เล่มที่ 3 บทที่ 61 อักขระสามตัว
“ฮะ โชคอะไรอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งเทียนสิงชะงักไปชั่วครู่ พลางคิดอยากจะเอามือไปทาบหน้าผากหลินเฟยให้รู้แล้วรู้รอด บางทีเ้านี่อาจจะเพี้ยนไปแล้วจริงๆ แต่ก็หยุดความคิดนั้นไว้ได้ ก่อนจะบ่นกับตัวเองในใจ ‘หมดกัน คงเพราะว่าตนเองไม่ได้อะไรเลย ทั้งที่ทุกคนพัฒนากันไปหมดแล้ว แถมยังถูกถังเทียนตูกับชิวเย่หัวมาแทงใจดำอีก สงสัยสมองคงเลอะเลือนไปแล้ว’
“เ้าป่วยหรือ?”
“หึหึ...” หลินเฟยไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่ดึงมือที่จับกระบี่อยู่กลับมา...
ไม่นานหมอกควันสีดำก็ตลบอบอวลไปทั่ว แถมมันยังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆอีก จนในที่สุดกลุ่มหมอกเ่าั้ก็บดบังทุกอย่างจนมิด แม้แต่กระจกวารีก็ไม่อาจเห็นพวกเขาอีกได้อีก
“เอ๊ะ?” อู๋เย่วที่ควบคุมกระจกวารีอยู่ก็เกิดชะงักขึ้นมา ก่อนจะรีบโคจรพลังปราณกระตุ้นกระจกวารีอีกครั้ง ใช้เวลาเพียงไม่นานจึงเห็นภาพเหตุการณ์ที่ผากระบี่อีกครั้ง
ทว่าตอนนี้...
หลินเฟยกลับลุกขึ้นมา จากนั้นจึงตบเบาๆเข้าที่ไหล่ของซ่งเทียนสิงที่ยืนแข็งทื่อเป็ท่อนไม้เ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากผากระบี่ไป
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ก็แค่แสร้งทำเป็คนลึกลับเท่านั้นแหละ...” กู้เฟยเซียนเหยียดหยามด้วยน้ำเสียงเ็า
“คงจะเจออะไรบางอย่างมา จึงบังเกิดหมอกควันดำเ่าั้” ผู้าุโหุบเขาเทียนเฉวียนยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจนัก เพราะเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงก่อนหน้า หมอกควันแค่นี้จึงดูธรรมดาไปเลย
“ก็เป็ไปได้” อู๋เย่วได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย แน่นอนว่าท่ามกลางเหล่าผู้าุโเหล่านี้ มีเพียงอู๋เย่วคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงมั่นใจในตัวหลินเฟย
หลายวันมานี้อู๋เย่วเริ่มศึกษาเคล็ดวิชาปราการัเพลิงที่หอดาบ จนเริ่มจะเห็นผลบ้างแล้ว แต่ที่น่าเหลือเชื่อก็คือคัมภีร์เล่มนั้นอยู่ตำแหน่งที่หลินเฟยกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
ขณะที่อู๋เย่วหยิบมันขึ้นมา เขาถึงกับชะงักราวกับต้องคำสาป...
‘เป็แค่ศิษย์สายในคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงรู้ว่าหอดาบที่แสนจะไม่โดดเด่นนั่นเป็สถานที่เก็บคัมภีร์ธรรมดาๆเช่นนี้?’
‘จะว่าไปก็แปลก...’
ทั้งๆที่มีขั้นบำเพ็ญระดับจิงตัน แต่ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าหลินเฟย อู๋เย่วกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างน่าลึกลับจนคาดเดาไม่ออก...
“ข้าว่าที่หลินเฟยยังคงอยู่จนถึงตอนนี้ เขาจะต้องพบกับอะไรบางอย่างแน่นอน...” อู๋เย่วกล่าวอย่างมั่นใจ
“พวกศิษย์หุบเขาอวี้เหิงน่ะหรือ?” ในอดีตตอนที่หลัวเสิ่นเซียวสามารถกดข่มผู้คนทั่วทั้งสิบสองหุบเขาได้ สำหรับกู้เฟยเซียนแล้วนั้นถือว่าเสียหายบอบช้ำที่สุดก็ว่าได้ แม้จะผ่านไปถึงร้อยปีแล้ว แต่ผู้าุโหุบเขาเทียนจีผู้นี้กลับยังคงขัดหูขัดตากับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหุบเขาอวี้เหิงอยู่วันยังค่ำ
“เอาล่ะ...” ในที่สุดเ้าสำนักก็เอ่ยวาจาออกมา
“จะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่นั้น รอดูในงานประลองเอาแล้วกัน” เมื่อสิ้นคำ เ้าสำนักเองก็ลอบถอนหายใจแ่เบา คิดเพียงว่าศิษย์น้องทั้งหลายคงจะลืมไปหมดแล้ว ว่าในปีนั้นที่นักพรตชื่อฟ่าบรรลุเคล็ดวิชากระบี่เวิ่นเทียนสิบสามกระบวนท่า ก็มีหมอกดำแบบนี้ปรากฏออกมาเช่นกัน...
แต่ว่าลูกศิษย์ของศิษย์น้องหลัวคนนี้ ดูน่าสนใจไม่น้อยเลย...
ผู้ที่เฝ้าดูอยู่หลังกระจกวารีนี้ นอกจากจะเป็เ้าสำนักแล้วก็ยังมีเหล่าผู้าุโอีกด้วย ‘คิดว่าพวกข้าจะแย่งของเด็กรุ่นหลังคนหนึ่งหรืออย่างไร ถึงกับจงใจปล่อยควันอำพรางแบบนี้ เอาเถอะ ในเมื่อจงใจอำพราง วันหน้าคงต้องเรียกมาซักถามหน่อยแล้ว...’
ในขณะที่เ้าสำนักกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หลินเฟยก็ได้เดินทางออกจากผากระบี่ไปพักใหญ่แล้ว ศิษย์สายในทุกคนเองต่างก็จากไปแล้วเช่นกัน บัดนี้เหลือเพียงซ่งเทียนสิงคนเดียวที่กำลังเหม่อลอยค่อยๆเดินลงจากผากระบี่
สำหรับซ่งเทียนสิงตอนนี้...
จะกล่าวอย่างไรดี...
จะว่าเขาดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อยก็ไม่ผิดนัก
ดูประหม่างกๆเงิ่นๆ เหมือนกับไปเจอเหตุการณ์กระทบจิตใจบางอย่างมา บางทีก็ท่าทีเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่ จนในที่สุดผู้าุโหุบเขาเทียนสิงก็ทนดูต่อไปไม่ได้ จึงโพล่งตะคอกออกมา
“เทียนสิง มานี่!”
“อ่า อื้อ...” เมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ ซ่งเทียนสิงพลันตื่นจากภวังค์ทันที ก่อนจะรีบเดินเข้าไปคารวะเ้าสำนักและเหล่าผู้าุโคนอื่นๆ
“ศิษย์หลานซ่ง มีอะไรเกิดขึ้นหลังม่านหมอกนั่นอย่างนั้นหรือ...” อู๋เย่วถามด้วยความใคร่รู้
“คือว่า...” ในระหว่างที่กำลังจะอ้าปากตอบ ทันใดนั้นซ่งเทียนสิงก็รู้สึกถึงแรงกระแทกราวกับถูกเตะเข้าอย่างแรง พอหันไปจึงสบเข้ากับสายตาห้ามปรามไม่ให้เอ่ยกล่าวของอาจารย์ตนเอง คำที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยจึงถูกกลืนกลับไป ก่อนเขาจะตอบกลับด้วยสีหน้าไขสือแทน
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆก็มีหมอกปกคลุมไปทั่ว มองไม่เห็นอะไรเลย...”
“อย่างนั้นหรือ...” กิริยาเล็กๆเมื่อครู่ของผู้าุโหุบเขาเทียนสิงไม่อาจหลุดรอดสายตาอู๋เย่วไปได้ แต่ในเมื่อซ่งเทียนสิงยืนกรานที่จะไม่พูด ถึงซักไซ้ไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี จึงได้แต่ถลึงตาใส่ผู้าุโหุบเขาเทียนสิง ก่อนจะลอบด่าในใจ ‘เ้าจิ้งจอกเฒ่าเอ๊ย...’
ในเมื่อยืนยันว่าไม่รู้เื่ จึงไม่มีความจำเป็ต้องถามต่อ หลังจากน้อมส่งเ้าสำนักแล้ว ผู้าุโทุกคนก็พากันทยอยกลับหุบเขาตนเองไป ส่วนซ่งเทียนสิงก็เดินตามอาจารย์เขากลับหุบเขาเทียนสิงไปเช่นกัน
“เมื่อครู่ท่าน...” พอเห็นว่าไม่มีใครแล้ว ซ่งเทียนสิงจึงอยากรู้ว่าเพราะเหตุอันใดเมื่อครู่อาจารย์จึงเตะเขา
“ทำไมเ้าถึงโง่เช่นนี้?” พอได้ยินลูกศิษย์เอ่ย ผู้าุโถึงกลับโกรธขึ้นมา
“สิ่งที่เห็นหลังม่านหมอกนั่น เ้าห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้แต่ข้ากับศิษย์พี่เ้าก็ไม่ได้!”
ได้ยินเช่นนั้นซ่งเทียนสิงก็ชะงักทันที
“เฮ้อ...” พอเห็นลูกศิษย์ทำท่าเงอะงะ ผู้าุโก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเอือมระอา พอแน่ใจว่ารอบตัวไม่มีใคร จึงเอ่ยเสริมขึ้น
“เ้ารู้หรือไม่ หมอกดำนั่นไม่ได้เกิดขึ้นเป็ครั้งแรก...”
“อะไรนะ?”
“เมื่อครั้งอดีตตอนที่นักพรตชื่อฟ่าบรรลุขั้นบำเพ็ญ อาจารย์ปู่ของเ้ายังเป็เพียงศิษย์สายในเท่านั้น เมื่อได้เดินผ่านผากระบี่ จึงได้เห็นหมอกดำนั่นรางๆโดยบังเอิญ เื่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นอาจารย์ปู่ของเ้าไม่ได้บอกใครเลย กระทั่งก่อนสิ้นใจ ถึงได้เอ่ยเื่นี้ออกมา ว่ากันว่าหากหมอกดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง เวลานั้นสำนักเวิ่นเจี้ยนจะรุ่งโรจน์อีกครา...”
“...” ได้ยินเช่นนั้นซ่งเทียนสิงก็ตกตะลึงเป็นานกว่าจะเรียกสติกลับมาได้
“ที่หลังม่านหมอกนั่น ข้าเห็น...”
“หุบปาก! ข้าขอเตือนอีกครั้ง ห้ามบอกเื่นี้กับใครเป็อันขาด แม้แต่ข้าหรือศิษย์พี่เ้าก็เช่นกัน เข้าใจหรือไม่?” ผู้าุโกล่าวย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง
"ข้าทราบแล้ว..."
จนกระทั่งกลับมาถึงหุบเขาเทียนสิง ซ่งเทียนสิงก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดอาจารย์ถึงเข้มงวดกับเื่นี้นัก ถึงขนาดไม่ให้บอกเื่นี้กับใคร...
ทั้งที่เขาเห็นเพียงแค่อักขระเก้าตัวหลังม่านหมอกนั่นเท่านั้นเอง...
แถมเขาก็ยังจำอักขระเ่าั้ได้เพียงสามตัว...
‘หรือจะลองศึกษาอักขระสามตัวนั่นดี?’
‘บางทีอักขระนั่น อาจจะกลายเป็รากฐานใหม่ของเขาแทนกระบี่พิฆาตเซียนมารก็เป็ได้...’
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
