ราชันดึกดำบรรพ์ก็คือราชันดึกดำบรรพ์ แม้ว่าซานจือจะเป็นักพรตเต๋าที่ทรงพลังและแกร่งกล้า ทว่าก็ยังมิอาจทัดเทียมัสมุทรอัษฎาเนตร
เขาพยายามกลั้นโลหิตมิให้พุ่งออกมา เขาเป็ถึงตัวแทนของแดนลับ์ ตัวแทนของลัทธิเต๋า จะทำให้แดนลับ์ขายหน้ามิได้อย่างเด็ดขาด
“พวกเราไปเถอะ!” นักพรตเต๋าซานจือเก็บผลไม้อายุวัฒนะ แล้วจึงสะบัดแขนเสื้อ พริบตาเดียวเขากับเย่หงเฉินก็หายวับไปจากมหาสมุทร
จูชิงไม่เข้าใจยิ่งยวด เหตุใดนักพรตเต๋าผู้นั้นถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วเหตุใดผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนถึงมอบของล้ำค่าของเกาะหลัวโหวให้กับเขา
“เพื่อประนีประนอม” ซั่งกวานจือหนิงที่ขี่อยู่บนหลังจูชิงถอนหายใจ
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนเป็ผู้เกาะหลัวโหว ดินแดนดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของทวีปเฉียนหยวน ขุนเขากระบี่เทียนหยวนจึงต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลเกินหยั่งถึง ไม่มีสำนักใดที่สามารถต้านทานการโจมตีจากสำนักทั้งทวีปได้ แม้เป็ขุนเขากระบี่เทียนหยวนเองก็ตาม
หลังจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไปจากขุนเขากระบี่เทียนหยวน ขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็สูญเสียที่พึ่งพิง ถึงจะไม่อยากยอม หากสุดท้ายก็ต้องยอมถอยอยู่ดี
นักพรตเต๋าซานจือเองก็เป็นักพรตที่มีอิทธิพลเพียงไม่กี่คนของทวีป ซึ่งการที่เขามาที่เกาะหลัวโหวก็เพื่อตามหาสิ่งที่ตัวเอง้า
มิว่าใครต่างก็รู้ว่านักพรตเต๋าซานจือเหลืออายุขัยไม่มาก สิ่งล้ำค่าฟ้าดินเฉกเช่นผลไม้อายุวัฒนะนั้นสูญพันธ์จากทวีปเฉียนหยวนไปนานมากแล้ว ทางเดียวที่จะได้มันก็คือการได้มันจากเกาะหลัวโหว ดังนั้นพอขุนเขากระบี่เทียนหยวนออกมาจากเกาะหลัวโหว เขาก็ไม่รอช้า รีบมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อท้าประลองมาดหมาย่ชิงผลไม้อายุวัฒนะ
แม้ว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะยอมถอยสักหน่อย แต่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็มีพลานุภาพเพียงพอที่จักทำให้ขุมพลังอำนาจอื่นถอยเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงยังคงความสมดุลนี้ไว้ได้อยู่
“เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน มิรู้ว่าจักเป็อย่างไร?” รอยยิ้มขื่นขมปรากฏบนใบหน้าของซั่งกวานจือหนิง
หลายปีก่อนขุนเขากระบี่เทียนหยวนเป็ฝ่ายได้เปรียบ แต่ครั้งนี้นั้นไม่เหมือนกัน ขุนเขากระบี่เทียนหยวนเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่บนเกาะหลัวโหว ศิษย์ถูกฆ่าตายเกือบหมด เหลือคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น พวกผู้าุโจึงเป็กังวลมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนึ่งเดือนต่อจากนี้
“ไปเถอะ!” หลิ่วซานถอนหายใจเบาๆ เขามั่นใจแล้วว่าไม่มีใครรอดชีวิตออกมาจากเกาะหลัวโหวได้อีก ศิษย์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่รอดชีวิตมีอยู่ไม่ถึงสิบคนเท่านั้น
เมื่อขึ้นไปบนเรือ อักขระิญญาทมิฬรอบตัวเรือพลันสั่นสะท้าน จากนั้นเรือลำใหญ่ก็แล่นขึ้นไปทางเหนือของมหาสมุทรด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ
“ศิษย์พี่เชื่อเ้าเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้านั่นจริงรึ?” สิงอวี๋ขมวดคิ้ว
“เขามีเหรียญตราของท่านปรมาจารย์ ถึงจักน่าเหลือเชื่อ หากจะไม่เชื่อก็คงไม่ได้” หลิ่วซานส่ายหัว
สิงอวี๋ถอนหายใจยาวเหยียดโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ขุนเขากระบี่เทียนหยวนตระหนักดีว่าเหรียญตราของท่านปรมาจารย์สำคัญเพียงใด เพียงเห็นเหรียญตราเปรียบเสมือนเห็นปรมาจารย์ ถึงพวกเขาจักเป็ถึงผู้าุโของขุนเขากระบี่เทียนหยวน หากก็ยังต้องเคารพปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งอยู่
“เด็กคนนั้นไม่มีไอพลังอะไรพิเศษ ลมปราณบริสุทธิ์เป็อย่างมาก ทั้งไม่เคยฝึกฝนวิชาใด” หลิ่วซานมองน้ำทะเลกำลังกระเพื่อมไหว
“ไม่เคยฝึกฝนวิชาจักบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าได้อย่างไร ศิษย์พี่คิดว่ามันเป็ไปได้ด้วยรึ?” สิงอวี๋ขมวดคิ้ว
“เกาะหลัวโหวเป็ดินแดนลึกลับ ไม่มีอะไรที่เป็ไปไม่ได้” หลิ่วซานพูด
“ถ้าเขาเป็จารชนจากสำนักอื่นล่ะ?” สิงอวี๋หน้าเย็นเยียบ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจูชิงเป็จารชนจริง เขาย่อมลงมือฆ่าจูชิงอย่างไม่ลังเล แม้ว่าอีกฝ่ายจักมีเหรียญตราของท่านปรมาจารย์ก็ตาม
“เป็จารชนแล้วอย่างไร? พวกเราขุนเขากระบี่เทียนหยวนจักรับมือกับจารชนที่เป็แค่จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าเพียงคนเดียวไม่ได้งั้นรึ?” หลิ่วซานแสยะยิ้ม เขาเป็ผู้าุโของขุนเขากระบี่เทียนหยวนย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นจักเชื่อเ้าเด็กนั่นงั้นหรือ?” สิงอวี๋ถามต่อ
“หรือขุนเขากระบี่เทียนหยวนกลัวจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเพียงคนเดียว?” หลิ่วซานหัวเราะ
“แล้วเื่จินขวางจักจัดการอย่างไร สังหารศิษย์สำนักเดียวกัน มีโทษตายสถานเดียว หากแต่เด็กนั่นอาจมีผู้ยิ่งใหญ่อยู่เื้ั ถ้าทำเช่นนั้น เขาอาจเป็โทสะก็เป็ได้” สิงอวี๋นวดจุดไท่หยางของตัวเอง ในฐานะผู้าุโที่มีหน้าที่รับผิดชอบการลงโทษศิษย์ในสำนัก พอนึกถึงผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าเป็ใคร คนเที่ยงธรรมไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้นอย่างเขาก็รู้สึกว่ามันเป็ปัญหาไม่น้อย
“บางครั้งสิ่งที่เ้าได้ยินอาจไม่ใช่ความจริง แม้ว่าจะเป็คำพูดจากศิษย์ของเ้าก็ตาม” ประกายสังหารสะท้อนผ่านดวงตาของหลิ่วซาน
“เ้าสงสัยหลิงเฟิงงั้นรึ? หลิงเฟิงเป็คนอย่างไรเ้าน่าจะรู้ดี” สิงอวี๋หน้าเปลี่ยนสี
“ข้าได้กลิ่นเืจากตัวของเขา” หลิ่วซานถอนหายใจ
“กลิ่นเื? เป็จอมยุทธ์จักไม่มีกลิ่นคาวเืติดตัวได้อย่างไร ทั้งยังเป็การเอาชีวิตรอดบนเกาะหลัวโหว หลิงเฟิงน่าจะฆ่าสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ไปไม่น้อย” สิงอวี๋พยายามอธิบาย
“มันเป็กลิ่นเืของมนุษย์ ทั้งยังมากตั้งขนาดนั้น ข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะไม่ได้กลิ่น หรือว่าเ้าจักมองข้ามเพียงเพราะเขาเป็ศิษย์ของเ้า” ลมปราณบนร่างของหลิ่วซานเดือดพล่าน แกร่งกล้าเสียจนสิงอวี๋ยังหายใจไม่ออก
สิงอวี๋มองหลิ่วซานด้วยสีหน้าสับสน สมกับที่อีกฝ่ายเป็หนึ่งในผู้าุโที่แข็งแกร่งที่สุดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน ถึงเขาจะไล่ตามมานานหลายปีก็ยังมิอาจเทียบเคียง
“แต่พวกเราไม่มีหลักฐาน” สิงอวี๋พูด
“เพราะไม่มีหลักฐานจึงยังมิอาจตัดสินโทษหลิงเฟิง ทว่าคำพูดของผู้ที่มีเืของศิษย์สำนักเดียวกันติดอยู่กับตัว แค่คำพูดก็มีน้ำหนักพอที่จักเชื่อแล้วอย่างนั้นรึ” หลิ่วซานมองสิงอวี๋
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร?” สิงอวี๋ถาม
“รอดูสถานการณ์ไปก่อน ข้าจักรายงานเื่นี้กับเ้าสำนัก ใครก็ตามที่รู้เื่นี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเป็อันขาด ทำเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น เข้าใจหรือไม่” หลิ่วซานแค่นเสียงหึ
ในห้องอีกห้องหนึ่งบนเรือใหญ่ มีผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนหลายคนยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก มิรู้ว่าเฝ้าระวังหรือป้องกันกันแน่?
“พวกเขาไม่เชื่อข้า” จูชิงเหนื่อยใจ
“เชื่อหรือไม่เชื่อนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือเ้ามีเหรียญตราปรมาจารย์ พวกเขามิอาจปฏิเสธคำร้องขอจากเ้าได้” เฒ่าปีศาจกล่าว
“แค่เหรียญตราอันเดียว พวกเขาจักไม่ยอมรับก็ได้มิใช่หรือ” จูชิงพูด
“พวกเขาไม่มีทางไม่ยอมรับ” เฒ่าปีศาจมั่นใจยวดยิ่ง
จูชิงยิ้มเจื่อน “เดิมทีนึกว่าพอออกมาจากเกาะหลัวโหวก็สบายใจได้แล้วเชียว ไม่คิดว่าต้องมาเจอกับเื่ที่ทำให้หนักใจอีก”
“เส้นทางแห่งยุทธ์ก็เป็เช่นนี้” เฒ่าปีศาจเอ่ย
สองชั่วยามผ่านไป เรือล้ำใหญ่สั่นะเืจากนั้นก็ลอยขึ้นพุ่งทะยานข้ามผ่านเมฆา
“เรือนี่บินได้ด้วยรึ?” จูชิงมองเมฆสีขาวผ่านกระจกในห้องด้วยความใ
“เรือลำนี้มีอักขระิญญาทั้งหมดหนึ่งหมื่นแปดร้อยแปดสิบแปดอักขระ สร้างขึ้นโดยผู้ชำนาญการวาดอักขระ บินไม่ได้สิแปลก” ซั่งกวานจือหนิงผลักประตูห้องเข้ามา
“เ้าหายดีแล้วรึ?” จูชิงถาม
“พอไหว พอหลุดพ้นจากการสยบยั้งขั้นพลังของเกาะหลัวโหว ขั้นบำเพ็ญเพียรของข้าจึงกลับคืนมาอีกครั้ง ถ้าปิดขั้นพลังสักพักหลังจากไปถึงสำนักก็สามารถทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นหลอมลมปราณได้แล้ว” ซั่งกวานจือหนิงยิ้ม ใบหน้าโฉมสะคราญงามเจิดจ้าดังมีแสงประกายทั่วทั้งห้อง
“ยิ่งเ้าแข็งแกร่งข้าก็ยิ่งเ็ป ต่อจากนี้ข้าไม่ตายดีแน่” จูชิงพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ถึงข้าจักยังมิได้ทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นหลอมลมปราณก็จัดการกับโจรกระจอกอย่างเ้าได้สบาย” ซั่งกวานจือหนิงมองเขม่นใส่จูชิง
“เ้าคงไม่ได้มาหาข้าเพื่อข่มขู่ข้าใช่หรือไม่” จูชิงเบ้ปาก
“ข้าอยากรู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?” ซั่งกวานจือหนิงเอ่ยถาม
“เ้าจำไม่ได้รึ?” จูชิงมองซั่งกวานจือหนิง
“ถ้าจำได้ข้าจักมาถามเ้าทำไม?” ซั่งกวานจือหนิงไม่สบอารมณ์
จูชิงหัวเราะ “ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่ต้องจำ ถึงข้าบอกเ้าไป เ้าก็จำไม่ได้อยู่ดี นับประสาอะไรกับข้าที่ตัวเองก็จำไม่ได้”
ซั่งกวานจือหนิงขมวดคิ้ว “พล่ามบ้าอะไรของเ้า”
“ถ้าคิดว่าข้าพล่ามก็ไม่ต้องฟังสิ” จูชิงยักไหล่
พลังลึกลับในซากโบราณลบความทรงจำของซั่งกวานจือหนิงไป พลังนั้นแข็งแกร่งมาก ขอแค่พลังนั่นยังคงอยู่ ถึงพวกซั่งกวานจือหนิงจะพยายามนึกอย่างไรก็ไม่มีทางนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้นในซากโบราณ ถึงจูชิงจักบอกพวกเขาไป สุดท้ายพวกเขาก็ต้องลืมอยู่ดี
นอกจากพวกซั่งกวานจือหนิงจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเ้าของพลังที่อยู่ในซากโบราณ
ผู้าุโที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ข้างนอกได้ยินจูชิงยั่วยุซั่งกวานจือหนิง ไม่รู้ว่าควรบอกว่าเขาใจกล้าเทียมฟ้าหรือไม่รักตัวกลัวตายดี กระทั่งผู้าุโในสำนักยังมิกล้าพูดจาเช่นนั้นกับซั่งกวานจือหนิง นางมีสถานะสูงศักดิ์ยิ่งยวด สูงศักดิ์ขนาดที่พวกเขายังมิกล้าดูแคลน
เรือใหญ่บินทะยานกลางท้องฟ้า ภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏในคลองจักษุของจูชิง เขาทั้งประหลาดใจ ตื่นเต้น งงงวย และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
ผู้ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายย่อมอยากรู้อยากเห็นว่าโลกใบนี้เป็อย่างไร ขณะเดียวกันเขาก็กลัวว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดอยู่บนโลกนี้ได้หรือไม่
“ครืนนน!” จูชิงรู้สึกได้ว่าเรือกำลังลดระดับลง ตัวเรือสั่นะเืเล็กน้อย จากนั้นก็หยุดลง
ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว!
ผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนสองคน “พา” จูชิงลงมาจากเรือ ครั้นเห็นประตูสูงใหญ่ถึงสองร้อยจั้ง จูชิงพลันรู้สึกเลื่อมใสอยากกราบไหว้บูชาเสียเดี๋ยวนั้น
“เทียนหยวน!” อักษรสองตัวโดดเด่นสะดุดตา ที่นี่คือขุนเขากระบี่เทียนหยวน ประตูที่อยู่ข้างหน้าก็คือประตูทางเข้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ครั้นจูชิงแหงนหน้ามอง เจตจำนงกระบี่กล้าแกร่งพุ่งเข้ามาในใจเสมือนกับสามารถทลายฟ้าดินได้ในคราวเดียว เขารีบหันไปมองทางอื่นมิกล้ามองตัวอักษรสองตัวอีก
ผู้าุโสองคนเมื่อเห็นว่าจูชิงไม่กล้ามองอักษรบนป้าย มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย ประตูของขุนเขากระบี่เทียนหยวนหาใช่สามัญเช่นตาเห็น ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเขียนอักษรสองอักษรนั้นด้วยตัวเอง แฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่ แม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่กล้ามองนาน นับประสาอะไรกับจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายา ถ้าไม่ถูกเจตจำนงกระบี่ทำลายฐานพลังสิแปลก
