บทที่ 180 ข้อมูลข่าวสาร
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนทัพ เพราะถึงจะสามารถยึดเมืองเสวียนจ้งได้ พวกเขาก็ต้องสูญเสียหนักอยู่ดี ซึ่งจะไม่สามารถรักษาฐานทัพตรงนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อฝั่งนี้เกิดการต่อสู้ขึ้นมา เทียนตูจะต้องส่งขุมกำลังเสริมมาช่วยเหลืออย่างแน่นอน พวกเขาเพิ่งจะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติสำเร็จ จำนวนคนที่ส่งมาได้จึงมีเพียงเท่านี้ หากต้องสูญเสียั้แ่ศึกคราแรก เห็นทีจะเป็การได้ไม่คุ้มเสีย
ทว่าทางฝั่งตะวันตกไม่ได้มีเพียงเมืองเสวียนจ้ง ยังมีขุมอำนาจขนาดเล็กอื่นๆ อยู่ด้วย และด้วยกำลังพลของพวกเขาในยามนี้ กล่าวได้ว่าไม่จำเป็จะต้องสู้กับเมืองเสวียนจ้งให้าเ็จนล้มตายกันไปข้างหนึ่ง ขอเพียงกำลังเสริมจากดินแดนมารมาถึง การโจมตีและเข้ายึดเมืองเสวียนจ้งให้เป็เื่ของเวลาเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้นักพรตจากดินแดนมารที่รุดหน้ามาอย่างเร่งรีบจึงจากไปอย่างว่องไว นักพรตที่เฝ้าอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมืองได้แต่งุนงง กระนั้นในใจกับปีติยินดี การไม่ต้องประมือกับนักพรตของดินแดนมารย่อมเป็เื่ดีที่สุด มีเพียงนักพรตระดับสูงกับผู้าุโระดับสูงในเมืองเสวียนจ้งเท่านั้นที่รู้สึกหนักใจ นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าแปดคน กำลังรบเทียบเท่ากองกำลังระดับสูงของเทียนตูเกือบครึ่ง ทว่ากำลังรบของดินแดนมารกระจุกรวมกันอยู่ที่เดียว ขณะที่นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าของเทียนตูต่างกระจายกันไปทั่ว!
แต่ยามนี้ถึงร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงส่งข่าวสถานการณ์ของทางนี้ไปยังตำหนักมหาเทพโดยเร็ว หลินฉงซิ่นในฐานะประมุขของตระกูลหลินได้ส่งกลุ่มนักพรตฝีมือดีออกไปติดตามการเคลื่อนไหวของนักพรตดินแดนมารแล้ว เขาไม่อาจเพิกเฉยได้เพียงเพราะนักพรตของดินแดนมารมีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่า และไม่ว่าอย่างไร ก็จะไม่มีทางปล่อยให้คนเ่าั้มาอาละวาดตามอำเภอใจในเทียนตู
ทว่าโดยไม่ทันคาดคิด หนึ่งวันหลังจากนั้น กลุ่มนักพรตขั้นตงซวนจำนวนสิบกว่าคนที่ส่งออกไป จะย้อนกลับมาเพียงสามคนเท่านั้น แล้วแต่ละคนยังอยู่ในสภาพใบหน้าซีดขาว หลังสอบถามจึงรู้ว่าพวกเขาถูกนักพรตดินแดนมารซุ่มโจมตี จึงมีเพียงสามคนที่หนีรอดกลับมาได้
โชคดีที่ทั้งสามคนไม่ได้กลับมามือเปล่า แม้นักพรตดินแดนมารจะทิ้งคนเอาไว้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน แต่นักพรตที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ไม่มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า ด้วยเหตุนี้แม้จะสูญเสียกำลังพลไปสิบกว่าคน แต่ก็ยังจับตัวนักพรตมารที่าเ็สาหัสกลับมาได้ผู้หนึ่ง
เมื่อจับตัวเชลยได้ ผู้าุโของเมืองเสวียนจ้งก็พากันโล่งใจ แม้จะรู้ว่าการล้วงความลับจากปากใครสักคนเป็เื่ที่ยากลำบากและต้องใช้ความพยายามมากยิ่ง แต่ในเมื่อนายน้อยตระกูลลู่สามารถทำได้ แล้วเหตุใดเมืองเสวียนจ้งของพวกเขาจะทำไม่ได้เล่า หรือหากไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยส่งตัวคนไปให้ตำหนักมหาเทพจัดการก็ย่อมได้ อย่างไรเสีย ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ตระกูลหลินของเมืองเสวียนจ้งย่อมไม่กลัวว่าจะมีผู้ใดฉวยโอกาสซ้ำเติมกัน
หลังจับตัวเชลยศึกได้ ตระกูลหลินก็เริ่มต้นการสอบสวนอย่างเร่งด่วน ใช้ทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ หากเชลยเริ่มจะทนการทรมานไม่ไหว ตระกูลหลินก็พร้อมจะใช้โอสถวิเศษรักษาาแของอีกฝ่ายอย่างไม่เสียดาย ก่อนจะไต่สวนต่อและทำเช่นนี้ซ้ำๆ แม้ว่าเชลยจากดินแดนมารจะมีจิตใจเข้มแข็งสักเพียงใด สุดท้ายก็ต้องขอยอมแพ้
สาเหตุสำคัญคือแม้นักพรตผู้นั้นจะสารภาพแผนการของดินแดนมารออกมา เขาก็คิดว่ามันไม่อาจส่งผลต่อสถานการณ์ในยามนี้ได้ เขาเพียงปรารถนาให้ความตายพรากชีวิตไปโดยเร็วก็เท่านั้น
หลังดูบันทึกการสอบปากคำ หลินฉงซิ่นประมุขตระกูลหลินก็ถึงกับมีเหงื่อซึมบนหน้าผาก แผนการแรกของดินแดนมารคือการเปิดฉากโจมตีอย่างสายฟ้าแลบ และวางแผนมาอย่างแยบยลว่าจะจัดการยอดฝีมือกับผู้นำของแต่ละขุมกำลังก่อน จากนั้นค่อยบุกเข้ามาอย่างเต็มกำลัง หากพวกเขาทำตามแผนการสำเร็จจริงๆ เทียนตูก็มีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตอย่างถึงที่สุดในชั่วพริบตาเดียว
แต่ถึงจะค้นพบแผนการของพวกเขาล่วงหน้า และสามารถทำลายแผนการแรกเริ่มของดินแดนมารได้ แต่การกระทำขั้นต่อไปของดินแดนมารก็ทำให้พวกเขาหนักใจไม่น้อย เพราะว่าแผนการตัดกำลังหลักล้มเหลวไปแล้ว ดินแดนมารจึงตัดสินใจใช้แผนเข้าโจมตีทีละจุด ค่อยๆ กลืนกินเทียนตูทีละนิด เนื่องจากพื้นที่ของเทียนตูกว้างใหญ่ไพศาล และมีนักพรตที่เป็ยอดฝีมือกระจายตัวอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า เกรงว่าจะไม่สามารถคิดแผนรับมือได้ทันท่วงที
หลินฉงซิ่นใส่ข้อมูลที่ได้รับลงในกระบี่บินเล่มหนึ่ง แล้วส่งไปยังตำหนักมหาเทพ เื่นี้ไม่ใช่เื่ที่ตระกูลหลินสามารถตัดสินใจได้ พวกเขาจะต้องร่วมมือกันจัดการ ตำหนักมหาเทพไม่อาจหลีกหนีหน้าที่ในฐานะผู้ปกครองของเทียนตูได้
ขณะนี้ภายในตำหนักมหาเทพมีผู้คนมารวมตัวกันหลายสิบคน ทว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็ตัวแทนของตระกูลต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็ผู้ประสานงาน ในเมื่อสามารถมานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ ฐานะของพวกเขาย่อมไม่ได้ต่ำต้อย ซึ่งท่านผู้เฒ่าสูงสุดเองก็ไม่ได้ถือสาหาความใด
“สมกับเป็เหล่าผู้ที่ทะเยอทะยาน ถึงได้คิดแผนการชั่วช้าสามานย์เช่นนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะตระกูลลู่ตรวจพบแผนการของดินแดนมารก่อน เทียนตูของพวกเราเกรงว่าคงได้อลหม่านกันโดยถ้วนทั่วไปแล้ว!”
หลังได้รับข่าวสารจากประมุขตระกูลหลิน หลินฉงซิ่น ท่านผู้เฒ่าสูงสุดก็ประกาศออกมาให้ทราบโดยทั่วกัน ตัวแทนจากตระกูลทั้งหลายได้ฟังแล้วก็ตอบสนองไม่แตกต่างจากหลินฉงซิ่นในคราแรก พวกเขาต่างหลั่งเหงื่อเย็นออกมากันถ้วนหน้า
หลังจากใช้ชีวิตสงบสุขมาอย่างยาวนาน จะโทษพวกเขาเห็นทีก็คงไม่ได้ ใครจะคาดคิดเล่าว่าทำการบำเพ็ญเพียรอยู่ดีๆ จะมีภัยพิบัติคุกคามมาถึงที่ในชั่วพริบตาเช่นนี้ แล้วยังหวังจะทำลายพวกเขาให้ย่อยยับอย่างไร้ความปรานีอีก!
“ฮึ จะปล่อยให้ดินแดนมารได้ใจไม่ได้โดยเด็ดขาด พวกมันอยู่ทางทิศตะวันตกไม่ใช่หรือ? เรามีตระกูลและสำนักมากมายเช่นนี้ อย่างมากก็เพียงรวบรวมยอดฝีมือขึ้นมา แล้วส่งไปถล่มบรรดานักพรตจากดินแดนมารให้สิ้นซาก ทำลายค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ เพียงเท่านี้ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?”
“วิธีการนี้ไม่เลว แต่เ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักพรตดินแดนมารทั้งหมดอยู่ทางทิศตะวันตก? สายลับจากดินแดนมารที่ตระกูลลู่จับตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในเมืองเทียนอวิ๋นของพวกเขา อีกอย่าง พื้นที่ทางทิศตะวันตกกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น เ้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะหาค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติพบ? กล้ารับประกันหรือไม่ว่า หากทุกคนเต็มใจติดตามเ้าไปต่อสู้ โดยเอาชีวิตเข้าแลกกับเหล่านักพรตมาร?”
คำถามยาวเหยียดที่ถูกเอ่ยออกมา ทำให้คนที่เอ่ยปากก่อนหน้านี้เงียบสนิท แล้วยังทำให้หอประชุมที่เดิมทีต่างก็วุ่นวายอยู่แล้ว เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่หนักยิ่งกว่าเก่า
แม้เทียนตูจะมียอดฝีมืออยู่จำนวนไม่น้อย แต่ทุกคนล้วนเป็เสาหลักของตระกูลและสำนักต่างๆ หากพวกเขาสละชีพไป ขุมอำนาจที่อยู่ด้านหลังของพวกเขา ย่อมได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ด้วยเหตุนี้คนที่สามารถปะทะกับนักพรตมารได้ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังจึงมีอยู่ไม่มากนัก เพราะหากเปิดศึกกันขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะมีบทสรุปเช่นไร!
ตัวแทนของตระกูลลู่ที่รั้งอยู่ตำหนักมหาเทพไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็ลู่อวี่นายน้อยของตระกูลลู่ ยามนี้ที่ตระกูลลู่มีหลายเื่ให้ต้องจัดการ คนที่พอจะมีเวลาว่างก็คือเขา ดังนั้นจึงมาอยู่ที่ตำหนักมหาเทพ เพื่อเป็คนประสานงานของตระกูลลู่
ระหว่างที่นั่งฟังคนอื่นๆ สนทนากัน ลู่อวี่ก็คิดตามไปด้วยในใจ แม้ว่าเวลานี้ดินแดนมารจะยังไม่ได้ทำอะไรเทียนตู แต่สถานการณ์ของเทียนตูตอนนี้กลับไม่ค่อยสู้ดีนัก หากดินแดนมารสามารถควบคุมค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้ ด้วยความสามารถของพวกเขา ย่อมต้องส่งตัวยอดฝีมือมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงตอนนั้น เทียนตูจะยังต้านทานการรุกรานของดินแดนมารได้หรือไม่ เื่นี้นับว่าเป็ปัญหาอย่างใหญ่หลวง
หากไม่สามารถทำลายความฮึกเหิมของดินแดนมารได้ั้แ่่แรกเริ่ม เกรงว่าสถานการณ์ในภายภาคหน้าย่อมเลวร้ายยิ่งกว่าเก่า
หลังจากใคร่ครวญสักพัก ลู่อวี่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ถึงนักพรตมารจะถอนตัวออกจากเมืองเสวียนจ้ง แต่คิดว่าคนของดินแดนมารคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเราไม่จำเป็ต้องคำนึงว่าเื่เหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่สู้มาช่วยกันคิดเล่า ว่าจะรับมือกับการเคลื่อนไหวต่อไปของดินแดนมารอย่างไร ในเมื่อข้อมูลที่ได้มาบอกว่าดินแดนมารใช้แผนกลืนกินดินแดนทีละนิด หากเป็เช่นนั้น พวกเขาย่อมเฟ้นหาสถานที่สักแห่งที่สามารถจู่โจมและตั้งรับได้เป็ฐานที่มั่น คงไม่ปล่อยให้กองทัพจำนวนหลายร้อยคนเร่ร่อนไปมาในเทียนตู!”
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋กำลังพิจารณาอยู่เช่นกันว่าจะรับมือกับการโจมตีของดินแดนมารอย่างไร หลังได้ยินสิ่งที่ลู่อวี่กล่าว ดวงตาของเขาก็พลันเป็ประกาย รีบโบกมือเพื่อหยุดเสียงจอแจวุ่นวายภายในโถงตำหนักใหญ่ แล้วหันมองไปทางลู่อวี่พลางเอ่ยว่า “นายน้อยลู่จงว่าต่อไป เ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?”
บรรดานักพรตของตระกูลลู่ที่อยู่ด้านหลังของลู่อวี่ เมื่อเห็นว่าท่านผู้เฒ่าสูงสุดให้ความสนใจกับนายน้อยของตระกูลลู่ ก็พลันภูมิอกภูมิใจกันไม่น้อย การแสดงความโดดเด่นท่ามกลางขุมอำนาจมากมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่านายน้อยของพวกเขามีความฉลาดเฉลียวยิ่งนัก หาใช่เพียงเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถไม่ แต่ยังมีความสามารถในด้านอื่นๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างล้ำลึก
“ความจริงแล้ว พวกเราเพียงลองมองในมุมของนักพรตมาร จึงพอจะมองออกแล้วว่า ก้าวต่อไปพวกดินแดนมารจะเริ่มโจมตีสถานที่ใดบ้าง หลังจากกลยุทธ์บุกรุกกะทันหันและตัดหัวแม่ทัพของฝ่ายศัตรูล้มเหลว จึงทำได้เพียงยึดหลักแผนการกลืนกินดินแดนทีละนิด พวกมันจำเป็จะต้องมีฐานทัพที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งสถานที่ที่จะใช้เป็ฐานทัพในระยะยาวได้ จำต้องมีเงื่อนไขบางประการ เช่นว่าพวกเขาไม่สามารถขนส่งโอสถวิเศษและเซียนหยกผ่านทางค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้ จึงจำต้องเสาะหาเอาในพื้นที่ หากเป็เช่นนั้น ต่อให้ในฐานทัพของพวกเขาไม่มีทรัพยากรสำคัญเหล่านี้ พื้นที่ละแวกใกล้เคียงก็ควรจะมีทรัพยากรให้ใช้สอย ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้ทรัพยากรในดินแดนมารขาดแคลนอย่างหนัก ถึงขั้นว่าอาจจะไม่มีทรัพยากรใดหลงเหลืออยู่ด้วยซ้ำ แม้แต่สมบัติวิเศษกับอาวุธเวทยังหาให้ครบตามจำนวนคนไม่ได้ เช่นนั้น การที่พวกมันมุ่งหน้าโจมตีตระกูลหลินย่อมบ่งชี้ได้เป็อย่างดี! พวกเราเพียงมองหาว่าในพื้นที่ทางทิศตะวันตกของเทียนตู นอกจากตระกูลหลินแล้ว ยังมีพื้นที่ใดที่ใกล้เคียงกับเงื่อนไขเหล่านี้บ้าง หากทราบ ก็ย่อมระบุเป้าหมายการโจมตีครั้งถัดไปของพวกดินแดนมารได้แล้ว ขอเพียงพวกเราเตรียมแผนการรับมือเอาไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็การต่อสู้หรือป้องกัน ย่อมไร้ซึ่งข้อผิดพลาด”
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!” ท่านผู้เฒ่าสูงสุดได้ยินสิ่งที่ลู่อวี่กล่าวก็พลันะโเอ่ยชมเปาะ ฝ่ายตัวแทนจากขุมอำนาจอื่นแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกนับถือและชื่นชมลู่อวี่ไม่น้อย ไม่ใช่ว่าสติปัญญาของพวกเขาด้อยกว่า แต่เพราะเทียนตูสงบสุขมาเนิ่นนานเกินไป แทบจะไม่เคยได้สู้รบตบมือกับผู้ใดอย่างจริงจัง มายามนี้เมื่อต้องเจอกับาเต็มรูปแบบอย่างกะทันหัน พวกเขาก็อดวิตกกังวลและหวาดกลัวไม่ได้ ใครจะไปคิดถึงเื่อื่นได้เล่า
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดโบกมือเมื่อฉายภาพเสมือนขึ้นกลางอากาศ ซึ่งมันคือแผนที่ฝั่งตะวันตกของเทียนตู
“นายน้อยลู่อวี่ เ้าลองบอกมาก่อนว่าคนของดินแดนมารจะโจมตีที่ใด?”
ลู่อวี่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ขอเกรงใจ แม้เขาจะไม่ค่อยคุ้นชินสภาพภูมิศาสตร์ฝั่งทางทิศตะวันตกของเทียนตูมากนัก แต่พื้นที่ฝั่งนั้นล้วนไม่ใช่แหล่งทรัพยากรที่สำคัญอยู่แล้ว ดังนั้นขุมกำลังแถบนั้นจึงไม่แออัดมาก
ลู่อวี่มองดูการแบ่งเขตของขุมอำนาจต่างๆ บนแผนที่อย่างคร่าวๆ จากนั้นก็ใช้การพิจารณาของตนเอง รวมกับข้อมูลที่ขุมอำนาจต่างๆ รายงานเข้ามา ก่อนจะเลือกออกมาสองสามสถานที่ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้คนของดินแดนมารถูกบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับเทียนตูของพวกเราตรงๆ ระหว่างที่กองกำลังเสริมยังมาไม่ถึง พวกมันคงคิดจะก่อาเพื่อ่ชิงทรัพยากร หากเป็เช่นนั้นจริง สถานที่นี้ ตรงนี้แล้วก็ตรงนี้ แม้พวกเขาจะไม่ใช่ขุมกำลังใหญ่สุดในฝั่งตะวันตก แต่ไม่ว่าจะที่ตั้งหรือทรัพยากร ต่างก็มีเพียงพอต่อการใช้ตั้งรับและโจมตีโดยง่าย มิหนำซ้ำยังใกล้กับแหล่งทรัพยากรไม่น้อย หากเป็ข้าละก็ คงไม่มีทางยอมปล่อยสถานที่เหล่านี้ไปแน่!”
คนทั้งหมดพิจารณาตามจุดที่ลู่อวี่ชี้ให้เห็น แล้วพากันพยักหน้าเห็นด้วย
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนอู๋จี๋ใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนสั่งการให้พวกเขาแบ่งกลุ่มกันออกไปทำภารกิจ นอกจากตำหนักมหาเทพแล้ว ยังมียอดฝีมือจากตระกูลต่างๆ รวมอยู่ด้วย พวกเขาแบ่งออกเป็สามกลุ่ม โดยแยกย้ายกันไปป้องกันสถานที่สามแห่ง
หลังจากลู่อวี่แสดงความคิดเห็นเรียบร้อยก็นั่งลง เขาไม่ได้ทำเื่เหล่านี้เพราะอยากจะมีหน้ามีตา แต่ทำเพราะความอยู่รอดของพวกเขาเป็หนึ่งเดียวกัน หากรังถูกคว่ำไข่ย่อมแตก[1] เขาจึงต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน
[1] หมายถึง หากกองกำลังทั้งหมดถูกทำลายก็ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้
