แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องกระทบกำแพงนครหลวงจินหลิงขับไล่ความมืดมิดและหมอกควันพิษที่ปกคลุมมาตลอดคืนให้จางหายไป
ประตูพระราชวังต้องห้ามเปิดอ้าออก ทว่าไม่ใช่ฝีมือขององค์ชายสาม แต่เป็กองทัพอุดรนับแสนนาย ภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่หลี่เจิ้นที่ควบม้าฝ่าเข้าไปอย่างสง่างาม ธงรูปพยัคฆ์โบกสะบัดเหนือซากปรักหักพัง
ณ ลานหน้าท้องพระโรง
องค์ชายสามในชุดเกราะทองคำที่หลุดลุ่ยยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารม้านับร้อย ดาบในมือของเขาสั่นกึกๆ
"เป็ไปไม่ได้! กองทัพะของข้าอยู่ที่ไหน! ท่านราชครูอยู่ที่ไหน!" องค์ชายสามะโอย่างคนเสียสติ "ข้าคือว่าที่ฮ่องเต้! ข้าคือผู้ถูกเลือก!"
"ราชครูของเ้า... กลายเป็ประติมากรรมน้ำแข็งอยู่ใต้ดินไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำดุดันดังขึ้น หลี่หยางในสภาพชุดเปื้อนเืและเขม่าควันเดินก้าวออกมาจากเงามืดของตำหนัก เื้ัของเขาคือเซียวหลันที่กำลังเช็ดคราบเขม่าออกจากแว่นตา
หลี่หยางโยนป้ายหยกประจำตัวราชครูที่แตกเป็สองเสี่ยงลงแทบเท้าองค์ชายสาม
"เกมจบแล้ว องค์ชาย" หลี่หยางประกาศเสียงก้อง "ยอมจำนนซะเถอะ... เพื่อรักษาเกียรติสุดท้ายของเชื้อพระวงศ์"
องค์ชายสามมองป้ายหยกที่แตกละเอียด ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ดาบหลุดจากมือ ความฝันมักใหญ่ใฝ่สูงพังทลายลงในพริบตา
"จับกุมตัวองค์ชายสามและพรรคพวกทั้งหมดไปขังคุกหลวงรอรับการไต่สวน!" แม่ทัพหลี่เจิ้นออกคำสั่งเด็ดขาด
เจ็ดวันต่อมา...
วิกฤตการณ์น้ำดื่มปนเปื้อนพิษกู่ถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เซียวหลันร่วมมือกับไป๋อวิ๋นและหอเมฆาระดมสมุนไพรทั้งหมดในเมืองหลวงมาต้มในหม้อขนาดั์ใจกลางจัตุรัสเมือง นางใช้สูตรยาถ่านกัมมันต์ผสมชะเอมเทศขับพิษออกจากร่างกายชาวเมืองนับหมื่นคน
ผู้คนที่เคยคลุ้มคลั่งค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา แม้จะอ่อนเพลียและมึนงงเหมือนคนเมาค้างอย่างหนัก แต่ก็ไม่มีใครต้องกลายเป็ุ์หรือเสียชีวิตเพิ่ม
"หมอเทวดาเซียว!"
"พระโพธิสัตว์มาโปรด!"
เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังกระหึ่มไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ชื่อของหอโอสถเซียวและหมอปีศาจเซียวหลันกลายเป็ตำนานที่ชาวเมืองหลวงกราบไหว้
ท้องพระโรง ตำหนักหยางซิน
ฮ่องเต้ซึ่งบัดนี้พระพักตร์มีเืฝาดและกลับมาแข็งแรงขึ้นมากประทับอยู่บนบัลลังก์ั เบื้องล่างคือเหล่าขุนนางที่เหลือรอดและบุคคลสำคัญที่กอบกู้แผ่นดินเอาไว้
"แม่ทัพหลี่เจิ้น... ความจงรักภักดีของตระกูลหลี่เป็ที่ประจักษ์ต่อฟ้าดิน ข้าขอคืนตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และพระราชทานป้ายทองเว้นตายให้แก่ตระกูลหลี่" ฮ่องเต้ประกาศ
"เป็พระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ!" หลี่เจิ้นโขกศีรษะ
ฮ่องเต้หันมามองหลี่หยางและเซียวหลัน
"หลี่หยาง... เ้ามีฝีมือล้ำเลิศ ข้าอยากแต่งตั้งเ้าเป็ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร คอยอารักขาข้าและสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาเ้า... เ้าจะว่าอย่างไร?"
หลี่หยางประสานมือคารวะ แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบ
"ฝ่าา... ข้าน้อยคุ้นชินกับการจับดาบเพื่อปกป้องคนเพียงคนเดียวมากกว่าการคุมกองทัพพะยะค่ะ ข้าน้อยขอสละสิทธิ์รับตำแหน่ง"
คำปฏิเสธนั้นทำให้ขุนนางทั้งท้องพระโรงฮือฮา แต่หลี่หยางกลับหันไปมองเซียวหลันด้วยสายตาที่ชัดเจนว่าคนเพียงคนเดียวนั้นหมายถึงใคร
ฮ่องเต้แย้มพระสรวลอย่างรู้ทัน ก่อนจะหันมาหาเซียวหลัน
"ส่วนเ้า... หมอหญิงเซียวหลัน เ้าช่วยชีวิตข้าและคนทั้งเมืองหลวง ข้าจะแต่งตั้งเ้าเป็หัวหน้าสำนักหมอหลวงมอบคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง และทองคำหมื่นชั่งให้เ้า... อยู่ที่นี่เพื่อเป็เสาหลักทางการแพทย์ให้แก่ราชสำนักเถอะ"
บรรดาหมอหลวงเฒ่าต่างพากันก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะอิจฉา เพราะฝีมือของนางเป็ที่ประจักษ์แล้ว
เซียวหลันคุกเข่าลง น้อมรับความเมตตา แต่นางกลับสูดลมหายใจลึก แล้วเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส
"หม่อมฉันขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าาเพคะ แต่หม่อมฉันขอปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าหมอหลวงเพคะ"
"หืม? ทำไมเล่า? หรือรางวัลยังไม่มากพอ?" ฮ่องเต้เลิกพระขนง
"มิใช่เพคะ..." เซียวหลันยิ้มบางๆ "แต่หม่อมฉันเป็เพียงหมอชาวบ้าน คุ้นชินกับกลิ่นโคลนสาบควายและเตาต้มยา มากกว่ากลิ่นกำยานในวังหลวง ความฝันของหม่อมฉันไม่ใช่การรักษาเพียงคนกลุ่มเดียว แต่คือการนำความรู้วิทยาการแพทย์ไปเผยแพร่ให้คนทั่วทั้งแผ่นดินได้เข้าถึงต่างหากเพคะ"
นางสบตาฮ่องเต้ด้วยความมุ่งมั่น "หม่อมฉันตั้งใจจะเดินทางไปทั่วแผ่นดิน เพื่อเปิดหอโอสถเซียวในทุกเมือง สอนชาวบ้านให้รู้จักสุขอนามัย และรักษาผู้คนที่ยากไร้ นั่นคือหนทางที่หม่อมฉันเลือกเพคะ"
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าอย่างชื่นชม
"นกอินทรีไม่อาจขังไว้ในกรงนกกระจอกสินะ... เอาเถอะ ข้าตามใจเ้า"
ฮ่องเต้หยิบป้ายทองคำสลักลวดลายัขึ้นมาแล้วให้ขันทีนำไปมอบแก่นาง
"ข้าขอมอบป้ายนี้ให้เ้า ไม่ว่าเ้าจะไปที่ใดในแผ่นดินนี้ เ้าจะได้รับความคุ้มครองเทียบเท่าราชทูตของข้า และจำไว้ประตูวังหลวงเปิดต้อนรับเ้าเสมอ"
สามวันต่อมา ณ ประตูเมืองทิศตะวันออก
ขบวนรถม้าธรรมดาๆ คันหนึ่งจอดเตรียมพร้อมออกเดินทาง
ไป๋อวิ๋นยืนโบกพัดจีบอยู่ข้างรถม้าอย่างยิ้มแย้ม "ตกลงเ้าจะไปจริงๆ รึ? หอโอสถเซียวสาขาเมืองหลวงกำลังทำกำไรเป็กอบเป็กำเลยนะ ข้ายังอยากทำธุรกิจกับเ้าต่อ"
"ข้ายกสาขาเมืองหลวงให้ท่านกับอาหลงดูแลก็แล้วกัน ส่งส่วนแบ่งกำไรไปให้ข้าตามที่ตกลงกันไว้ก็พอ" เซียวหลันจัดแจงสัมภาระ "โลกนี้ยังกว้างใหญ่ มีโรคระบาดและสมุนไพรแปลกๆ อีกมากที่ข้าอยากศึกษา"
หลี่เจิ้นเดินเข้ามาตบไหล่บุตรชาย "ดูแลนางให้ดีนะหยางเอ๋อ... และดูแลตัวเองด้วย ว่างๆ ก็พาว่าที่ลูกสะใภ้กลับมาเยี่ยมพ่อบ้างล่ะ"
คำว่าลูกสะใภ้ทำเอาเซียวหลันหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู ส่วนหลี่หยางเพียงแค่ยิ้มมุมปากและพยักหน้ารับ
"ไปกันเถอะ" หลี่หยางช่วยประคองเซียวหลันขึ้นรถม้าก่อนที่เขาจะะโขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ โดยมีเสี่ยวชุนนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ด้านใน
"เราจะไปไหนกันดี คุณหนู?" เสี่ยวชุนถามเสียงใส
เซียวหลันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าเห็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
"ลงใต้..." เซียวหลันตอบแววตาเป็ประกาย “ข้าได้ยินมาว่าทางใต้มีชนเผ่าลึกลับที่เก่งกาจเื่พิษแปลกประหลาดและสมุนไพรหายาก น่าสนุกดีออก"
หลี่หยางสะบัดบังเหียน รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เขาเอนหลังพิงกรอบประตูรถ หันไปมองเซียวหลันที่กำลังจดบันทึกตำรายาเล่มใหม่อย่างตั้งใจ
"สัญญา 3 เดือนที่เ้าเคยจ้างข้าเป็คนคุ้มครอง มันหมดอายุไปแล้วนะ" หลี่หยางเอ่ยขึ้นลอยๆ
เซียวหลันชะงักพู่กัน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาซุกซน "อ้าวหรือ? แล้วนี่เ้ายังตามข้ามาทำไมอีกล่ะ?"
หลี่หยางยิ้ม...
รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยมี เขาเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของนางที่เปื้อนหมึกไว้หลวมๆ
"เพราะข้าขอต่อสัญญา... ตลอดชีวิต"
เซียวหลันหน้าแดงก่ำ นางไม่ได้ดึงมือกลับแต่กลับประสานนิ้วเข้ากับมือกร้านศึกของเขาอย่างแแ่
"ค่าตัวแพงนะ... จ่ายไหวหรือ?"
"ข้ายอมยกให้ทั้งหัวใจเลย"
