่ากันอีกครั้ง ว่าจะทำอย่างไรต่อ” ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาแปลกใจ เหตุใดนางถึงได้ดีกับตนเช่นนี้
“แล้ว...ข้าควรเรียกเ้าว่าอะไร”
“เสิ่นเล่อเหยียน” นางตอบสั้นๆ ก่อนจะนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“ส่วนเ้า ที่จำชื่อไม่ได้ เช่นนั้น...ข้าจะเรียกเ้าว่า ‘ตงหยาง’ ก็แล้วกัน”
“ตงหยาง...” เขาทวนคำเบาๆ ราวกับพยายามให้ชื่อนั้นซึมเข้าสู่ความทรงจำใหม่ของตน
“ชื่อดี ข้าชอบ” เสิ่นเล่อเหยียนยิ้มบางๆ
“ถ้าชอบเช่นนั้นก็ดี เ้าจะพักอยู่ที่นี่จนกว่าอาการาเ็จะหายดี ข้าและแม่นมจะดูแลเ้าเอง”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเอนตัวลงนอนอีกครั้ง เสิ่นเล่อเหยียนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยปนเวทนา ชายหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำนี้เป็ใครกันแน่ และเหตุใดจึงถูกทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดกลางป่าเขาเช่นนั้น
แต่ในยามนี้ นางเลือกจะเก็บคำถามทั้งหมดไว้ในใจ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือการรักษาชีวิตของตงหยาง และช่วยฟื้นฟูความทรงจำของเขา
หลังจากพักฟื้นอยู่ราวหนึ่งเดือน อาการาเ็ของตงหยางก็ค่อยๆ ดีขึ้น เขาเริ่มช่วยเสิ่นเล่อเหยียนทำงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในเรือน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน และช่วยเก็บสมุนไพรบนเขา แม้จะยังจำอดีตของตนไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายภายในหมู่บ้านสกุลจาง
ตงหยางเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาดูลึกลับ แต่แฝงแววอบอุ่น เวลาเขายิ้ม มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยจนเห็นลักยิ้มข้างแก้ม ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างรู้สึกเป็มิตรโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานนัก เขาก็กลายเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตาของชาวบ้าน ทุกครั้งที่มีงานช่วยกันในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะซ่อมคันนา เก็บเกี่ยว หรือขนฟืน ตงหยางมักจะอาสาเข้าช่วยเสมอ
“เ้าตงหยางนี่ช่างขยันเสียจริง” แม่เฒ่าจวงพูดพลางหัวเราะ
“ถ้าไม่บอกว่าเขามาจากที่อื่น ข้าคงคิดว่าเป็คนในหมู่บ้านของเรามานานแล้ว”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังขึ้นอย่างเป็กันเอง ส่วนบรรดาสาวๆ ในหมู่บ้านก็เริ่มพูดถึงเขาไม่ขาดปาก บางคนแอบนำขนมมาฝาก บางคนก็หาข้ออ้างมาขอให้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เพียงเพื่อได้พูดคุยกับชายหนุ่ม
“ตงหยาง พรุ่งนี้ช่วยข้าซ่อมรั้วหน่อยได้ไหม” หญิงหม้ายท้ายหมู่บ้านเอ่ยเสียงหวาน
“พี่ตงหยาง ข้าทำขนมถั่วแดงเอาไว้ ท่านลองชิมดูสิ” บุตรสาวของนายพรานในหมู่บ้าน เอ่ยขึ้นพร้อมจิกสายตามองหญิงหม้ายผู้นั้น
แม้จะถูกเกี้ยวพาราศีอยู่ทุกวัน ทว่าชายหนุ่มกลับเพียงยิ้มบางๆ ตอบรับด้วยความสุภาพ ไม่เคยแสดงท่าทีเกินเลยกับผู้ใด ทำให้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ในสายตาของสาวๆ มากขึ้นไปอีก
