สำหรับเื่นกพิราบของหลี่เฉิงเซียนนั้น ฉินอวี่ไม่รู้เื่นี้จริงๆ หรือพูดได้ว่า เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีการต่อสู้กับหลี่เฉิงเซียนอยู่ด้วย
ฉินอวี่ในตอนนี้กำลังยืนอยู่บนพญาอินทรีของหลัวชิงเยว่ ทอดสายตามองผืนป่าด้านล่างที่กำลังบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก และหลัวชิงเย่ว่ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ไม่ได้พูดอะไร ราวกับว่าไม่้ารบกวนการใช้ความคิดของฉินอวี่
เมื่อมองไปทางฉินอวี่ หลัวชิงเยว่ก็ถอนหายใจอย่างอธิบายไม่ถูก เป็เวลาสองปีแล้ว เมื่อสองปีก่อน นางได้พาฉินอวี่ หวังจง และหวังมู่จากเขตจุ้ยโหมว มายังเมืองเทียนโหมวชั้นนอก และสองปีจากนั้น นางก็พาฉินอวี่ไปยังเขตจุ้ยโหมว สองปีผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ในเวลาสองปีนี้ ฉินอวี่ทำเื่ให้หลัวชิงเยว่ต้องใและประหลาดใจเป็จำนวนมาก แต่ก็ทำให้ทัศนคติของหลัวชิงเยว่ที่มีต่อฉินอวี่เริ่มเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ในตอนนี้ หลัวชิงเยว่พบว่าตนเองไม่กล้ารบกวนอะไรชายหนุ่มคนนี้อีกแล้ว หากเป็เมื่อสองปีก่อน... ดวงตาของหลัวชิงเยว่กะพริบ ในใจก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนทันที เมื่อนึกถึงสิ่งที่คนผู้นี้ทำไว้เมื่อสองปีก่อน หลัวชิงเยว่ไม่กล้าที่จะใช้สถานะของตนเองกดดันคนผู้นี้เหมือนอย่างเมื่อสองปีก่อน คนที่วางแผนหลอกได้แม้แต่เหลยจั๋วเยว่ หากเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา เกรงว่าคงไม่เห็นแก่สถานะของตนเองเช่นกัน
“ชิงเยว่หวัง มีอะไรหรือไม่?” ฉินอวี่ที่กำลังครุ่นคิดรู้สึกตัวขึ้นมา หรี่ตามองหลัวชิงเยว่ และถามอย่างเรียบเฉย
หลัวชิงเยว่รู้สึกตัวกลับมา และหันมองไปทางฉินอวี่ “อีกหนึ่งปีจากนี้จะเป็การทดสอบสามสิบหกขุนพล์แล้ว ทำไมเ้าไม่ตั้งใจฝึกฝน จะอุตส่าห์เดินทางมาที่นี่ทำไม?”
“ก็เป็เพราะการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้านะสิ ข้าจึงต้องเดินทางกลับมาถึงเขตจุ้ยโหมว ข้าคิดว่าเหลยจั๋วเยว่คงต้องอาศัย่ที่อยู่ในหอคอยเทียนกังสังหารข้าอย่างแน่นอน ข้าจึงอยากจะมาขออาวุธเต๋าไว้ป้องกันตัวจากอาจารย์ ไม่เช่นนั้น ข้าจะมีจุดจบอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้” ฉินอวี่อธิบายอย่างแ่เบา
การทดสอบสามสิบหกขุนพล์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเป็สิ่งที่ฉินอวี่ไม่กล้าประมาท แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจ เขากลัวว่าหากอสูรธรณีรวมตัวกันทำอะไรขึ้นมา ตัวเขาก็อาจทนไม่ได้ อีกทั้งเหลยจั๋วเยว่ก็เป็หนึ่งในสามสิบหกขุนพล์ เขาจะต้องมีความเข้าใจเื่ของหอคอยเทียนกังอย่างลึกซึ้ง ไม่แน่ว่า... เขาอาจเปิดเผยเื่หอคอยเทียนกังให้กับอสูรธรณีแล้วก็เป็ได้
ดังนั้น ในการกลับมายังเขตจุ้ยโหมวในครั้งนี้ เขาไม่ได้คิดจะมาพบผู้เฒ่าร้องไห้จริงๆ เพียงแค่แสร้งทำไป เพื่อให้หลัวชิงเยว่และคนเื้ัของนางได้เห็นเท่านั้น มีเพียงวิธีเดียวนี้ ที่จะทำให้สายเืของต้าหลัวเต้าจวินที่มุ่งหน้าไปยังหอคอยเทียนกังจะร่วมมือกัน ขอเพียงอสูรธรณีไม่ล้อมสังหารตนเอง เช่นนั้นแล้ว ฉินอวี่ก็ไม่เกรงกลัวอะไร
ดวงตาของหลัวชิงเยว่กะพริบ นับั้แ่พาฉินอวี่ออกมาจากเขตจุ้ยโหมว หลัวชิงเยว่ก็สงสัยเื่ตัวตนของฉินอวี่มาโดยตลอด แม้ก่อนจะร่วมท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี นางก็ยังไม่เชื่อทั้งหมด แต่หลังจากผ่านการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีแล้ว หลัวชิงเยว่ก็คิดว่า ฉินอวี่คือศิษย์ของผู้เฒ่าร้องไห้อย่างไม่ต้องสงสัย และในตอนนี้ ก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้น
“จริงสิ ชิงเย่วหวัง คนนอกที่เ้าพูดถึงถูกขังอยู่ที่ไหนหรือ?” ฉินอวี่แสร้งทำเป็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน และถามไปทันที
“ในคุกโหมวเทียนในเขตกู่โหมว!” หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตอบไปตามจริง
“จริงสิ ข้าขอไปดูคุกโหมวเทียนบ้างจะได้หรือไม่? หากไปได้ ข้าก็อยากจะไปถามเื่ที่อาจารย์ของข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ่สถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อนั่น หากไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ” ฉินอวี่กล่าวอย่างเฉยเมย
ดวงตาของหลัวชิงเยว่เป็ประกาย นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “เ้าลองไปถามดูก่อน ส่วนเื่คุกโหมวเทียน ข้าจะพยายามพาเ้าเข้าไปเอง”
“ได้!” ฉินอวี่พยักหน้า ในใจของเขากลับรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ตั้งตารอวันนั้น ผู้าุโเข้ามาในเหวลึกจริงหรือ? แล้วผู้าุโทำเพื่อตัวเขาจริงหรือไม่?
เดิมทีฉินอวี่คิดว่ารอให้เสร็จสิ้นการทดสอบสามสิบหกขุนพล์เสียก่อนจึงค่อยเข้าไปสำรวจดู แต่เพื่อป้องกันเื่ที่อาจเกิดขึ้นกับอาจารย์หวงถิง ฉินอวี่จึงตัดสินใจจะเข้าไปสำรวจล่วงหน้า
จากนั้น ฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพญาอินทรีั์ก็เข้าสมาธิทันที และหลัวชิงเยว่ก็นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ทอดสายตามองไปในอากาศ ด้วยดวงตาที่แฝงไปด้วยความหวังอย่างแปลกประหลาด
ออกจากแดนต้าโหมวเทียน... นี่เป็เวลาเนิ่นนานปีจนไม่สามารถนับได้แล้ว นี่เป็ความปรารถนาร่วมกันของเหล่าบรรพชนมากมายนับไม่ถ้วน หากสามารถหลุดพ้นจากการกักขังนี้ไปได้... หากสามารถออกไปรู้จักโลกภายนอกได้... นั่นคงดีมากเลยทีเดียว?
หลัวชิงเยว่เริ่มอดไม่ได้ที่จะโหยหามันขึ้นมา
จิตใจของฉินอวี่ในตอนนี้เพ่งเข้าไปยังฝ่ามือข้างขวาของเขา สิ่งที่เป็ดั่งฝุ่นภายในนั้นได้ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีดำอ่อนอยู่ชั้นหนึ่ง ทำให้ฉินอวี่ไม่สามารถมองเห็นภายในได้เลย
“จู๋ฮวง?” ฉินอวี่ลองส่งเสียงเรียก
สิ่งที่ตอบกลับฉินอวี่เป็เสียงของสายลมที่พัดผ่านเท่านั้น
ในขณะที่ฉินอวี่กำลังจะถอนสมาธิออกมานั้น เสียงอันผันผวนที่น่าเกรงขามก็ดังขึ้นในทันที “ว่ามา!”
ฉินอวี่ดีใจอย่างยิ่ง คนผู้นี้คงจะไม่ทิ้งไปหลังจากได้รับพลังจากแผ่นผนึกใช่หรือไม่? ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็พูดอย่างเรียบเฉย “ทำไม ได้รับพลังจากแผ่นผนึกไปแล้วก็คิดจะหนีไปแล้วหรือ? เ้าบอกจะสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินทั้งสองให้ข้าก่อนไม่ใช่หรือ?”
“ทำไมต้องรีบร้อน?” จู๋ฮวงพูดอย่างหมดความอดทน
“เหอๆ หากข้าไม่รีบ ข้าก็ไม่รู้ว่าต้องตายวันไหน คราวนี้ก็จะไม่มีใครพาเ้าไปรับพลังจากแผ่นผนึก อ้อจริงสิ เ้ารู้ไหมว่ามีแผ่นผนึกแผ่นหนึ่งที่โหมวเซี่ยนเอาไปใช้เป็แผ่นผนึกว่านเซี่ยง? ได้ยินมาว่า แผ่นผนึกนั่นครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างเลยทีเดียว... ไม่รู้ว่า แผ่นผนึกนั้นเป็สิ่งที่เ้าสร้างขึ้นมาด้วยหรือไม่?” ฉินอวี่ถามอย่างเรียบเฉย
จู๋ฮวงไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ในใจของฉินอวี่กลับรู้สึกได้ชัดเจนว่าฝ่ามือที่ถูกห่อหุ้มด้วยลำแสงสีดำเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง
“เอ๊ะ?” ฉินอวี่เริ่มประหลาดใจ เขาพบว่าหลังจากดูดซับพลังจากแผ่นผนึกแล้ว ดูเหมือนว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับจู๋ฮวง อย่างน้อยที่สุด เขาก็ดูสงบลงมาก เป็ไปได้หรือไม่ว่า... เขาได้กลืนกินจิติญญาที่หลงเหลืออื่นๆ ไปแล้ว?
สิ่งนี้ช่วยกระตุ้นเตือนสิ่งหนึ่งกับฉินอวี่ หากปล่อยให้จู๋ฮวงได้รับพลังจากแผ่นผนึกไปมากกว่านี้ จะต้องหนีออกไปจากความควบคุมของตนเองแน่นอน
“เ้าบอกว่าเป็แผ่นผนึกที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งหรือ?” จู๋ฮวงถามอย่างเฉยเมย ราวกับว่ากำลังถามในเื่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร
ฉินอวี่ทำเป็ไม่สนใจ และดึงสมาธิของตนเองกลับมา หลับตาลงทำสมาธิต่อไป
“เ้าหนุ่ม แผ่นผนึกที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งที่เ้าพูดถึงอยู่ที่ไหน? พาข้าไปดูหน่อย ดูแล้วข้าจะสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้เ้า!” จู๋ฮวงพูดอย่างใจเย็น
“เ้าหนุ่ม นี่เ้าหมายความว่าอย่างไร? เ้ากำลังคิดเล่นกับข้าหรือ?”
หลังจากถามออกไปหลายครั้ง แต่ฉินอวี่ก็ไม่สนใจ สิ่งนี้ทำให้จู๋ฮวงเริ่มรู้สึกโกรธ
“จะร้อนใจทำไม? รอให้เ้าสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้ข้า และช่วยข้าข้ามผ่านภัยพิบัติก่อนค่อยว่ากันเถอะ ไม่เช่นนั้น... ข้ากลัวว่าจะตายอย่างอนาถเพราะผู้ไถ่โทษ อย่างที่ปากเสียๆ ของเ้าพูดไว้” ฉินอวี่พูดไปอย่างสงบ
จู๋ฮวงรู้สึกใจสั่น และแอบก่นด่าอยู่ในใจ แต่ก็ได้แต่ระงับมันเอาไว้ เพราะไม่อาจทำอะไรฉินอวี่ได้เลย
เวลาผ่านเลยไป ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา
พญาอินทรีได้มาถึงยังฟากฟ้าเหนือสุสานฝังศพของเขตจุ้ยโหมว ฉินอวี่ตื่นขึ้นจากสมาธิ และพูดว่า “ชิงเยว่หวัง เ้าจะไปพบอาจารย์กับข้าหรือไม่?”
หลัวชิงเยว่มีสีหน้าแปลกไปทันที และส่ายหน้าออกมา “ข้ารอเ้าที่นี่ดีกว่า เ้ารีบไปเถอะ”
ฉินอวี่ยิ้มอย่างจางๆ ที่มุมปาก และมุ่งหน้าเข้าไปยังเขตสุสาน
สองชั่วยามต่อมา
ฉินอวี่รีบเหาะขึ้นจากหลุมฝังศพ ตรงขึ้นไปบนพญาอินทรีั์ และพูดด้วยสีหน้าเป็กังวล “เร็วเข้า... ชิงเยว่หวัง รีบไปคุกโหมวเทียน อาจารย์ของข้ายืนยันแล้วว่าโอกาสสำคัญนั่นอยู่ในคุกโหมวเทียน อย่าปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับโอกาสนั้นเด็ดขาด รีบไปกันเถอะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวชิงเยว่ก็มองไปยังหลุมฝังศพด้วยความประหลาดใจ และกัดฟันเบาๆ ก่อนจะสั่งให้พญาอินทรีบินตรงไปยังทิศทางของเขตโหมวหยวน
หลังจากที่หลัวชิงเยว่และฉินอวี่เดินทางออกมาได้ไม่นาน เงาร่างสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นด้านนอกของหลุมฝังศพ คนผู้นี้มีใบหน้าซีดขาว ดวงตาที่ซับซ้อนและไม่พอใจของเขา จ้องตรงไปในส่วนลึกของสุสาน
“ข้าอยากรู้นัก ข้าด้อยกว่าเขาตรงไหน!”
