เฉินเกอพยักหน้า ขมวดคิ้ว รวบรวมความกล้า สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยออกมา “ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะบอกเ้า”
หนิงมู่ฉือพยักหน้า ก่อนจะได้ยินเสียงเฉินเกอเอ่ยในเวลาต่อมา “ฉือเอ๋อร์คงไม่รู้ว่าท่านพ่อของข้ามีความเกี่ยวข้องกับแม่ทัพหนิง ทว่าเื่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เวลานี้ข้าปล่อยวางได้แล้ว
เดิมทีตำแหน่งแม่ทัพ ทั้งแม่ทัพหนิงและบิดาของข้าล้วนมีสิทธิ์ในตำแหน่งนี้ทั้งคู่ พ่อของเ้าและพ่อของข้าเป็สหายที่ผ่านความเป็ความตายมาด้วยกัน แต่ตอนหลังไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด แม่ทัพหนิงถึงได้ตำแหน่งแม่ทัพไป ส่วนพ่อของข้ากลับถูกไล่ตามฆ่า
มีคนบอกกับพ่อข้าว่า เพื่อให้ได้ตำแหน่งแม่ทัพ พ่อของเ้าแอบวางแผนสังหารสกุลเฉิน ตอนนั้นพ่อของข้าโกรธมาก ด้วยความใจร้อนจึงตัดขาดความเป็เพื่อนกับแม่ทัพหนิง แล้วพาข้าหนีไป ถึงกระนั้นในใจก็ยังโกรธแค้นแม่ทัพหนิงไม่ลืม สามปีต่อมา พ่อของข้าถูกคนในยุทธภพสังหาร ทุกคนกล่าวกันว่านี่เป็ฝีมือของแม่ทัพหนิง ข้าเองก็เคยสงสัยแม่ทัพหนิงเช่นกัน แต่พอข้าสืบเื่นี้ให้ละเอียด พบว่าเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแม่ทัพหนิงแต่อย่างใด
หลังจากนั้นไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะสืบจนพบคนที่ชื่อจิ้นอิน ผู้ที่สังหารพ่อของข้าจนตายก็คือคนผู้นี้ เขาคือคนที่พวกเราพบในโรงเตี๊ยมคืนนั้น ทั้งข้ายังได้ยินมาอีกว่าคนผู้นี้มีความแค้นลึกซึ้งกับแม่ทัพหนิง เช่นนั้นมันก็น่าจะรู้จักเ้าเช่นเดียวกัน
ข้าเกิดความรู้สึกสงสัย ความรู้สึกของข้าบอกว่า การที่แม่ทัพหนิงต้องมาเสียชีวิตไปนั้นต้องเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้เป็แน่”
เอ่ยถึงเื่แม่ทัพหนิง ใบหน้าหนิงมู่ฉือเปลี่ยนเป็เศร้าสร้อย เวลานี้นางพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว นั่งถอนหายใจอย่างทอดถอนใจว่า ทุกสิ่งบนโลกใบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจริงๆ
นางเงยหน้า ห้ามความสงสัยในใจเอาไว้ไม่อยู่จึงเอ่ยออกมาว่า “จิ้นอิน ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน” นางหลับตาขณะใช้ความคิด กลับพบว่านางไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับคนผู้นี้อยู่เลย
นางลุกขึ้นยืน จู่ๆ นางก็รู้สึกเจ็บที่มือ ก่อนจะพบว่า นางถูกโลหะที่อยู่ที่บนกล่องไม้ด้านข้างบาดนิ้วจนเืไหล
มันเป็กล่องไม้เก่าๆ นางใช้มือปัดฝุ่นที่อยู่บนนั้น ้ามีลวดลายที่นางมองแล้วไม่เข้าใจ แต่ก็ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน นางมองมันอย่างพิจารณา
เฉินเกอมองลวดลายที่อยู่บนกล่อง ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนไป ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “ฉือเอ๋อร์ ลวดลายบนกล่องนี้ไม่ใช่ลายบนหยกของเ้าหรอกหรือ”
นางหยิบหยกรูปผีเสื้อขึ้นมาลองเทียบกันดู ก่อนจะยกกล่องเพื่อดูน้ำหนัก แล้วก็ต้องพบว่า กล่องมันถูกลงกลอนเอาไว้
ทันใดนั้นนางนึกขึ้นมาได้ว่า สมัยก่อนมารดาของนางจะมีกล่องไม้ใบหนึ่งอยู่ในห้อง เก็บชาดและแป้งน้ำไว้ข้างใน ตอนนางยังเป็เด็ก นางชอบเอาชาดและแป้งน้ำของมารดามาทาเล่น มารดาของนางจึงต้องเก็บไว้ในกล่องแล้วลงกลอนเอาไว้ แต่นางก็มักจะเอากุญแจที่ซ่อนอยู่ที่ใต้ที่นอนมาไขเอาออกมาทาเล่นทุกคราไป ทำให้มารดาของนางปวดศีรษะเป็อย่างมาก
นางมองหากุญแจไปทั่วห้อง แต่ก็ไม่เจอ นางมองไปที่เตียงที่มีฝุ่นเกาะซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง นางหยิบหมอนขึ้นมา ใช้มือคลำไปใต้หมอน ทันใดนั้นนางรู้สึกได้ว่ามีของแข็งๆ อยู่ภายใน นางดีใจยิ่งนัก เมื่อฉีกหมอน กุญแจพลันตกลงบนพื้น
นางหยิบกุญแจขึ้นมาด้วยความดีอกดีใจ สูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างเตรียมใจ ก่อนจะนำกุญแจไปไขกล่องไม้ เพียงไขเบาๆ โลหะซึ่งเป็ตัวกลอนก็พังร่วงลงมาแทบเท้านาง
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว อาจเป็เพราะตัวกลอนนี้มันอยู่มานานแล้ว ข้างในขึ้นสนิม เพียงแค่ไขเบาๆ มันจึงหัก นางเห็นเช่นนั้นรู้สึกใยิ่งนัก
ครั้นนางเปิดกล่อง ฝุ่นพลันฟุ้งออกมาปะทะใบหน้า นางใช้มือปัดพร้อมกับไอออกมาสองที ก่อนจะก้มมองในกล่องอย่างแปลกใจ
ในกล่องมีจดหมายหลายฉบับ นางหยิบขึ้นมาเปิดออกอ่านฉบับหนึ่ง ก่อนจะพบว่าจดหมายทั้งหมดนี้เป็จดหมายที่ท่านพ่อส่งให้ท่านแม่ตอนอยู่ในา ภายในเขียนความคิดถึงที่มีต่อท่านแม่ นางอ่านพร้อมกับแย้มยิ้ม
นางพบว่าในกล่องมีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งแปลกกว่าฉบับอื่น บนจดหมายเขียนว่า ถึงหรงเอ๋อร์ผู้เป็ภรรยา ด้านในกลับมีบางสิ่งที่ทำให้จดหมายมันนูนขึ้นมา นางเปิดอย่างสงสัย ข้างในคือป้ายคำสั่งที่มีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า “ป้ายคำสั่งรองแม่ทัพเจียง”
นางหยิบจดหมายที่อยู่ในซองออกมาอ่าน “หลายวันมานี้เกิดเื่ไม่ดีขึ้นมากมาย รองแม่ทัพเฉินเหว่ยถูกต่างแคว้นจับตัวไป มีคนบอกว่ารองแม่ทัพเฉินเหว่ยถูกต่างแคว้นซื้อตัวเอาไว้แล้ว แต่ข้าเชื่อว่ามันคือแผนของต่างแคว้น ข้าค้นเจอป้ายคำสั่งหนึ่งภายในที่พักของรองแม่ทัพเฉินเหว่ย มันคือป้ายคำสั่งของรองแม่ทัพเจียง ข้ารู้สึกผิดหวังยิ่ง เ้าต้องระวังรองแม่ทัพเจียงผู้นี้เอาไว้ให้ดี ขอให้เ้าปลอดภัย”
หรือว่าจดหมายฉบับนี้จะเป็เบาะแสที่ท่านแม่กล่าวถึง รองแม่ทัพเจียง? หรือจะคือคนที่ขึ้นมาเป็แม่ทัพแทนท่านพ่อ คนผู้นี้เหมือนก่อนหน้านี้จะเคยเป็รองแม่ทัพของท่านพ่อ
“เจอเบาะแสใดหรือไม่” เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือมีสีหน้ากำลังขบคิด จึงเอาป้ายคำสั่งที่อยู่ในมือมา เห็นนางขมวดคิ้ว ในใจเขารู้สึกหวั่นไหวนัก
ดูท่าเื่จะเป็ดั่งที่จ้าวซีเหอบอกกับนาง บิดาของนางถูกขุนนางผู้มีอำนาจผู้หนึ่งวางแผนเล่นงาน และคนที่เป็ไปได้มากที่สุดก็คือรองแม่ทัพเจียงผู้นี้
นางพับจดหมายเก็บลงในซองตามเดิม แล้วซ่อนเอาไว้ใต้ที่นอน นางปัดฝุ่นบนเตียงจนสะอาด มองท้องฟ้าข้างนอกที่มีเมฆมากไร้แสงแดด “พรุ่งนี้อากาศก็น่าจะเป็เช่นวันนี้ แล้วทีนี้จะตากผ้าห่มอย่างไร”
นางมองเฉินเกอผาดหนึ่ง เห็นว่าเย็นมากแล้ว นางจึงยิ้มหวานพร้อมกับเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน นี่ก็เย็นแล้ว ท่านรีบไปพักผ่อนเถอะ ข้าคงไม่มีเวลาทำความสะอาดที่นี่ได้ทัน คงต้องให้ท่านนอนไปก่อน ไว้มีเวลาข้าจะทำความสะอาดให้”
“ไม่มีปัญหา” เฉินเกอยิ้มกว้าง ประกอบกับที่เขาตาโตคิ้วหนา ทำให้แลดูน่าขบขันยิ่ง ดูท่านางจะเป็ห่วงเขามาก “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน”
เขาเดินออกจากเรือน ปิดประตู หาเรือนว่างๆ เพื่อนอนพักเอาแรง เขานอนลงบนเตียง มือกอดดาบเอาไว้ด้วยจิตใจที่ไม่สงบนัก ใจเขาเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่ง กลัวว่าในเมื่อตอนนี้หนิงมู่ฉือเดินทางมาถึงที่เยี่ยนฉือแล้ว เขาก็จะไม่มีเหตุผลใดมาอ้างเพื่ออยู่ข้างกายนางได้อีก
ทั้งเป็ห่วงอาการป่วยของอาจารย์ อยากตามหาเบาะแสของหญ้าฟั่นอินให้เจอไวๆ ่นี้ในยุทธภพมีข่าวลือเกี่ยวกับหญ้าฟั่นอินอยู่ไม่น้อย เขาจึงคิดว่าอยู่ที่นี่อีกสักสามสี่วันค่อยเดินทางต่อ
ขบคิดไปมา ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป ตอนเช้าตื่นขึ้นมา จมูกได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากในห้องครัว ท้องพลันส่งเสียงร้องออกมาทันที
เขาลุกจากที่นอน เดินไปที่ห้องครัว เห็นหนิงมู่ฉือผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในห้องครัว เขาอยากให้เวลาหยุดเดินเหลือเกิน เมื่อเห็นนางยิ้ม หัวใจเขาก็เต้นแรง แม้แต่ใบหน้าก็ขึ้นสีแดง
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านรีบชิมเนื้อซีอิ๊วของข้าเร็ว” นางกวักมือเรียกเขา ก่อนจะยกมือเอาผมทัดหู นางมีแววตาสดใสที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสบายตา
ใบหน้าเขาขึ้นสีแดงขณะยิ้มแห้ง เขาเดินเข้าไปในห้องครัว มองเนื้อซีอิ๊วนิ่ง กลิ่นหอมที่ลอยโชยขึ้นมาทำให้เขาห้ามมือตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วนำเข้าปาก หลับตาเสพสุขกับรสชาติที่อยู่ในปาก
ซีอิ๊วที่หมักเข้าเนื้อะเิอยู่ในปากของเขา ยกระดับลิ้นของเขาขึ้นไปอีกขั้น ลิ้นของเขาอดไม่ได้ที่จะเต้นระบำกับความอร่อยล้ำของเนื้อซีอิ๊ว
กลิ่นของอาหารลอยโชยไปไกล ท่านตาได้กลิ่นหอมของอาหารก็ตื่นขึ้นมา หลิงชีและซั่งกวงหลี่เดินไปที่ห้องครัวด้วยสีหน้ารอคอย
ครั้นเห็นหนิงมู่ฉือกำลังหุงข้าว จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “คุณหนูทำเองหรือขอรับ”
เห็นทุกคนมีสีหน้าแปลกใจ หนิงมู่ฉืออดรู้สึกดีใจไม่ได้ เรียกให้ทุกคนมาชิมเนื้อซีอิ๊วของนาง “หากอร่อยข้าจะทำเพิ่มให้อีก ให้ทุกคนได้คลายความหิว”
ภาพเหตุการณ์นี้ดูแล้วช่างอบอุ่นเหลือเกิน ท่านตายิ้มจนตากลายเป็เส้นตรงขณะใช้มือลูบเคราตัวเอง
หลายวันมานี้จ้าวซีเหอมักจะพบว่า เฉินอวี้เข้าไปพบพระสนมซูเฟยในวังอยู่บ่อยๆ การที่บิดาจะเข้าไปหาบุตรสาวถือเป็เื่ปกติและสมเหตุสมผล แต่พระสนมซูเฟยคือพระสนมที่ฮ่องเต้แต่งตั้ง การเข้าไปหาในวังบ่อยเช่นนี้ ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก
การเข้ามาในวังเขารู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน จึงเข้าไปเดินเล่นในอุทยานหลวง ได้ยินฝ่าาตรัสว่า ในอุทยานมีต้นตีสุ่ยกวนอิน[1] ปลูกเอาไว้อยู่หลายต้น
[1] ต้นตีสุ่ยกวนอิน ต้นบอนกระดาดเขียว เป็ไม้ล้มลุก มีหัวอยู่ใต้ดิน เจริญเป็กอสูงได้สองเมตร ใบเป็รูปไข่และหัวใจ ปลายติ่งแหลม โคนเว้าลึก ขอบเรียบหรือเป็คลื่นเล็กน้อย ใบมีสีเขียวเป็มัน
