หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยพูดถึงเื่ของหลี่จิ่งหนานแล้ว นางก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าควรจะถามไถ่เื่ของฟู่ถิงเย่บ้าง
“ท่านแม่ทัพ วันนี้ท่านคุยกับพวกเขาแล้วเป็อย่างไรบ้าง?” นางถาม
่เวลานี้ ทูตจากต้าเหลียวมีคนของหนิงอ๋องดูแลต้อนรับอยู่ ฟู่ถิงเย่ไม่ไว้ใจ วันนี้จึงได้เดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง
ฟู่ถิงเย่กล่าว “ชาวเหลียว้าจะซื้ออาวุธรูปแบบใหม่จากพวกเราเหมือนกับหนานจ้าว เพื่อเป็ข้อแลกเปลี่ยนในการคืนมณฑลซีโจว เหอโจว และโม่โจว”
เขาพูดพลางยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มเยาะเย้ยที่เ็า “พวกเขาก็ช่างคิดไปได้ ให้อาวุธใหม่ไป พวกนั้นก็จะชิงสามมณฑลที่ส่งคืนให้กลับไปได้อีกครั้ง พวกเาาวต้าฉีจะทำการค้าขาดทุนเช่นนี้ได้อย่างไร?”
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเบาๆ “ชาวเหลียวมีความตั้งใจจะขยายอำนาจรุนแรงเกินไป ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้...หากเป็ปีหน้า ก็ไม่ใช่ว่าจะขายให้ไม่ได้”
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้น มองมาที่นาง “ทำไม เพราะอาวุธใหม่จะผลิตออกมาได้ภายในปีหน้าหรือ?”
เขารู้ว่าหากหวาชิงเสวี่ยยอมพูดเช่นนี้ ย่อมหมายความว่านางมั่นใจว่าจะสามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งกว่า และสามารถยับยั้งการรุกรานของต้าเหลียวได้
“น่าจะใกล้แล้วเ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยยิ้มเล็กน้อย “เส้าเหวินมีพร์ ่นี้เครื่องแก้วที่ทำออกมาก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ ข้าว่าอีกไม่นานก็จะสามารถทำเครื่องกลั่นออกมาได้แล้ว”
เมื่อมีเครื่องกลั่นแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็จะสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำในอดีต หลังจากนี้ก็จะลองทำได้แล้ว
“เช่นนั้น...ข้าก็จะยืดเวลาออกไปอีกหน่อย” ฟู่ถิงเย่ลูบเคราของตนเองเหมือนกำลังคิดบางอย่าง
หวาชิงเสวี่ยเลียบเคียงถามอย่างระมัดระวัง “จะสามารถทวงอีกสามมณฑลที่เหลือกลับมาได้หรือไม่?”
ใน่ที่บิดาของหลี่จิ่งหนานครองราชย์ ได้ยกมณฑลฉินโจว เว่ยโจว หยวนโจว ซีโจว เหอโจว และโม่โจวให้แก่ต้าเหลียว หากสามารถทวงคืนมาได้ทั้งหมด ไม่เพียงแต่จะเป็การปลอบิญญาของฮ่องเต้พระองค์ก่อนเท่านั้น แต่ยังสามารถปลุกใจชาวต้าฉี และหลี่จิ่งหนาน...ก็จะสามารถทำให้เขาคลายความกังวลใจได้
สิ่งที่หวาชิงเสวี่ยเสนอแนะ เป็สิ่งที่อยู่ในใจของฟู่ถิงเย่พอดี เขาจึงมองนางด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องรีบร้อน ทูตที่มาครั้งนี้ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ข้าจะลองหยั่งเชิงดูก่อน หากฮ่องเต้ต้าเหลียวหมายมั่นอยากได้อาวุธของเ้าจริงๆ น่าจะส่งคนมาเจรจาอย่างละเอียดอีกครั้ง”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง คิดในใจว่าการเจรจาระหว่างสองแคว้นไม่ได้สำเร็จได้ภายในครั้งเดียวจริงๆ
...
ดูเหมือนว่าครั้งนี้หลี่จิ่งหนานจะโกรธจัด กลับวังไปแล้วก็ไม่เคยมาหาหวาชิงเสวี่ยอีกเลย
เขาเป็ฮ่องเต้ หากไม่ออกจากวัง หวาชิงเสวี่ยก็ไม่มีทางได้พบเขา คำแนะนำมากมายที่เตรียมเอาไว้ก็ใช้การไม่ได้
ฟู่ถิงเย่ไม่วางใจให้นางอยู่อาศัยคนเดียวในบ้านพักหลังใหญ่ จึงซื้อครอบครัวหนึ่งมาให้ใช้งาน ผู้ชายทำหน้าที่วิ่งเต้นส่งข่าวและทำงานใช้แรงงาน ส่วนผู้หญิงก็ทำความสะอาด ซักล้าง ทำอาหาร นอกจากนั้นยังมีลูกสาวสองคน เหมาะที่จะเป็สาวใช้ส่วนตัวของหวาชิงเสวี่ยพอดี
หวาชิงเสวี่ยไม่คุ้นเคยกับการซื้อขายคนในสมัยโบราณ แต่ฟู่ถิงเย่บอกว่าครอบครัวนี้มีสถานะเป็ทาส หากไม่ขายให้นาง ก็จะถูกขายให้บ้านอื่น หากเจอเ้านายที่ไม่เมตตา ก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าทั้งสี่คนในครอบครัวนี้ใส่เสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะก็รู้สึกเห็นใจ จึงรับพวกเขามาอยู่ด้วย
ลูกสาวคนโตของครอบครัวนี้ชื่อฮวนเอ๋อร์ อายุสิบหกปี ส่วนลูกสาวคนเล็กชื่อสี่เอ๋อร์ อายุเพียงสิบสามปี
หวาชิงเสวี่ยเกิดความรู้สึกที่ซับซ้อน คิดในใจว่าตนก็อายุยี่สิบแล้ว กลับต้องมีเด็กสาวอายุสิบกว่าปีมาคอยปรนนิบัติ...เหมือนกับว่ากำลังทารุณกรรมเด็ก ถ้าเป็ในยุคปัจจุบัน แบบนี้คงถือว่าผิดกฎหมาย...
ตอนหวาชิงเสวี่ยอยู่ที่บ้านไม่เคยสั่งงานคนรับใช้มาก่อน ไม่มีประสบการณ์ในเื่นี้เลย แต่โชคดีที่ครอบครัวนี้เคยทำงานบ้านอื่นมาก่อน ไม่ต้องรอให้หวาชิงเสวี่ยสั่ง ก็สามารถจัดการเื่ต่างๆ ของตนได้เป็อย่างดี
นางจึงค่อยๆ เรียนรู้ถึงประโยชน์ของการมีคนรับใช้
จุดที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ในทุกๆ วันจะมีคนคอยจัดการเื่เสื้อผ้า เครื่องประดับ และมีคนทำผมให้ นางปวดหัวมากกับการจับคู่เสื้อผ้าในสมัยโบราณจริงๆ อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าทรงผมแต่ละทรงนั้นต้องทำอย่างไร แม้สาวใช้ทั้งสองคนจะยังเด็ก แต่ก็เหมือนสายฝนในยามแล้ง ช่วยเหลือหวาชิงเสวี่ยได้มาก
หลังจากที่อาศัยอยู่ในเซิ่งจิงได้สามวันห้าวัน ก็ได้รับจดหมายจากเหลียงเหวินเฉิง พร้อมกับกระจกรูปทรงประหลาด
หลังจากนางออกมาได้ไม่นานนัก ในการทดลองทำกระจกจากแก้วครั้งหนึ่งของซูเส้าเหวิน ได้บังเอิญทำกระจกแปลกๆ อันหนึ่งออกมา คนที่สะท้อนในกระจกจะบิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียด เดิมทีควรจะถูกทำลาย แต่ด้วยความที่ไม่เข้าใจสาเหตุ เหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินจึงได้ปรึกษากันแล้วตัดสินใจเขียนจดหมายมาถามหวาชิงเสวี่ย
เมื่อหวาชิงเสวี่ยเห็นก็หัวเราะออกมา
ซูเส้าเหวินคนนี้กลับทำกระจกบิดเบี้ยวออกมาได้
ทั้งสองคนยังเขียนจดหมายสาธยายความผิดของตนเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่าได้สร้างของดีขึ้นมาแล้ว
ความคิดแรกของหวาชิงเสวี่ยก็คือ เอาไปให้หลี่จิ่งหนาน เขาจะต้องชอบแน่ๆ!
จากนั้นก็คิดถึงเื่ที่ทะเลาะกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ในใจก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาเล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยนั่งลงที่โต๊ะ เขียนจดหมายตอบทั้งสองคนนั้น โดยอธิบายหลักการทางแสงของกระจกบิดเบี้ยวให้ฟัง ความจริงก็คือพื้นผิวของกระจกนูนเว้าไม่เรียบ ทำให้แสงสะท้อนและรวมตัวกันอย่างไม่เป็ระเบียบ จนเกิดเป็ภาพที่ดูไม่สมส่วน
หวาชิงเสวี่ยกลัวว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ จึงวาดภาพพื้นผิวของกระจกที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งแบบสูงๆ ต่ำๆ อ้วนๆ ผอมๆ เพื่อให้พวกเขาลองทำกระจกแบบนั้นออกมาให้หมด
บางครั้งมีเพียงแค่การลงมือทำด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะเข้าใจหลักการนั้นได้อย่างลึกซึ้ง
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จแล้ว นางก็อ่านทวนอีกครั้ง
การเขียนจดหมายไปมานั้นไม่ชัดเจนเท่ากับการพูดคุยกันต่อหน้า นางต้องแน่ใจว่าการเลือกใช้คำนั้นเข้าใจได้ง่าย เหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินจะได้ไม่เข้าใจผิด
เมื่อเห็นคำว่า ‘กระจกนูนเว้า’ หวาชิงเสวี่ยก็ชะงักไป
ถ้าซูเส้าเหวินสามารถทำกระจกนูนเว้าได้ บางที...เขาอาจจะลองทำอย่างอื่นได้อีก?
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดึงกระดาษมาอีกสองสามแผ่น เริ่มเขียนจดหมายฉบับที่สอง
กระจกบิดเบี้ยว ก็คือกระจกนูนเว้าชนิดหนึ่ง
กระจกเว้าสามารถรวมแสงได้ เหมือนกับหลักการจุดไฟด้วยแว่นขยายและแสงอาทิตย์
กระจกนูนสามารถขยายขอบเขตการมองเห็นได้ เหมือนกับกระจกโค้งส่องถนนที่สามารถสังเกตสภาพการจราจรได้ทั้งสองฝั่ง
ด้วยการหักเหของแสงผ่านจากกระจกนูนสะท้อนผ่านกระจกเว้า สะท้อนลอดเข้าไปในรูเล็กๆ แล้วรวมตัวกันเป็ภาพ เมื่อนำไปผ่านเลนส์ขยายกำลังอีกชิ้น ก็จะประกอบออกมาเป็กล้องส่องทางไกลได้
ใช่แล้ว...กล้องส่องทางไกล!
ลองคิดดูสิว่า เมื่อศัตรูยังอยู่ห่างออกไปหลายพันเมตร ฝ่ายเราก็สามารถมองเห็นจำนวนกำลังพลของศัตรูและรูปแบบการตั้งทัพได้อย่างชัดเจน ทั้งยังเตรียมการไว้ล่วงหน้าได้ สิ่งนี้จะเป็ประโยชน์ต่อสมรภูมิรบได้มากมายขนาดไหน!
กระจกบิดเบี้ยว มาได้ถูกเวลาจริงๆ!
ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การแพ้ชนะในาก็ถูกมนุษย์ไขความลับได้แล้ว มีอยู่แค่สามด้านเท่านั้น
หนึ่ง ความชัดเจนของข้อมูล ไม่ว่าจุดอ่อนอยู่ที่ใด มีการซุ่มโจมตีหรือไม่ จุดที่สามารถเจาะทะลวงเข้าไปได้คือตรงไหน ต้องรู้ให้แน่ชัด
สอง อานุภาพ พูดง่ายๆ ก็คือพลังทำลายล้าง และความสามารถในการโจมตี
สาม ความคล่องตัว เมื่อมีคำสั่งออกไป เหล่าทหารจะต้องตอบสนองได้รวดเร็ว ซึ่งต้องมีการทดสอบความราบรื่นของข้อมูลและการจัดกำลังของกองทัพ
หากสามารถความได้เปรียบในสามด้านนี้ ก็จะสามารถตัดสินผลแพ้ชนะในาได้
ในข้อที่สามเื่ความคล่องตัว หวาชิงเสวี่ยเชื่อว่าด้วยเงื่อนไขในยุคปัจจุบัน กองทัพของฟู่ถิงเย่ได้ทำได้ดีที่สุดแล้ว ส่วนที่เหลืออีกสองด้าน คือความชัดเจนของข้อมูล นางมีกล้องส่องทางไกล ด้านอานุภาพ นางมีะเิอสนีบาต และในอนาคตจะมีปืนใหญ่
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หากให้เวลานางอีกสักหน่อย...
หากมีเวลามากกว่านี้ กองทัพของต้าฉีก็จะไร้พ่าย!
หวาชิงเสวี่ยวาดโครงสร้างของกล้องส่องทางไกลอย่างละเอียด พร้อมทั้งระบุขนาดและมุมต่างๆ อย่างแม่นยำ เพราะมัวแต่ตั้งใจทำมากเกินไป ฮวนเอ๋อร์นำอาหารเย็นมาให้ ก็ถูกนางมองข้ามไป
เมื่อร่างภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้น ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิทแล้ว
ในห้องมีเทียนที่จุดเอาไว้แล้ว สว่างไสวและอบอุ่น
ฮวนเอ๋อร์นำอาหารที่อุ่นไว้บนเตามาให้ หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นยืนเพื่อจะไปทานอาหาร แต่ไม่รู้ว่าเป็เพราะนั่งนานเกินไปหรือไม่ นางถึงได้รู้สึกวิงเวียนขึ้นมากะทันหัน
นางหลับตาลงเล็กน้อย แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ ก็ยังรู้สึกหัวหนักเหมือนเดิม
“เก็บอาหารไปเถอะ ข้าไม่ค่อยอยากกิน”
หวาชิงเสวี่ยกุมศีรษะเดินเข้าไปข้างใน นางคิดว่าตนคงจะเหนื่อยเกินไป ไม่อย่างนั้นคงจะไม่รู้สึกวิงเวียนเช่นนี้...
...
พระราชวังเซิ่งจิง สนามฝึกซ้อม
ฮ่องเต้น้อยสวมชุดนักรบแขนแคบสีเหลืองสดใส ใบหน้าตึงเครียด กำลังโก่งคันศร
ฉึก!
ลูกธนูพุ่งออกไปอย่างแรง แต่กลับพลาด ไปตกอยู่นอกวงแหวนของเป้า
ขันทีที่อยู่ไกลออกไปยกธงขึ้นโบกสองที เป็สัญญาณว่าพลาดเป้า
หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้ว เขวี้ยงคันธนูในมือทิ้งไปอย่างหัวเสีย! สีหน้ามืดครึ้ม
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลง ส่งผ้าชุบน้ำมาให้
หลี่จิ่งหนานคว้ามาเช็ดมืออย่างขอไปที พูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ไม่ฝึกแล้ว ไปห้องอักษร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ั้แ่ทะเลาะกับหวาชิงเสวี่ยครั้งที่แล้ว อารมณ์ของหลี่จิ่งหนานก็ไม่ดีเลย
เหล่าข้ารับใช้ที่ถูกจับขังเอาไว้ได้ถูกปล่อยตัวออกมาหมดแล้ว แต่จ้าวซีกลับเสียชีวิตในขณะที่ถูกโบย เมื่อหลี่จิ่งหนานคิดว่าหวาชิงเสวี่ยอาจจะมาทะเลาะกับเขาด้วยเื่นี้ ทั้งเื่ไม่ให้ค่าชีวิตคน เื่ความโเี้ไร้คุณธรรมอะไรนั่น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจ
โชคดีที่ไทเฮาไม่ได้มาวุ่นวายกับเขาในเื่นี้ อาจจะเป็เพราะชีวิตของบ่าวรับใช้ไม่มีค่า และจ้าวซีก็ไม่ได้ถูกโบยจนตายคาที่ แต่ถูกส่งกลับไปพักที่ห้องพัก แต่ในคืนนั้นเกิดมีไข้ขึ้นสูง แล้วเสียชีวิตในที่สุด จึงรายงานว่าป่วยตาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลี่จิ่งหนาน
สำหรับไทเฮาแล้ว การที่ฮ่องเต้จะทำร้ายบ่าวไพร่ ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ เพียงแต่ว่าอย่าให้เสื่อมเสียพระเกียรติของราชวงศ์ก็พอ
ไม่มีใครว่ากล่าว หลี่จิ่งหนานควรจะรู้สึกสบายใจ แต่เขากลับคิดถึงคำที่หวาชิงเสวี่ยด่าว่าเขาเป็ทรราช จึงรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง!
“ไม่รู้จักชั่วดี! ข้าไม่ได้ทำเพื่อนางหรือไร!” หลี่จิ่งหนานถือเศษกระจกไว้หลายชิ้น และพึมพำกับตัวเอง “ของขวัญของข้าถูกคนทำแตก ข้าจะโกรธไม่ได้เลยหรือ? ข้าก็ไม่ได้ตัดหัวเขาเสียหน่อย เขาแค่ซวยไปหน่อย...ที่ทนโดนโบยห้าสิบไม้ไม่ไหว แล้วมันเป็ความผิดของข้าตรงไหน...”
หลี่จิ่งหนานยิ่งคิด ก็ยิ่งคิดว่าตนไม่ได้ผิด ในใจก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี
แค่บ่าวรับใช้คนหนึ่ง หวาชิงเสวี่ยจะต้องว่ากล่าวเขาขนาดนั้นเลยหรือ?
ฟู่ถิงเย่ฆ่าคนน้อยนักหรือไง เหตุใดนางถึงไม่พูดแบบนี้กับฟู่ถิงเย่บ้าง?
เขาแค่ลงโทษขันทีเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น...ทำเื่เล็กน้อยให้กลายเป็เื่ใหญ่ไปได้ ถึงกับบอกว่าเขาจะตัดหัวนาง เป็ไปได้อย่างไร? นางกับพวกนั้นไม่เหมือนกันเสียหน่อย
หลี่จิ่งหนานต้องยอมรับว่า เขาเริ่มคิดถึงหวาชิงเสวี่ยแล้ว
คิดถึงของประดิษฐ์ที่แปลกประหลาดของนาง และยิ่งคิดถึงความสบายใจที่ได้อยู่กับนาง...
“ข้าไม่สนใจนางมาหลายวัน คงสำนึกผิดแล้วใช่หรือไม่?” หลี่จิ่งหนานถามเสี่ยวโต้วจื่อเหมือนถามตัวเอง
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลง ยืนอยู่ข้างๆ ไม่กล้าตอบ...
หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้วลึก กล่าวว่า “แต่นางด่าข้าว่าเป็ทรราช แถมยังบอกว่าข้าไม่มีเหตุผล! ถ้าข้าเข้าไปหาอีก ก็คงเสียหน้ามากแน่ๆ! อย่างไรนางก็ควรจะมาขอโทษข้าก่อน!”
หลังจากพูดจบ เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง อาจจะรู้สึกว่าการให้หวาชิงเสวี่ยมาขอโทษนั้นดูจะเป็ไปไม่ได้ เขาจึงถอนหายใจแล้วพึมพำกับตัวเอง “ข้าเป็บุรุษ นางเป็สตรี ข้าควรจะยอมนางสิ อืม...ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสาแล้ว...”
เสี่ยวโต้วจื่อ: “...”
