บทที่ 77 เคล็ดวิชาที่ลึกลับและทรงพลัง
หากเป็หญ้าวิเศษของจริง เพียงสังเกตดูดีๆ ย่อมมองเห็นละอองแสงอ่อนๆ ระยิบระยับอยู่บนต้นหญ้าวิเศษสองสามต้นนี้
เกิดอะไรขึ้น? เพียงนำวัชพืชธรรมดาสองสามต้นมา ใช้พลังภายในเข้าช่วยและหยดของเหลวลงไป ก็เปลี่ยนเป็หญ้าวิเศษได้จริงหรือ?นี่มันเคล็ดวิชาลับอะไรกัน? เช่นนี้ไม่ใช่ว่าฝืนชะตา์หรอกหรือ!
สิ่งใดคือหญ้าวิเศษกัน? พืชที่มีพลังปราณอยู่ล้วนเป็หญ้าวิเศษ แน่นอนว่าไม่ใช่พืชที่เติบโตในสถานที่ที่มีพลังลมปราณแวดล้อมนั้นจะนับรวมเป็หญ้าวิเศษทั้งหมด ถึงสถานที่ลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ในโลกใบนี้จะมีอยู่ไม่มากนัก ทว่าก็มีอยู่ไม่น้อยแน่นอน หากเป็เช่นนั้นคงมีหญ้าวิเศษเต็มไปทั่วแล้ว?
หญ้าวิเศษเติบโตในสภาพแวดล้อมในโลกและ์ที่มีพลังปราณสูง จะสามารถเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีพลังปราณเพียงพอ!
นายน้อยของตระกูลลู่สามารถเพาะเลี้ยงพืชไม้ดอกระย้าธรรมดาๆ สองสามชนิดให้กลายเป็หญ้าวิเศษ ที่แฝงไปด้วยพลังปราณที่แท้จริงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ แม้ว่าวิธีการนี้จะไม่ถึงกับเรียกได้ว่า เป็วิธีการที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ยังน่าเหลือเชื่ออยู่ดี หากขยายออกไปจนทำให้เมล็ดพันธุ์ของพืชเป็หญ้าวิเศษที่แท้จริงได้ เช่นนั้นหญ้าวิเศษนี้จะกลายเป็อย่างไรกันนะ? หญ้าเซียน? หรือว่าหญ้าวิเศษกลายพันธุ์? สรุปก็คือเคล็ดวิชาลับนี้คงเป็ที่หวงแหนกันไม่น้อย ไม่เพียงแต่ในเทียนตูเท่านั้น แต่คงทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเป็แน่
“นึกไม่ถึงว่านายน้อยลู่จะเก่งเช่นนี้ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ มนุษย์ทั่วไปคงคิดว่า ผู้ที่บำเพ็ญเพียรสามารถควบคุมลมและฝนได้เพียงโบกมือ ความจริงแล้ว น้อยคนนักที่สามารถทำได้ถึงจุดนี้ ในทางตรงกันข้าม ฝีมือที่เปลี่ยนหินให้กลายเป็ทองคำนี้ของนายน้อยลู่ต่างหากที่คู่ควรแก่การยกย่อง!” สวี่จิ้งหัวหน้าผู้บังคับใช้กฎของตำหนักมหาเทพกล่าวด้วยความชื่นชม
แม้ว่าเขาจะมาที่นี่เพื่อให้การสนับสนุนเขาหนิงชุยเฟิงในครั้งนี้ แต่เขาทำเพียงสนับสนุนเพื่อให้แน่ใจว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะไม่เสียเปรียบเท่านั้น สำหรับผลประโยชน์ส่วนอื่น พวกเขาก็ต้องไขว่คว้ามากันเอง ไม่เช่นนั้นตำหนักมหาเทพไม่มีทางมาสนับสนุนเขาหนิงชุยเฟิงและมาเป็เครื่องมือในการโจมตีผู้อื่นแน่นอน ในที่เกิดเหตุ ตำหนักมหาเทพสามารถเอนเอียงไปทางเขาหนิงชุยเฟิงได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาหนิงชุยเฟิงเองด้วย
เช่นนั้นหัวหน้าผู้บังคับใช้กฎของตำหนักมหาเทพจึงไม่ถือตัว แสดงความคิดเห็นและกล่าวชื่นชมนายน้อยของตระกูลลู่ได้
แม้แต่ทางเมิ่งเสินทง และจงไท่เหยียนต่างฟังแล้ว ก็อดพยักหน้าไม่ได้เช่นกัน ดีมันก็ดี สำหรับยอดฝีมือที่บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปีเช่นพวกเขาแล้ว หากมันไม่เกี่ยวข้องไปถึงผลประโยชน์หลักของตนเอง ก็ไม่จำเป็ต้องมาทำอะไรที่ตรงข้ามกับความคิด และสิ่งที่อยู่ในใจ
เซินหยวนชิงเองก็รู้ว่าเคล็ดวิชาลับที่นายน้อยของตระกูลลู่คิดขึ้นมานั้น ทางเขาหนิงชุยเฟิงไม่มีอยู่จริง ไม่เพียงไม่มีเท่านั้น แต่ยังไม่มีเคล็ดวิชาลับใดสามารถเอามาเปรียบเทียบได้อีกด้วย สิ่งนี้มันทำให้เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง ดังนั้นจึงตัดสินใจเงียบเสียงลงทันที เขาทำเพียงเม้มปากแน่นด้วยท่าทีไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
แต่เขากลับมีความคิดเล็กๆ อื่นผุดขึ้นมาในใจ แม้ว่าหญ้าวิเศษนี้จะแปลก แต่มันก็ยังคงเป็พืชไม้ดอกระย้าธรรมดาอยู่ สิ่งที่เพิ่มมามีเพียงพลังวิเศษเร้นอยู่ด้วยเท่านั้น แต่ถึงจะเป็เช่นนี้แล้วอย่างไรเล่า? หากนำมาใช้เป็ยาปรุงโอสถไม่ได้ ก็เพียงวางไว้อยู่ตรงนั้น ตอนนี้มันยังเป็ที่พูดถึงอยู่ รออีกสักพัก หากนายน้อยตระกูลลู่แสดงเคล็ดวิชาลับอื่นเสร็จแล้ว เขาจึงค่อยพูดถึง ดูสิพวกเขาจะว่าอย่างไร เคล็ดวิชาลับที่มีความมหัศจรรย์แต่ใช้ไม่ได้จริง ต่อให้มันจะล้ำค่าเพียงใดก็เปล่าประโยชน์
ผู้เฒ่าหลายคนของตระกูลลู่ดีใจกันไม่น้อย โดยเฉพาะผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลลู่ ลู่หงชาง ที่เวลานี้ไม่ได้คิดถึงเซินหยวนชิงที่หน้าบอกบุญไม่รับตรงหน้า แต่กลับคิดว่านายน้อยเป็ผู้ที่มีความรู้แตกฉาน มีความสามารถ แต่ไม่แสดงออก เก่งจริงๆ หากไม่ใช่เพราะเขาหนิงชุยเฟิงมาหาถึงที่ คงยังไม่รู้ว่าเมื่อไรนายน้อยจะยอมเปิดเผยเคล็ดวิชาลับนี้ ดูเหมือนว่านายน้อยเองก็เป็สมบัติล้ำค่าของตระกูล ดังนั้นในภายภาคหน้าต้องหาทางขุดค้นออกมาให้ได้ จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กองเป็ฝุ่นอยู่แต่กับนายน้อยไม่ได้!
เวลานี้เองที่ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ ลู่หงิ รีบกวักมือเรียกองครักษ์ประจำตระกูลมาสั่งกำชับว่า “ไป รีบไปเอาหญ้าวิเศษสองสามต้นที่นายน้อยเพิ่งปลูกออกมาไปไว้ที่ห้องเพาะเลี้ยง และดูแลมันให้ดี แม้ว่าหญ้านี้จะดูธรรมดา แต่มันก็มีเพียงหนึ่งเดียว บางทีอาจมีคุณสมบัติที่ทำให้อกสั่นขวัญแขวนก็เป็ได้!”
องครักษ์นายนั้นตอบรับคำสั่งทันที นายน้อยแสดงความสามารถต่อหน้าผู้คน มันทำให้พวกเขาซึ่งเป็องครักษ์ของตระกูลรู้สึกเป็เกียรติไปด้วยเช่นกัน
แต่ก่อนที่องครักษ์จะเดินเข้าไป กลับได้ยินลู่อวี่พูดขึ้นพร้อมกับโบกมือไปมา “ไม่ต้องแล้ว เคล็ดวิชาลับต่อไปของข้าจะต้องใช้หญ้าวิเศษเหล่านี้ เดี๋ยวใครจะว่าเอาได้ว่าหญ้าวิเศษนี้ของข้ามีชื่อเสียงไม่สมชื่อ!”
ทันทีที่พูดคำนี้ออกมา เซินหยวนชิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็ใทันที เขาแอบพูดกับตัวเองเงียบๆ หรือว่านายน้อยตระกูลลู่ยังสามารถใช้หญ้าวิเศษนี้ปรุงโอสถได้อีก?
ถึงแม้ทุกคนในนั้นจะประหลาดใจไม่น้อย แต่กลับทำได้เพียงเก็บไว้ในใจเท่านั้น ต่างพากันคอยเฝ้าดูว่าลู่อวี่จะทำอย่างไรต่อไป
หลังจากโบกมือสั่งให้องครักษ์ประจำตระกูลผู้นั้นออกไปแล้ว ลู่อวี่ก็สะบัดมือแล้วหยิบเอาหญ้าวิเศษสีเขียวอ่อนๆ ต้นหนึ่งออกมา โดยไม่รอให้ทุกคนถามก็ชิงพูดออกมาก่อน “เคล็ดวิชาลับต่อจากนี้คือวิธีการสกัด เวลาที่คนปรุงโอสถส่วนใหญ่ปรุงโอสถมักจะแยกคุณสมบัติทางยาเฉพาะในยาวิเศษออกมา แต่น้อยคนนักที่จะสามารถแยกพวกมันได้อย่างหมดจดและไม่มีสิ่งเจือปน ซึ่งวิธีการสกัดนี้ของข้าถึงแม้ไม่เหมือนใคร แต่ผลลัพธ์ที่ได้ระหว่างการสกัดก็ยอดเยี่ยมนัก!”
เซินหยวนชิงถูกคำพูดของลู่อวี่ตัดความปรารถนาที่มี จึงรู้สึกไม่พอใจ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ก็เอ่ยปากถามทันที “เคล็ดวิชาลับของนายน้อยลู่เมื่อครู่นี้ไม่ต้องพูดถึงทุกท่านก็ย่อมรู้แน่นอน ช่างน่าใจริงๆ แต่หญ้าธรรมดาก็คือหญ้าธรรมดา ภายในนั้นจะมีคุณสมบัติยาของยาวิเศษได้อย่างไร ไม่รู้ว่านายน้อยลู่จะสกัดอะไรออกมาตอนนี้ แล้วยังจะสามารถสกัดอะไรออกมาได้อีกหรือ?”
ลู่อวี่ไม่แม้แต่จะมองเซินหยวนชิงด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้พูดเช่นนี้ คนอื่นจะต้องเกิดข้อสงสัยแน่นอน ดังนั้นจึงไม่คิดปิดบัง และพูดอย่างใจเย็น “ทุกสิ่งเกิดมาล้วนมีประโยชน์ในตัวเองทั้งสิ้น ั้แ่สมบัติหายาก ลงมาถึงหญ้า ต้นไม้ ใบไผ่ และหิน ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็ชะตาฟ้าลิขิต ที่ว่าพวกมันไม่มีประโยชน์ เช่นนั้นเป็เพราะว่าเรายังไม่ค้นพบเท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีประโยชน์จริงๆ อีกอย่างสรรพคุณของมันก็ไม่ด้อยไปกว่าหญ้าวิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ! แม้ว่าสหายนักพรตเซิน จะประสบความสำเร็จอยู่บ้างในเส้นทางการปรุงโอสถ แต่ก็ได้รับถ่ายทอดและสืบทอดต่อมาในเวลาอันสั้น ดังนั้นหากไม่รู้ ก็พอให้อภัยได้!”
หลังจากที่ถูกลู่อวี่เยาะเย้ยไป เซินหยวนชิงเองก็ไม่สามารถซ่อนความบึ้งตึงของสีหน้าได้เลย ทว่าเขาก็ไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้ เพราะเคล็ดลับวิชาที่ลู่อวี่แสดงให้ดู มันไม่ใช่ของเขา ทุกคนก็ไม่เคยได้ยินหรือเคยเห็นมาก่อน หากยังคงฝืนโต้แย้งต่อไป ตัวเขาเองนั้นอาจโดนเอาคืนได้ ดังนั้นจึงเลือกเงียบเสียงอีกครั้ง แต่ในใจนั้นกลับเกลียดนายน้อยตระกูลลู่เข้ากระดูกดำไปเสียแล้ว
ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่านายน้อยของตระกูลลู่ดูมั่นใจเหมือนเตรียมพร้อมมาอย่างดี ดูเหมือนเขาหนิงชุยเฟิงจะกลัวว่าจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ในครั้งนี้เป็แน่ แม้ว่าตระกูลเมิ่งจะขัดแย้งกับตระกูลลู่อยู่แล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเวลานี้ หากปล่อยตระกูลลู่ก้าวหน้าต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานความแข็งแกร่งของตระกูลลู่ก็จะเหนือกว่าตระกูลเมิ่ง นี่ก็เป็ผลลัพธ์ที่เขาไม่อยากจะเห็นเป็ที่สุด
ทว่าลู่อวี่กลับไม่สนใจว่าคนพวกนี้ว่าจะคิดอะไรอยู่ หลังจากหยิบหญ้าวิเศษพวกนั้นมาแล้วก็วางลงในฝ่ามือ จากนั้นก็ประสานมือทั้งสอง แสงิญญาที่เบาบางไม่น้อยนั้นหายไปทันที เมื่อแยกฝ่ามือออกจากกันอีกครั้ง หญ้าวิเศษที่อ่อนแอต้นนั้นก็กลายเป็ผงสีเขียวใสซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกลู่อวี่บดจนกลายเป็ผงไปแล้ว
สิ่งนี้ยังไม่จบ ลู่อวี่ก็หยิบถ้วยอีกใบและขวดหยกอีกขวดออกมา เขานำของเหลวใสในขวดหยกหยดลงไปสามหยด จากนั้นก็เทน้ำใสสะอาดลงไปในนั้น ท้ายสุดก็นำผงสีเขียวมรกตในมืออีกข้างกรอกลงในถ้วยอย่างระมัดระวัง
ไม่นานเกินรอ หลังจากนั้นก็หยิบหญ้าวิเศษต้นหนึ่งมาจัดการด้วยวิธีเดียวกันแล้วเทลงในถ้วย จนกว่าจะทำเสร็จทั้งหมดแล้วถึงจะหยุด
ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ลู่หงิดูงุนงงไม่เข้าใจ ตอนที่นายน้อยเพิ่งเริ่มจับนั้น สิ่งที่จับมาไม่ใช่พืชชนิดเดียวกัน แต่ในเวลานี้ไม่ว่าสายพันธุ์ใด ก็บดขยี้แล้วเอามารวมด้วยกันหมด เช่นนี้ก็แยกแยะคุณสมบัติยาในนั้นยากกว่านะสิ เพราะแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน คุณสมบัติของยาในนั้นก็ต่างกันนัก
ข้อนี้ไม่เพียงแต่ลู่หงิเท่านั้นที่สังเกตเห็น แม้แต่คนที่ไม่ใช่คนปรุงโอสถก็มองออกเช่นกัน แต่กลับทนไว้ไม่ยอมถาม
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว ลู่อวี่ก็หยิบถ้วยขึ้นมา หยิบแท่งแก้วเรียวเล็กแล้วคนของเหลวในถ้วยให้เท่าๆ กัน ท้ายที่สุดก็ประสานท่าดรรชนี เรียกเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ออกมา และวางไว้ด้านล่างถ้วยเพื่อเพิ่มความร้อน
ทำมาจนถึงตอนนี้แล้วยังไม่มีอะไรที่แปลกเกี่ยวกับเคล็ดวิชาลับนี้ แม้แต่คนที่ให้ความสนใจก็คิดว่าพวกเขาเองก็สามารถเชี่ยวชาญได้เช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายของนายน้อยตระกูลลู่คืออะไรกันแน่
ในเวลานี้ อุณหภูมิของของเหลวในถ้วยนั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ของเหลวสีเขียวมรกตจากเดิมก็ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพียงไม่กี่ลมหายใจ ของเหลวภายในก็แยกออกเป็หลากหลายสี อีกทั้งยังแบ่งออกเป็ชั้นบนและชั้นล่าง แยกเป็ชั้นๆ กำหนดไว้อย่างชัดเจน
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้แล้วลู่อวี่ถึงได้เอ่ยปากพูดอีกครั้ง “เมื่อหญ้าธรรมดากลายเป็หญ้าวิเศษ สรรพคุณของยาที่อยู่ในนั้น ก็จะมีความแตกต่างเช่นเดียวกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่หญ้าวิเศษที่เกิดเองตามธรรมชาติมีอยู่กันน้อยมาก นั่นคือความชอบธรรมและความสงบสุขแบบหนึ่ง เดิมทีของสิ่งนี้มันไม่มีประโยชน์มากนัก แต่ยาอายุวัฒนะจำนวนมากต้องใช้ตัวยาบางอย่างที่มีธาตุข่มกันในการปรุงยา แต่การรวมยาที่มีฤทธิ์สองชนิดมาข่มกัน นั้นก็เป็ปัญหาที่ยากจะแก้ ในพืชไม้ดอกระย้าหลายชนิดบนโลกนี้ต่างก็มีฤทธิ์ของยานี้ แต่เนื่องจากมันเป็เพียงของธรรมดา ไม่มีสรรพคุณวิเศษ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับการนำมาใช้งาน มีเพียงหลังการเปลี่ยนแปลงจนเปลี่ยนเป็หญ้าวิเศษแล้วเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ดังนั้นสิ่งของที่สกัดออกมานี้จึงสามารถใช้เป็ส่วนผสมของยาหลักที่ปรุงตามตำราได้!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ทุกคนก็เข้าใจกันหมด แม้ว่าวิธีสกัดนี้จะง่าย ถึงขั้นว่าเพียงศึกษาก็ล่วงรู้ แต่หากไม่เข้าใจเคล็ดวิชาลับแรกของสิ่งที่สกัดออกมา ก็นับว่าไร้ประโยชน์
รอจนกระทั่งลู่อวี่ดับเปลวไฟ หลังจากนำของเหลวในถ้วยที่มีสีต่างกันแยกออกมา เคล็ดวิชาลับในการสกัดชนิดนี้ก็เสร็จสมบูรณ์ สำหรับผู้ฝึกฝนแล้ว เื่เช่นนี้มันเป็เื่ง่ายอยู่แล้วที่จะคัดแยกเอาของเหลวหลายๆ ชั้นออกจากกัน มันไม่มีอะไรแปลก ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้สนใจกันมากนัก
เวลานี้เซินหยวนชิงก็ได้รู้แล้วว่า เป้าหมายที่มาตระกูลลู่ในครั้งนี้ไม่มีทางที่จะเป็ไปได้แล้ว ถึงแม้เคล็ดวิชาลับที่ลู่อวี่แสดงให้ดูครั้งที่สอง ไม่ได้มีอะไรน่าอัศจรรย์ใจ แต่เมื่อนำเคล็ดวิชาลับทั้งสองมาปะติดปะต่อกัน ประสิทธิภาพที่ได้ก็จะยอดเยี่ยมนัก ดูสูงส่งและมีระดับกว่าเคล็ดวิชาเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นของเขาหนิงชุยเฟิงไม่รู้กี่เท่า ถึงแม้ยังมีอีกเคล็ดวิชาลับหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดเผยให้ดู แต่หากมองอีกมุม คิดว่าเคล็ดวิชาลับที่สามก็คงไม่ด้อยไปกว่าเขาหนิงชุยเฟิงเช่นกัน
ดูเหมือนตระกูลลู่จะเตรียมตัวมาก่อนแล้ว ไม่รู้เช่นกันว่าพวกเขาได้เคล็ดวิชาลับอะไรกันมา แต่ต่อให้ตระกูลลู่เตรียมตัวมาก่อน แล้วอย่างไรเล่า เดี๋ยวรอกลับไปก่อน เขาจะเสนอให้ท่านอาจารย์เปิดเผยเคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นพวกนั้นแก่กองกำลังอำนาจต่างๆ ถึงเวลาทุกคนก็จะรู้เคล็ดวิชานี้ ตระกูลลู่ของเ้าก็อย่าได้คิดจะหาผลประโยชน์เข้าตัวเองเพียงฝ่ายเดียว!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโมโหเดือดดาลในใจของเซินหยวนชิงก็สงบลง ถึงแม้เขายังคงไม่เชื่อว่า เคล็ดวิชาลับการเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นของตระกูลลู่ จะได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากที่อื่น แต่ในเมื่อไม่มีทางพิสูจน์ได้ เช่นนั้นก็สร้างความปั่นป่วนได้เพียงเท่านี้
