บทที่ 116 กลับไปเทียนอวิ๋น
น้องผู้ประเสริฐบ้าบอกับเ้าน่ะสิ เมิ่งเทียนอวิ๋นกลัดกลุ้มใจไม่น้อย แต่กลับไม่ได้โวยวายยืดเยื้อ เพียงแสร้งทำเป็ว่าไม่ได้ยิน หลังจากคิดอยู่พักหนึ่งแล้ว ก็กระซิบพูดกับเมิ่งเสวียนโตวว่า “ลุงผู้เฒ่า เราเอาวัตถุดิบยาที่ได้มาจากห้องโถงด้านข้างพวกนั้นแลกเปลี่ยนกับลู่อวี่ได้หรือไม่? วัตถุดิบพวกนี้มีบางส่วนที่คุณสมบัติเปลี่ยนไปแล้วและไม่สามารถใช้ได้แล้ว อีกอย่างตระกูลเมิ่งของเราก็ไม่มีคนปรุงโอสถที่สามารถใช้ได้ แต่ตรงกันข้ามหม้อทองสัมฤทธิ์น้ำหลอมอาวุธวิเศษนี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อตระกูลเมิ่งของเรา หากมีมัน วัตถุดิบหายากมากมายที่ตระกูลเมิ่งของเราสะสมไว้ก็จะถูกนำออกมาใช้ได้! หากท่านไม่คัดค้าน ข้าก็จะนำยาวิเศษพวกนั้นมาแลกเปลี่ยนกับของสิ่งนี้ของลู่อวี่!”
เวลานี้เมิ่งเสวียนโตวยังคงใช้พลังจิตสำรวจหม้อทองสัมฤทธิ์หลอมอาวุธอย่างละเอียด เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาเหมือนจะมองข้ามอะไรไป เมื่อได้ยินที่เมิ่งเทียนอวิ๋นพูด และตอนที่ได้ยินพูดถึงวัตถุดิบล้ำค่า ถึงตระหนักได้ว่า หม้อทองสัมฤทธิ์หลอมอาวุธจะถูกเผาด้วยไฟใต้ดินทุกวัน เพียงทองสัมฤทธิ์ธรรมดาจะต้านทานมันได้อย่างไร? ดังนั้นก็เลยพูดออกมาทันทีว่า “ช้าก่อน ข้าขอดูให้ดีเสียก่อน!”
หลังจากพูดจบ ก็เข้าเพ่งจิตมองและอยากจะรวมพลังเข้าไปในวัสดุของหม้อทองสัมฤทธิ์สีเขียวเสียให้ได้
ทันใดนั้น เมิ่งเสวียนโตวก็มีสีหน้าตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ พร้อมกับหันไปพูดกับเมิ่งเทียนอวิ๋นว่า “วัตถุนี้มีทองคำเทียนเฉินเป็ส่วนประกอบจำนวนไม่น้อย เป็สมบัติที่ล่ำค่ามาก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เ้าต้องแลกเปลี่ยนวัตถุนี้มาให้ได้ ต่อให้ไม่นำมาปรุงโอสถ เพียงสกัดเอาทองคำเทียนเฉินพวกนั้นออกมาก็ไม่ขาดทุนแล้ว!”
ในฐานะลูกหลานของตระกูลเมิ่งที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากแร่ธาตุ เป็ไปไม่ได้อยู่แล้วที่เมิ่งเทียนอวิ๋นจะไม่รู้ว่าทองคำเทียนเฉินคืออะไร หายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งแล้ว และพยายามระงับหัวใจที่เต้นระรัว เมื่อหันไปมองหม้อทองสัมฤทธิ์นั้นอีกครั้ง เขาก็แสดงท่าทีมุ่งมั่นที่จะเอามันมาให้ได้
ท้ายที่สุดแล้วเมิ่งเทียนอวิ๋นก็นำยาวิเศษทั้งหมดที่ได้มาจากห้องปรุงโอสถออกมา อีกทั้งยังนำสมบัติที่ตัวเองสะสมไว้อีกจำนวนมากของเขาเองออกมาเสริมด้วย จากนั้นถึงได้นำมาแลกกับ “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” ที่อยู่ในมือของลู่อวี่
ชั่วขณะหนึ่งที่ทั้งสองตระกูลต่างก็มีความสุขกันไม่น้อย หากคนที่ไม่รู้คงคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตระกูลใกล้ชิดกันนัก!
หลังจากได้หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวมาไว้ในมือแล้ว เมิ่งเทียนอวิ๋นก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เมื่อได้ของสิ่งนี้มา ตัวเองก็รู้สึกว่าการเดินทางมาดินแดนทางเหนือครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงเวลาที่ยิ่งยาวนาน อุปสรรคที่ยิ่งมีมากขึ้น หลังจากพูดคุยกับเมิ่งเสวียนโตวคร่าวๆ ไม่กี่คำแล้ว ทั้งสองก็ออกไปรวบรวมคนของตัวเอง และรีบเดินทางกลับตระกูลเมิ่งทันที
แม้ว่าเหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าว จะได้รับของบางอย่างในครั้งนี้ด้วย แต่สิ่งที่พวกเขาอยากสืบทอดต่อมากลับไม่ได้รับ แต่เพราะฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก กล่าวอำลากับลู่อวี่แล้วรีบจากไป
ตอนนั้นเองที่ตู้เสวียนเฉิงถือโอกาสถามเื่ราวที่เกิดขึ้นกับลู่อวี่ในห้องโถงด้านหลัง ลู่อวี่เองก็ไม่คิดที่จะปิดบังตู้เสวียนเฉิงเช่นเดียวกัน หลังจากเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้ว ตู้เสวียนเฉิงก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะคิดไม่ถึงว่าเด็กปรุงโอสถที่ตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง จะถูกแช่แข็งเป็เวลาหลายพันปีและรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในที่สุดเขาจะกลายมาเป็อาวุธิญญาใน “เตาหลอมเทียนซิง” ของลู่อวี่ แต่ถือได้ว่าได้มาเกิดใหม่ในรูปแบบอื่น และด้วยนิสัยของลู่อวี่ หากทำตัวดีๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความหวังที่จะได้เป็คนใหม่ในอนาคต!
ในเวลานี้ เสียงปรักหักพังก็เริ่มดังเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ลู่อวี่ก็เลยพูดขึ้นว่า “พวกเราไปกันเถิด ถ้ำนี้คงจะถล่มลงมาแล้ว ช่างน่าเสียดายนัก!”
ตู้เสวียนเฉิงยิ้มจางๆ ในเวลานี้ กับดักส่วนใหญ่ในถ้ำถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงพาลู่อวี่เดินทางด้วยแสงหลบหนี แล้วเหาะออกไป
เจ็ดวันต่อมา ลู่อวี่และคนอื่นๆ กลับไปทีู่เาเทียนฉยง โดยที่หยุดพักชั่วคราวที่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน และมอบอาวุธวิเศษและยาวิเศษไว้ให้ลู่หยวนจือ หลังจากรับลู่หนานและคนอื่นๆ แล้วเสร็จก็เดินทางกลับไปทันที
เวลานี้ใกล้จะสิ้นปีแล้ว แตู่เาเทียนฉยงก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป มองจากระยะไกล แต่ก็ยังคงเขียวสดราวกับหยกราคาดี เพราะเหนือทะเลสาบเทียนหยุนมีเมฆและหมอกลอยอยู่เหนือทะเลสาบ น้ำก็ส่องแสงระยิบระยับเป็ครั้งคราวราวกับไข่มุกที่ปรากฏวับวาบ
ถึงทิวทัศน์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ตระกูลลู่ก็เปลี่ยนไปไม่น้อย หลักๆ แล้วคือเนื่องจากตระกูลลู่มีคนปรุงโอสถสองคน ความแข็งแกร่งของตระกูลก็พัฒนาขึ้นมาอย่างมากในเวลาเพียงสองปี สภาพจิตใจของทุกคนก็เลยมีความฮึกเหิมห้าวหาญ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ภายในไม่กี่เดือน ก็มีคนในตระกูลลู่บรรลุขั้นขึ้นมาจากขั้นพลังยุทธ์ได้ถึงสิบกว่าคน บรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นมาสูงกว่าเดิม จึงทำให้เกิดทัณฑ์์ขึ้นบนท้องฟ้าเหนือตระกูลลู่บ่อยๆ และผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเทียนอวิ๋นเห็นสิ่งแปลกประหลาดจนชินกันไปแล้ว
เมื่อออกมาจากเรือแสงตัดเมฆา์ ก็พบว่าฝนตกปรอยๆ มีลมเย็นพัดผ่านเบาๆ ทำให้ลู่อวี่รู้สึกสบายตัวมาก แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็เพิ่งจะรู้ว่าการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็น้ำแข็งและหิมะของดินแดนทางตอนเหนือนั้นมันรู้สึกลำบากเพียงไหน ต่อให้ทั้งหมดจะเป็นักพรต สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ไม่สามารถทำอันตรายใดแก่พวกเขาได้และยังคงรู้สึกเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป หรือมีอาจจะอ่อนไหวกว่านั้น
“ชิงรั่ว เร็วเข้า พวกเราไปสร้างบ้านหลังเล็กให้กับเสี่ยวไป๋บนูเากัน ข้ารู้จักสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมที่สุด เร็วเข้า ไม่ต้องไปสนใจพี่ชายแล้ว!”
ทันทีที่ลู่หนานและจีชิงรั่วกลับมา ก็กอดสุนัขจิ้งจอกหลิงเย่ว ที่ตั้งชื่อว่า “เสี่ยวไป่” แล้ววิ่งะโโลดเต้นหายตัวไป พวกนางไม่สนใจลู่อวี่อีกเลย ทำเอาลู่อวี่ถึงกับส่ายหน้าและได้แต่ยิ้มอย่างไม่มีทางเลือก ลูกศิษย์ตัวน้อยยังเด็กอยู่ ดังนั้นเขาก็เลยไม่ได้เข้มงวดอะไรนัก
“นี่คือของบางอย่างที่ข้าได้รับตอนที่แยกกันกับสหายน้อย มันไม่มีอะไรเลยที่ข้าสามารถใช้ได้ ให้เ้าหมดเลยละกัน!” ตู้เสวียนเฉิงพูดจบก็หายตัวไปทันที เพราะยอดฝีมือผู้นี้ไม่ชอบอยู่ในสถานที่ที่คนเยอะ มีเวลาเมื่อไรก็จะใช้เวลาอยู่แต่กับการฝึกฝนบำเพ็ญเพียร นอกจากจะให้ความสนใจกับความปลอดภัยของลู่อวี่แล้ว ก็ไม่สนใจเื่อื่นเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยพบหน้ากับผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังของตระกูลลู่เลยด้วยซ้ำ
แต่ระหว่างทั้งสองคนก็เข้าใจกันโดยปริยายอยู่แล้ว ลู่อวี่เองก็ไม่คิดเกรงใจเลือกรับมาเก็บไว้เอง
เดิมทีแหวนลับเป็สิ่งที่มีค่าไม่น้อย แต่ใน่หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ลู่อวี่ได้ของล้ำค่ามามากมายและตอนนี้ก็ไม่เห็นมันอยู่ในสายตาแล้ว แม้แต่แหวนลับที่จีชิงรั่ว ใช้ก็ยังดีกว่าที่เขาแย่งชิงมาจากเมิ่งเทียนซิ่งมาก
สิ่งสำคัญที่รีบกลับมาตระกูลในครั้งนี้คือต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น เพราะต้นไม้ต้นนี้มีความ้าที่จำกัดมากเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่จะเจริญเติบโต แต่ไม่ใช่จะสามารถปลูกได้ทุกที่ และไม่สามารถปลูกลงในดินได้นานเกินไป
ในห้องสงบใจที่ลู่เหว่ยจุนฝึกฝนอยู่ ลู่อวี่ได้เล่าประสบการณ์ในครั้งนี้ให้ฟังอย่างละเอียด และท้ายสุดก็หยิบกล่องหยกที่บรรจุต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นออกมาแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ นี่เป็สมบัติล้ำค่าที่ดีที่สุดที่ข้าได้รับมาจากถ้ำนักพรตโบราณ ‘ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น’ หนึ่งในเบญจพฤกษาเทพ์และโลก ท่านพ่อว่าควรนำไปปลูกไว้ที่ไหนถึงจะเหมาะสมดี?ต้นไม้นี้ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพที่สามารถรวบรวมพลังปราณและขจัดปีศาจภายในใจได้เท่านั้น แต่เมื่อใดที่ถึงฤดูดอกไม้บานสะพรั่งยังสามารถช่วยให้นักพรตที่ฝึกฝนอยู่บริเวณโดยรอบตระหนักรู้และเข้าใจได้ มันมีค่านัก ไม่เพียงแต่ในเทียนตูเท่านั้น แต่ยังเป็ของแปลกและล้ำค่าทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรด้วย!”
เดิมทีลู่เหว่ยจุนยังไม่ได้สนใจของที่ลูกชายหยิบออกมาในตอนแรก แต่หลังจากได้ยินชื่อต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นแววตาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ จนเมื่อลู่อวี่อธิบายถึงสรรพคุณของต้นไม้นี้จบ จึงไม่มีความลังเลใจอีกต่อไป แต่รับเอากล่องหยกมาทันทีพร้อมกับพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ต้นไม้นี้เกี่ยวพันไปถึงหลายฝ่ายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ลู่อวี่ เ้าอย่าได้เปิดเผยง่ายๆ ข้าว่าต้นไม้ต้นนี้นำไปปลูกไว้ที่ผู้เฒ่าสูงสุดอยู่เถิด!”
ลู่อวี่พยักหน้าและเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพ่อมาก สมบัติประเภทนี้จะเปิดเผยตามใจชอบไม่ได้อยู่แล้ว หากมีผู้เฒ่าสูงสุดค่อยจับตาเฝ้าดูให้ ก็จะไม่ค่อยมีอันตรายมากนัก
ลู่เหว่ยจุนพูดด้วยความถอดถอนใจ “แม้ว่าตระกูลลู่ของเราจะเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ในเทียนตูมาโดยตลอด แต่ในแง่ภูมิหลังของตระกูล แม้ว่าจะไม่ได้เลวร้ายที่สุด แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก หากไม่ใช่เพราะมีูเาเทียนฉยงและทะเลสาบเทียนอวิ๋น สองสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้แล้ว ตระกูลลู่ของเราจะกลายเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่หรือไม่ยังคงต้องว่ากันอีกที ตระกูลเซี่ย ตระกูลเจียง และตระกูลอวิ๋น ต่างก็มีสิ่งของวิเศษของ์และโลกสืบทอดต่อกันในตระกูล ตอนนี้ตระกูลลู่ของเราก็มีแล้ว และยังมีความพิเศษมาก ลู่อวี่ ต้นไม้ต้นนี้สามารถทำให้ตระกูลลู่ของเราสืบทอดต่อไปได้อีกหลายพันปีได้อีกนานนัก!”
ลู่อวี่เห็นด้วยกับคำพูดของบิดาอยู่แล้ว ความล้ำค่าของเบญจพฤกษาเทพ์และโลกจะพูดแบบไหนมันก็ไม่ได้ดูเกินจริง ดังนั้นเขาคงไม่ดีใจขนาดนั้นตอนที่พบต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น
“เอาละ เ้ากลับไปก่อน เื่นี้ข้าต้องปรึกษาหารือกับบรรดาท่าผู้เฒ่าสักหน่อย แล้วค่อยไปพบกับผู้เฒ่าสูงสุด! อ้อ ใช่สิ! คืนนี้มีงานเลี้ยง ่นี้มีผู้เฒ่าหลายคนในตระกูลที่บำเพ็ญเพียรภาวนาแล้วพลังยุทธ์เพิ่มขั้นขึ้น และออกจากการบำเพ็ญเพียรภาวนาติดต่อกัน แม้กระทั่งผู้เฒ่าหลายท่านที่บำเพ็ญเพียรภาวนาปิดตายก็ออกจากการฝึกฝนมา เย็นนี้เ้ามาทำความรู้จักเสียหน่อย เข้ามาร่วมงานพอเป็พิธีก็ได้ แต่ต้องมาให้ได้!”
เย็นวันนั้น ลู่อวี่ลุกขึ้นและมุ่งหน้าไปยังหอประชุมจี๋เสียนซึ่งเป็ห้องโถงหลักที่ตระกูลลู่จัดงานเลี้ยงแก่แขกทีู่เาด้านหน้า งานเลี้ยงมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีกันเกือบร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็ผู้เฒ่าผู้บังคับใช้กฎหมายหรือผู้เฒ่าผู้รับใช้ในตระกูลที่เข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาตลอดทั้งปี เนื่องจากตระกูลลู่มีคนปรุงโอสถขั้นห้าปรากฏขึ้นมาสองคน คือลู่อวี่และลู่หงิ ดังนั้นก็เลยทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบรรดาผู้เฒ่าที่จมอยู่กับ่หัวเลี้ยวหัวต่อที่ใกล้ฝ่าขั้นพลังยุทธ์ได้แล้วพวกนั้น ที่ดูเหมือนว่าระดับพลังยุทธ์จะบรรลุขั้นขึ้นอย่างต่อเนื่องใน่ระยะเวลาเพียงปีกว่า
ทุกวันนี้ ผู้เฒ่าหลายร้อยคนของตระกูลลู่ส่วนใหญ่แล้วมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนกันแล้ว หากในแง่ของพลังการต่อสู้ของระดับกลางและระดับสูงในเจ็ดตระกูลใหญ่ แม้ว่าจะยังไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็พอที่จะอยู่ในระดับกลางได้
ลู่อวี่เดินทางมาถึงก็ไม่ได้ทำให้คนแปลกใจ แต่ชายชราแปลกหน้าบางคนที่นั่งแถวหน้าในนั้นสายตาฉายแววไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ก็เดินทางมาถึงในเวลานี้เช่นกัน แต่กลับเป็ฝ่ายลู่อวี่ประหลาดใจ แต่เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว ก็รู้เลยว่ามันต้องเป็เื่ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋นแน่ๆ ที่ทำให้คนพวกนี้ตื่นตัวกัน เพราะก่อนหน้านี้คนพวกนี้ก็ศึกษาร่วมกันอยู่
หลังจากแสดงความเคารพต่อพ่อและผู้เฒ่าทุกคนแล้ว ลู่เหว่ยจุนก็กวักมือเรียกลู่อวี่ เขายิ้มและถามขึ้นว่า “ลู่อวี่ มา เดียวพ่อจะแนะนำเ้าให้รู้จักกับผู้เฒ่าผู้พิทักษ์ทุกท่าน! ผู้เฒ่าสองสามท่านนี้เข้าบำเพ็ญเพียรภาวนาปิดตายั้แ่ตอนที่เ้ายังไม่เกิด และเพิ่งออกมาจากการบำเพ็ญเพียรภาวนาเมื่อวานนี้ เ้ารีบเข้ามาทำความคารวะทีละคนเร็วเข้า อย่าเสียมารยาท!”
ลู่อวี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามหลังลู่เหว่ยจุนไป เขาเดินเข้าไปหาผู้เฒ่าพวกนี้ จากนั้นก็ทำความเคารพทีละคนตามที่ลู่เหว่ยจุนแนะนำ
“เหว่ยจุน ไม่จำเป็ต้องทำตามพิธีรีตองขนาดนั้น แม้ว่าตระกูลลู่ของเราจะเป็ตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ตระกูลในโลกมนุษย์ มาทำพิธีรีตองอะไรกันตั้งมากมาย ลู่อวี่น้อยคือเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่มีความสามารถของตระกูลลู่เรา ตระกูลลู่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างทุกวันนี้ได้ หลักๆ แล้วก็มาจากลู่อวี่ มันทำให้ข้ารู้สึกละอายใจ และอดไม่ได้ที่จะปลาบปลื้มใจจริงๆ!” คนแรกที่ลู่เหว่ยจุน แนะนำคือชายชราผมขาว ตัวสูง แม้ว่าจะมีรอยยิ้มที่มีเมตตา แต่สายตาราวกับสายฟ้า คงมีระดับพลังยุทธ์อย่างน้อยก็่ปลายขั้นตงซวน
“สิ่งที่ซานเฉิงพูดมานั้นถูกต้อง ผู้เฒ่าเช่นพวกเราใกล้ตายกันแล้ว อนาคตคงต้องดูฝีมือของลู่อวี่น้อยแล้ว ฮ่าๆ!” ชายชราอีกคนในชุดสีน้ำตาล ผมหงอกที่นั่งอยู่ใกล้ๆ พยักหน้าเห็นด้วย
