หลิ่วเหอนั่งลงบนเก้าอี้ ขมวดคิ้วมองชุดชงชาบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย
ผ่านมาห้าปี คล้ายเขาคุ้นชินมานาน ดื่มชาที่อีกฝ่ายชงให้กับมือ ฟังอีกฝ่ายเล่าเื่สนุกสนานทั้งในจวนและนอกจวนเพื่อคลายเหงา คุ้นเคยกับการมีอีกฝ่ายยืนอยู่ข้างกายเงียบๆ ขับไล่ค่ำคืนอันอ้างว้างให้กับเขามาเสมอ
การอยู่เคียงข้างของอันหยางราวกับเสื้อผ้าที่พอเหมาะชุดหนึ่งกับชาทิพย์หอมพิสุทธิ์กาหนึ่ง ทำให้เขาเสพติดมาเนิ่นนาน ตัดใจและลืมเลือนไม่ลง
“นายท่าน!” หวังอันหยางผลักประตูเปิดก่อนเดินเข้ามา
หลิ่วเหอเงยหน้าขึ้น เห็นหวังอันหยางบุกเข้ามาจึงหรี่ตา “เ้าไม่ควรมา!”
“ทำไมข้าถึงมาพบหน้าท่านไม่ได้ขอรับ? ข้าทำผิดอันใดหรือ? ทำไมข้าไม่อาจรั้งอยู่ข้างกายท่าน รับใช้ท่านได้อีก? ทำไมท่านถึงไม่พบอยากหน้าข้าขอรับ?” หวังอันหยางตั้งคำถามประโยคแล้วประโยคเล่า ขอบตาพลันแดงขึ้น วิ่งมาตรงหน้าหลิ่วเหออย่างะเืใจ
“หากมองไม่เห็นข้า เ้าคงไม่ไร้สติ ส่วนข้า ข้าเพียงหวังว่าเ้าจะใจเย็น หันกลับไปมองปัญหาของตนเอง หวังว่าเ้าจะมีชีวิตที่ดีกว่า!”
หลิ่วเหอมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง นาทีนี้ถึงรับรู้ว่าตนใส่ใจอีกฝ่ายเป็อย่างมาก หวังให้พลังของเขายกระดับ หวังให้ร่ำเรียนวาดยันต์เป็ กระทั่งหวังให้เขามีชีวิตทีดีขึ้น แม้ไม่ได้มาก็ตาม!
“ข้าไม่ได้ไร้สติขอรับ ทุกประโยคที่ข้าเอ่ยกับท่านล้วนจริงจัง ข้าชอบท่าน ชอบท่านมาห้าปีแล้วขอรับ” หวังอันหยางมองคนที่ตนชอบ สารภาพรักตรงๆ อย่างใจกล้า
“อันหยาง!” หลิ่วเหอที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ขมวดคิ้ว เรียกอย่างจนปัญญา
“นายท่าน ตอนนี้ข้าใจเย็นยิ่งนัก ข้าใจเย็นเป็อย่างยิ่ง ข้ารู้ว่าตัวข้ากำลังพูดอะไรอยู่ และข้าก็รู้ว่าตัวข้าเองกำลังทำสิ่งใด! ข้าชอบท่าน ข้าแค่ชอบท่าน ต่อให้ท่านหลบข้า ไม่พบหน้าข้า ข้าก็ยังชอบท่าน ข้า ข้า...”
เห็นหลิ่วเหอลุกขึ้นอย่างดุร้าย จมูกแทบแนบชิดหน้าผากตน เสียงของหวังอันหยางพลันขาดหายไป
“ข้าบอกแล้ว เ้าไม่ควรมา!” หลิ่วเหอตอบพลางสะบัดมือทีหนึ่ง ประตูห้องถูกปิด ยันต์แผ่นหนึ่งแปะอยู่บนนั้น
“นายท่าน?” หวังอันหยางหันหน้าไปมองบานประตูที่ปิดลงอย่างใ ไม่เข้าใจว่าหลิ่วเหอแปะยันต์วิเศษไปทำไมกัน
หลิ่วเหอยื่นมือออกมาบีบคางอีกฝ่าย หันใบหน้าของหวังอันหยางมาหาตน
“นาย นายท่าน!” หวังอันหยางมองใบหน้าใกล้เพียงเอื้อมมือของบุรุษ เขาเรียกเสียงเบา
หลิ่วเหอก้มศีรษะ แตะริมฝีปากของตนลงบนกลีบปากนุ่มนิ่มอย่างแ่เบา
“ท่าน ท่าน...” หวังอันหยางตะลึง เบิกสองตาโต มองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
“ตอนนี้เพิ่งรู้จักกลัวหรือ? หนูน้อย?”
“ข้า ข้า...” หวังอันหยางเผชิญหน้ากับสายตาอ่อนโยนดั่งสายน้ำของหลิ่วเหอถึงกับใไม่หาย
“ข้าแปะยันต์เขตแดนไว้บนประตู เ้าไม่มีทางออกไปได้!”
“อ๋า?” หวังอันหยางได้ยินคำนี้ ใบหน้างุนงงขึ้นมาทันที
“อันหยาง เ้าเห็นแล้วนะ ข้าหาได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เ้าคิด ข้า ข้าก็เป็บุรุษธรรมดา มีเจ็ดอารมณ์หกตัณหาคนหนึ่ง ตอนนี้ เ้ายังกล้าพูดว่าชอบข้าอยู่อีกไหม?” หลิ่วเหอมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ถามทีละคำอย่างจริงจัง
“ทำไม ทำไมจะไม่กล้าเล่า ก็ข้าชอบท่าน!” หวังอันหยางปลุกความกล้า ประจันหน้ากับสายตาของหลิ่วเหออย่างกล้าหาญ เอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างไม่กลัวตาย
สิ้นเสียงของหวังอันหยาง หลิ่วเหอขยับชิดใบหน้าอย่างรวดเร็ว จูบริมฝีปากน้อยอย่างรุนแรง
“อื้อๆ...” หวังอันหยางนิ่งอึ้ง เบิกตาโตอีกครั้ง เขาตะลึงงันอยู่กับที่
“หายใจ หลับตา!” หลิ่วเหอผละออกมาเล็กน้อย ก่อนมองคนตะลึงไม่หายแล้วบอกอย่างอ่อนใจ
“อือ...” หวังอันหยางได้ยินคำพูดของเขาก็อึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นใบหน้าแดงถึงหลับตาลง
หลิ่วเหอมองคนที่หลับตาลงอย่างว่าง่าย ก้มศีรษะจุมพิตริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างแ่เบาอีกครั้ง ช้อนตัวอุ้มร่างนั้นขึ้นมา ก้าวเดินเข้าไปห้องด้านใน
เมื่อหวังอันหยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตนอยู่บนเตียงของบุรุษเสียแล้ว
“ท่าน ท่าน...” หวังอันหยางลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววความสับสน มองหลิ่วเหออย่างแปลกใจ
“หากข้าทำเื่บนเตียงกับเ้า เ้ายินยอมไหม?” หลิ่วเหอใช้นิ้วหัวแม่มือไล้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหวังอันหยางเบาๆ พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ ติดจะแหบพร่าอยู่สักหน่อย
“ข้า...” หวังอันหยางกะพริบตา ยังตะลึงอยู่ เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามออกมาตรงๆ เช่นนี้
“ตอนนี้รู้จักกลัวแล้วหรือ? รู้แล้วสิว่าบางคำไม่ควรพูดส่งเดช?” หลิ่วเหอมองคนที่อยู่บนเตียงตาไม่กะพริบ เสียงของเขาแ่เบา ช่างมีเสน่ห์ ดูมีอำนาจเหนือบุรุษอื่น
ได้ยินสุ้มเสียงอันไพเราะ อ่อนโยน เปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดปานนี้ หวังอันหยางพลันรู้สึกว่าโลกทั้งใบราวกับความฝัน เพราะเขาไม่เคยกล้าคิดว่าจะมีวันหนึ่ง บุรุษที่เขาชอบจะใช้น้ำเสียง ท่าทางอ่อนโยนอย่างคลุมเครือมานั่งอยู่ข้างเตียงและพูดคุยกับเขาเช่นนี้
“นึกเสียใจขึ้นมาแล้วใช่ไหม?” หลิ่วเหอใช้ปลายนิ้ววาดผ่านริมฝีปากแดงระเรื่อที่ถูกตนจูบแล้วเอ่ยถาม
“ไม่ ข้าไม่ ไม่เสียใจ และข้าก็ไม่กลัวด้วย ข้า ข้าเพียงไม่เคยรู้ ไม่เคยรู้ว่าท่าน ท่านก็ชอบข้าเหมือนกัน อย่างน้อย อย่างน้อยขอให้ท่านชอบข้าบ้างสักนิด คงได้ใช่ไหม?” หวังอันหยางจับมือเขา ถามจริงจัง
“ไม่ ไม่ใช่แค่นิดเดียวหรอก” หลิ่วเหอก้มตัวลงมา จุมพิตริมฝีปากเย้ายวนต่อทันที
“อือๆ...”
ได้มีประสบการณ์ครั้งแรก ใกล้ชิดกับบุรุษครานี้ หวังอันหยางจึงหลับตาลง เป็ฝ่ายกอดไหล่ของอีกฝ่ายไว้ ให้ความร่วมมือดีอย่างยิ่ง
หลังหนึ่งจุมพิต ริมฝีปากของหลิ่วเหอเคลื่อนไปที่มุมปาก ก่อนมาที่จอนผม นิ้วมือปลดกระดุมคอเสื้อ ลูบลงไปที่สายคาดเอวของอีกคน
หวังอันหยางได้ยินเสียงหัวใจตนเต้นประหนึ่งรัวกลอง เขายกมือขึ้นไล้เส้นผมสลวยสีน้ำหมึกของบุรุษอย่างระวัง
“นายท่าน ข้ารู้สึกว่า การได้พบท่านคือโชคดียิ่งใหญ่ที่สุดของข้า!”
คำว่านายท่าน เสมือนถูกไม้กระบองฟาดตวาดปลุก เรียกสติที่ยังหลงเหลืออยู่ของหลิ่วเหอกลับมาทันที อันหยางอายุแค่สิบเก้าปี ยังเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง ไม่ควรเลย ไม่ควรทำลายเขาลงเช่นนี้!
คิดถึงตรงนี้ มือของหลิ่วเหอที่คว้าสายคาดเอวของอีกฝ่ายอยู่กลับแข็งค้าง การเคลื่อนไหวจุมพิตอีกฝ่ายพลันหยุดลง
“หือ? ท่านเป็อะไร?” หวังอันหยางเห็นเขามีสีหน้าผิดปกติไปก็เอ่ยถามอย่างมึนงง
“ไม่มีอะไร!” หลิ่วเหอส่ายศีรษะลุกขึ้นจากเตียง ยกมือขึ้นแปะยันต์แผ่นหนึ่งไว้บนหน้าผากของหวังอันหยางทันที
“นายท่าน ท่าน ท่านทำอะไร ข้า ข้าขยับไม่ได้ ข้า ข้าพูดอันใดผิดแล้วทำให้ท่านไม่พอใจหรือ?” ถูกตรึงร่างกะทันหัน ขยับไม่ได้จึงร้อนรนขึ้นมา
“ไม่ เ้าไม่ได้พูดผิด และไม่ได้ทำผิดหรอก เ้ายังเล็กนัก” หลิ่วเหอพูดพลางขยับมือกลัดกระดุมเสื้อของหวังอันหยางให้เรียบร้อย ก้มตัวอุ้มร่างบนเตียงขึ้นมา เดินออกจากประตูห้อง
“นายท่าน?” หวังอันหยางถูกส่งกลับถึงเตียงในห้องของตนก็มองไปทางอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
“อันหยาง เ้ายังเล็กนัก ลืมเสียเถิด? พวกเราไม่เหมาะสมกัน รออีกไม่กี่ปี ข้าจะหาสามีสมดั่งใจให้เ้า จัดงานแต่งให้อย่างมีหน้ามีตาแน่นอน!” หลิ่วเหอมองคนที่นอนอยู่บนเตียง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย หวังอันหยางโกรธจนหน้าแดง “ข้าไม่ใช่เด็กน้อย ข้าโตแล้ว ข้าอายุสิบเก้าปีแล้ว!”
คำโต้แย้งของอันหยางทำให้หลิ่วเหอเงียบไปนาน “อันหยาง เ้าเพียงหลงใหลข้าชั่วครู่เท่านั้น ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้า้า หากข้ายอมย่อมผิดต่อเ้าทั้งชีวิต หลังจากนี้ เ้ากับข้าคงพบหน้ากันไม่ได้อีก”
บางที หลายปีผ่านไป อีกสักหลายปีผ่านไป อันหยางอาจลืมเลือนตนจนหมดสิ้น!
“ไม่ ข้าไม่้า ท่านไม่ใช่ข้าเสียหน่อย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านไม่ใช่ความรักของสามีภรรยา? ความรู้สึกเป็เื่ของคนสองคน ท่านไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจคนเดียวนะ!” หวังอันหยางถลึงตามอง ค้านเสียงดังทันที
อาศัยอะไร อาศัยอะไรมาตัดสินความรู้สึกของเขา อาศัยอะไรกัน?
“อันหยาง ข้าผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนัก แต่เ้ายังเล็ก เื่บางเื่เ้าอาจไม่เข้าใจ ข้าไม่อยากให้เ้าเสียใจภายหลัง! สงบใจหลับสักตื่นเถิด!” หลิ่วเหอพูดพลางหมุนกายจากไป
“อย่าไปนะ มาพูดให้รู้เื่ เมื่อครู่ท่านบอกอยู่ชัดๆ ว่าท่านชอบข้า ท่านอย่าไปนะ กลับมาเดี๋ยวนี้!” หวังอันหยางมองอีกฝ่ายจากไปแต่ตนกลับทำอันใดไม่ได้ เขากัดฟันกรอด รู้สึกโมโหเป็อย่างมาก
.........
หลายวันให้หลัง
“นายท่านสาม ไม่ดีแล้วขอรับ อันหยาง อันหยางหายไปขอรับ?”
“อะไรนะ?” หลิ่วเหอได้ยินคำพูดของหลิ่วถง ถ้วยชาในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยพลัน
“บ่าวตามหาในจวนกับนอกจวนรอบหนึ่ง ไม่พบอันหยางเลยขอรับ!” หลิ่วถงรายงานอย่างระวัง
ได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหลิ่วเหอเบิกกว้าง ในใจพลันวูบโหวง คล้ายหัวใจถูกควักออกไป อันหยาง เ้าจากไปแล้วหรือ? ไม่คิดพูดสักคำก็จะจากข้าไปเลยหรือ?
“หา ให้บ่าวในจวนออกไปตามหาให้หมด พากลับมาหาข้าให้ได้!”
“ขอรับ!” หลิ่วถงขานรับ รีบหมุนตัวจากไป
เงาร่างของหลิ่วเหอไหววูบทีหนึ่ง หายไปจากในโถงรับแขกเช่นกัน
.........
สองเดือนให้หลัง
หลิ่วเหอมองเด็กหนุ่ม ทั้งร่างเต็มไปด้วยาแ ในมือหิ้วกวางลายทองตัวหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าตน ใบหน้าเขามืดครึ้มขึ้นมาทันที
“จากไปครั้งหนึ่งตั้งสองเดือน เ้าไปไหนมา?” หลิ่วเหอมองอีกฝ่ายอย่างเ็า น้ำเสียงย่ำแย่ถึงที่สุด
“นายท่าน ท่านเคยบอกข้า ผู้ชายตระกูลหลิ่วเมื่อโตเป็ผู้ใหญ่จะออกไปฝึกวิชา ผู้ที่อาศัยสองมือของตนล่าสัตว์อสูรกลับมาได้ถึงจะเป็บุรุษที่ดีของตระกูลหลิ่ว นับว่าเป็บุรุษที่โตแล้วอย่างแท้จริง ตอนนี้ข้าล่าสัตว์อสูรกลับมาได้ ข้าโตแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยในสายตาท่านอีกต่อไป!” หวังอันหยางมองหลิ่วเหอ เอ่ยอย่างหนักแน่น
“เ้า? ถึงกับไปเขาสัตว์อสูร? อย่างแรกนะ เ้าไม่มีอุปกรณ์อาคม อย่างที่สอง เ้าไม่มียันต์วิเศษ แต่ยังกล้าวิ่งไปล่าอีก อย่างเ้าไม่เรียกล่าสักนิด เรียกว่ารนหาที่ตายคงเหมาะกว่า!” หลิ่วเหอผุดลุกขึ้น ท่าทางดุร้าย โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
ทำไมไม่รักตนเองเช่นนี้? ทำไมถึงโง่เง่า? ต้องทำให้คนเป็ห่วงเช่นนี้เล่า?
“ข้าตามกลุ่มล่าสัตว์ไปเขาสัตว์อสูรด้วยกัน ส่วนที่ข้าล่าเป็สัตว์อสูรขั้นหนึ่ง ไม่อันตรายเท่าไรนัก ข้าไม่ใช่เด็กน้อย ข้าดูแลตัวเองได้ ข้าไม่มีทางไปเสี่ยงอันตรายให้ตายเปล่าหรอก!” เมื่อหวังอันหยางต้องเผชิญหน้ากับบุรุษหน้าเขียว เขารีบร้อนอธิบายต่อ
“ใช้วิธีเด็กน้อยเช่นนี้พิสูจน์ว่าเ้าโตแล้ว เป็การกระทำที่เด็กน้อยและโง่เขลาที่สุด”
หวังอันหยางลำบากลำบน ค้นหาและออกล่าบนูเา ตรากตรำอยู่สองเดือนกว่าจะนำเหยื่อที่เป็ของตนกลับมาได้ ทว่า กลับถูกบุรุษที่รักปฏิเสธในประโยคเดียว ทำให้ใจเขาไม่ยินยอมเป็อย่างยิ่ง
“หลิ่วเหอ ท่านอาศัยอะไร? อาศัยอะไรมาว่าข้าเช่นนี้? เป็ท่าน เป็ท่านที่รังเกียจ หาว่าข้าอายุน้อยเองนี่ ดังนั้น ดังนั้นข้าถึงอยากพิสูจน์ว่าข้าเป็บุรุษที่โตแล้ว ข้าสามารถรักท่าน มอบความสุขให้ท่าน อยู่เคียงข้างท่านชั่วชีวิตได้ แต่ท่าน ท่านกลับต่อว่าข้าเช่นนี้? ท่าน ที่แท้ท่าน ้าให้ข้าทำอย่างไรหรือ?”
“อันหยาง!” ได้ยินหวังอันหยางะโลั่น เรียกขานนามของหลิ่วเหอตรงๆ หลิ่วถงที่ยืนอยู่ด้านข้างหดคอเล็กน้อย อดดึงหวังอันหยางไว้ไม่ได้พลางคิด ‘เด็กคนนี้ ยามปกติว่านอนสอนง่ายนัก วันนี้เกิดเป็อะไรขึ้นมาเล่า?’
“ลุงถง ท่านอย่ายุ่ง!” หวังอันหยางมองหลิ่วถงทีหนึ่งพลางดึงมือของอีกฝ่ายออก
“นี่...” หลิ่วถงมองหวังอันหยางโต้เถียงกับเ้านายจนใบหน้าน้อยแดงก่ำก็ขมวดคิ้วแน่น
อยู่ในบ้านหลังนี้มานานหลายปี ความรู้สึกที่อันหยางมีต่อนายท่านสาม หลิ่วถงมองออกอยู่แล้ว และเขายังรู้ด้วยว่านายท่านสามก็มีใจให้อันหยางเช่นเดียวกัน เดิมทียังคิดว่าพวกเขาจะลงเอยด้วยกัน แต่ตอนนี้...
“ข้าเคยบอกเ้าแล้วว่าพวกเราไม่เหมาะสมกัน และข้าสัญญากับเ้าไปแล้วนี่ ว่าจะหาสามีที่สมดั่งใจให้เ้า”
“ข้าไม่้าสัญญาของท่าน ความรู้สึกของข้า ข้าตัดสินใจเอง คนที่ข้าชอบคือท่าน ข้าไม่้าผู้อื่น!” หวังอันหยางจ้องบุรุษตรงหน้า ตอบเต็มปากเต็มคำ
“กลับไปห้องของเ้า รักษาแผลเสียเถอะ ข้าไม่อยากเห็นเ้าอีก!” หลิ่วเหอโบกมือไล่
“หลิ่วเหอ ไม่ว่าข้าทำอันใด ท่านก็คิดจะปิดกั้นข้าออกจากหัวใจใช่หรือไม่? ท่าน แท้ที่จริงท่านชอบข้าบ้างไหม?” ดวงตาของหวังอันหยางแดงขึ้นมา ถามอีกฝ่ายอย่างไม่ตัดใจ
“ข้า ข้าไม่ได้รักเ้าอย่างสามีภรรยา” ลืมเสียเถิดอันหยาง เช่นนี้คงดีกับเ้าที่สุด
“ไม่รักข้าอย่างสามีภรรยา? ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นคืนนั้นท่าน ท่าน ท่านจูบข้าทำไม ท่าน ท่านเห็นข้าเป็อะไร? นายบำเรอในหอนางโลมอย่างนั้นหรือ?”
“เ้า...” หลิ่วเหอสะบัดแขนเสื้อ หนึ่งฝ่ามือถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว
หวังอันหยางััได้ถึงสายลมแรงวูบหนึ่งโถมเข้าใส่ใบหน้า เกิดเสียงเพี๊ยะดังกังวานใสทีหนึ่ง มุมปากพลันปรากฏสีแดง หยดเืไหลรินลงมา
“อับอายจนโมโหหรือ?” หวังอันหยางเงยหน้าขึ้น เชิดใบหน้าที่ถูกตบจนบวมแดงมองอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น
หลิ่วเหอมองหวังอันหยาง มุมปากของอีกฝ่ายยิ้มหยันเ็า ทวงท่ากลับมาสงบนิ่ง เห็นรอยนิ้วมือบนหน้าชัดก็กำหมัดที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว หน้าบวมหมดแล้ว อันหยางต้องเจ็บมากแน่!
หวังอันหยางแสยะยิ้ม น้ำตาแห่งความขมขื่นหยดหนึ่งไหลร่วงจากหางตา
“ขออภัยด้วย ข้ามองคนผิดไปจริงๆ!” สิ้นเสียง หวังอันหยางหมุนตัวจากไป
หลิ่วเหอ ท่านมันคนขี้ขลาด ขี้ขลาดที่สุด!
หลิ่วเหอมองแผ่นหลังของอีกฝ่าย นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเศร้าซึม เนิ่นนาน เนิ่นนานเหลือเกิน
