โอสถเสริมปราณเป็โอสถเพียงชนิดเดียวที่ศิษย์สามัญสามารถเข้าถึงได้ แล้วยังเป็สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของศิษย์สามัญ ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครยอมแลกเปลี่ยนของกับโอสถเสริมปราณ มันคือเส้นทางแห่งยุทธ์ คืออนาคตของพวกเขา เพราะโอสถเสริมปราณ พวกเขาจึงจะสามารถหล่อหลอมลมปราณในกายาเพื่อสร้างความโดดเด่นในหมู่ศิษย์สามัญนับหมื่นของขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้
โอสถเสริมปราณอยู่ในระดับต่ำกว่าโอสถลมปราณขั้นหนึ่ง โอสถลมปราณหนึ่งเม็ดมีลมปราณมากกว่าโอสถเสริมปราณหลายสิบเท่า ทว่าสำหรับศิษย์สามัญแล้วยังนับว่าเป็สิ่งล้ำค่าอยู่
หลีเที่ยตั้นมองแพะูเาย่างอยู่บนตะแกรงเหล็กพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างอดมิได้ หากแต่ต้องแลกโอสถเสริมปราณหนึ่งเม็ดกับเนื้อหนึ่งชิ้น แม้เขาจักเป็หัวหน้าศิษย์สามัญยังต้องคิดแล้วคิดอีก
“แพะูเาหรือจักเทียบชั้นกับสัตว์ิญญา ถึงมันเป็จริงอย่างที่เ้าว่า มันจักอยู่ในมือพวกเ้าได้อย่างไร?” มีศิษย์หลายคนตั้งข้อสงสัย
ถ้าเนื้อแพะูเาอุดมไปด้วยลมปราณแกร่งกล้า เช่นนั้นแล้วมูลค่าต้องสูงลิบเสียดฟ้าอย่างแน่แท้ ศิษย์นอกสำนักยังซื้อไม่ไหว แล้วนับประสาอะไรกับศิษย์สามัญ
ศิษย์สามัญผู้นั้นหัวเราะ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเ้าต้องถามคำถามนี้ ศิษย์พี่หลินเฟิงมอบแพะูเาตัวนี้ให้กับข้า”
“ศิษย์พี่หลินเฟิง ศิษย์สำนักในอันดับที่ห้าสิบของอันดับัพยัคฆ์น่ะหรือ!” มีหลายคนอุทานเสียงหลง
เหล่าศิษย์ต่างรู้จักอันดับัพยัคฆ์เป็อย่างดี ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในอันดับล้วนเป็อนุชนที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น
สำหรับศิษย์สามัญแล้ว ศิษย์ในสำนักคือผู้ที่อยู่ระดับสูงสุด ยิ่งหากเป็ศิษย์ที่มีรายชื่อบนอันดับัพยัคฆ์ยิ่งอยู่สูงยิ่งกว่า เรียกว่าอยู่คนละโลกก็มิได้เกินเลยแต่อย่างใด
มันเป็สิ่งที่ห่างไกลเกินกว่าศิษย์สามัญจักเอื้อมถึง ฉะนั้นมิต้องพูดถึงที่จะได้ของล้ำค่าของพวกเขาเลย
ศิษย์อันดับัพยัคฆ์เป็ดั่งเสาหลักของขุนเขากระบี่เทียนหยวน แต่ละคนนั้นเป็อัจฉริยะ มีพลังลมปราณกล้าแกร่งเหนือกว่าอนุชนรุ่นเดียวกัน
“พวกเ้ารู้จักศิษย์พี่หลินเฟิงได้อย่างไร แล้วเหตุใดเขาถึงได้ให้แพะูเากับเ้า?” ศิษย์สามัญอีกคนถาม
“ฮี่ๆๆ พวกเรามีหน้าที่คอยช่วยศิษย์พี่หลินเฟิงดูแลสัตว์อสูริญญา จักเรียกว่าโชคดีก็ได้กระมัง” ศิษย์สามัญที่กำลังย่างแพะูเาหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
“สัตว์อสูริญญา...” พวกศิษย์สามัญแสดงสีหน้าอิจฉาริษยา
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจักมีคุณสมบัติเลี้ยงสัตว์อสูริญญา เพราะในการเลี้ยงสัตว์อสูริญญาต้องใช้ของล้ำค่าจำนวนมหาศาล มิใช่จำนวนที่คนธรรมดาสามัญจักรับไหว ทว่าการเลี้ยงสัตว์อสูริญญาช่วยเสริมแกร่งให้กับพลังปราณได้เป็อย่างมาก ทั้งยังสามารถช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤติ เป็ที่นิยมอย่างมากในหมู่จอมยุทธ์
“พวกเ้าไม่รู้อะไร เสือเขาเดียว สัตว์อสูริญญาของศิษย์พี่หลินเฟิงน่าเกรงขามมาก ทั้งยังมีปีกบินได้ด้วย!” ศิษย์สามัญคนหนึ่งคุยโวโอ้อวด ด้วยสถานะของเขา แค่ได้ใกล้ชิดกับสัตว์อสูริญญานับว่าเป็วาสนาแล้ว
“เสือมีปีกบินได้อย่างนั้นรึ” จูชิงนึกถึงสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ที่อยู่บนเกาะหลัวโหว ในหมู่สัตว์อสูรที่เขาเจอ มีประเภทที่คล้ายกันอยู่ด้วย ทว่าความแข็งแกร่งของมัน กระทั่งจูชิงยังต้องใจสั่น ศิษย์พี่หลินเฟิงที่ว่าสามารถสยบสัตว์อสูริญญานั่นได้จักต้องเป็ผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงล้ำอย่างมิต้องสงสัย
“เสือตัวนั้นต้องกินแพะูเาสองตัวทุกมื้อ อีกทั้งยังต้องเป็แพะูเาที่ใกล้เคียงกับสัตว์อสูริญญา ซึ่งแพะูเาตัวนี้ยังไม่เข้าขั้น ศิษย์พี่หลินเฟิงก็เลยให้แพะูเากับพวกเรา” ศิษย์สามัญอีกคนพูดเสริม
“ศิษย์พี่หลินเฟิงใจกว้างเสียจริง มอบของล้ำค่าแบบนี้ให้ก็ได้งั้นรึ” พวกศิษย์สามัญส่งเสียงอึกทึก
“รู้น้อยเห็นน้อยจึงเห็นเื่ธรรมดาเป็เื่ประหลาด ศิษย์พี่หลินยิ่งใหญ่เพียงนั้น อย่างเขาหรือจักเห็นแพะูเาตัวเดียวอยู่ในสายตา?” ศิษย์สามัญที่เล่าเื่แค่นเสียงหึ
ความมั่งคั่งของศิษย์ในสำนักสร้างความประหลาดใจให้กับศิษย์สามัญอีกครั้ง แค่เลี้ยงสัตว์อสูรก็ต้องใช้สัตว์อสูริญญาถึงสองตัว แล้วศิษย์พี่หลินเฟิงต้องใช้โอสถอีกเท่าไหร่ในการฝึกฝน เกรงว่าถึงใช้เวลาทั้งชีวิตศิษย์สามัญก็ยังหาโอสถได้ไม่ถึงเศษเสี้ยว
ไม่ว่าแพะูเาจะย่างอยู่บนไฟนานเท่าไหร่ หากกลับไม่มีทีท่าว่าจะไหม้แต่อย่างใด เนื้อถูกย่างจนกรอบเป็สีทองเหลือง มีไขมันซึมออกมาเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมน่าหลงใหลคลุกเคล้ากับกลิ่นควันของถ่าน
ในที่สุดก็มีคนอดใจไม่ไหว ใช้โอสถเสริมปราณหนึ่งเม็ดแลกกับเนื้อหนึ่งชิ้น จากนั้นก็ไม่รอช้ารีบเขมือบเนื้อแพะลงไปในท้อง
ระหว่างที่กำลังเคี้ยว ศิษย์สามัญผู้นั้นก็รีบทำกรรมฐาน เริ่มหล่อหลอมลมปราณที่แฝงอยู่ในเนื้อแพะูเา
ถ้าเทียบกับพลังลมปราณที่อยู่ในโอสถแล้ว ลมปราณที่อยู่ในเนื้อนั้นหล่อหลอมได้ง่ายกว่ามาก ศิษย์สามัญมิได้ร่ำเรียนวิชายุทธ์ทำได้เพียงดูดซึมพลังปราณจากเจ็ดในสิบส่วนของโอสถเสริมปราณเท่านั้น ในทางกลับกัน หากเป็อาหารสามารถดูดซึมได้มากถึงเก้าในสิบส่วน หากลองชั่งน้ำหนักดู การแลกเปลี่ยนโอสถเสริมปราณหนึ่งเม็ดกับเนื้อย่างหนึ่งชิ้นก็ไม่แย่
“ของดี!” หลังจากที่ศิษย์สามัญคนนั้นดูดซับลมปราณเสร็จ เขาก็เอ่ยชมอย่างอดมิได้
จากนั้นแพะูเาย่างก็ได้กลายเป็สินค้าขายดีในค่ำคืนนี้ แม้แต่ศิษย์สามัญที่มีเงินอยู่ไม่มากยังกัดฟันซื้อเนื้อแพะูเา เพราะพวกเขารู้ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้ง ถ้าพวกเขาพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจักมาอีกทีเมื่อไหร่
“เ้าไม่กินรึ? ข้าลืมไปว่าเ้าเพิ่งมาก็เลยไม่มีโอสถเสริมปราณ ถ้าอย่างนั้นข้าให้เ้ายืมก่อนหนึ่งเม็ดเอาไหม?” หลีเที่ยตั้นถาม
“ไม่เป็ไร!” จูชิงยิ้มพลางส่ายหัว
ัคะนองน้ำน้อยที่นอนขนอยู่บนแขนขวาของจูชิงเบ้ปาก มันไม่ได้สนใจแพะูเาย่างเลยแม้แต่น้อย
ถึงแพะูเาที่เลี้ยงในขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะสามารถเติบโตเป็สัตว์อสูริญญา แต่ก็อ่อนแอกว่าสัตว์อสูริญญาที่โตในป่าโดยธรรมชาติ ลมปราณที่อยู่ในเนื้อน้อยจนน่าสังเวช อย่าได้เทียบกับสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์บนเกาะหลัวโหวเลย
ัคะนองน้ำน้อยที่กินของดีมาตลอด แน่นอนว่ามิได้เห็นของสามัญอยู่ในสายตา
“ของดีนะ ข้าอยู่ที่นี่มาจะสามปีแล้ว เพิ่งจะเคยกินอะไรแบบนี้ครั้งแรก” หลีเที่ยตั้นแลกเนื้อมาสองชิ้น แล้วกินมันเข้าไปในคำเดียว
หลีเที่ยตั้นเป็หัวหน้าศิษย์สามัญ ถ้าไม่เกิดเื่อะไรไม่คาดฝัน เขาก็จะได้เป็ศิษย์นอกสำนักในอีกไม่นาน
ผ่าฟืน แบกน้ำ ทำความสะอาดสวน ทำกับข้าว ล้วนเป็งานของศิษย์สามัญ มิว่าจักไปที่ไหนก็จะเห็นศิษย์สามัญอยู่ที่หนแห่ง
ชีวิตของศิษย์สามัญนั้นยากลำบาก ทว่าจูชิงกลับไม่รู้สึกเหนื่อย เขากลั่นหลอมโลหิตพร้อมกับฝึกฝนร่างกายไปด้วยระหว่างทำงาน
ครึ่งเดือนต่อมา คืนนั้นแสงจันทร์สาดส่องกระทบพื้น มองเห็นร่างเงาสลัวเลือนลางของจูชิง เขาอ้าปากกลืนกินแสงจันทร์ หลอมลมปราณอย่างต่อเนื่อง
ั้แ่ฝึกฝน《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》เส้นทางบำเพ็ญเพียรของจูชิงลื่นไหลดั่งน้ำไหลเชี่ยว มันเป็ความเร็วที่คนทั่วไปมิอาจคิดจินตนาการ ฝึกฝนเป็ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน พร์เรียกได้ว่าเหนือกว่าศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนักของขุนเขากระบี่เทียนหยวนมากโข
แต่ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ขั้นบำเพ็ญเพียรของจูชิงกลับไม่ก้าวหน้า ยังคงอยู่ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าราวกับศักยภาพของเขาหมดสิ้นลงแล้ว
ทว่าถ้าซั่งกวานจือหนิงหรือจินขวางอยู่ที่นี่พวกเขาจักต้องตกตะลึงในความอุตสาหะของจูชิง เขาข่มกลั้นความ้าที่จะทะลวงขั้นพลังของตัวเอง หล่อหลอมลมปราณอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลมปราณแข็งแกร่งอย่างถึงขีดสุด
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของ《เคล็ดวิชา์าหลัวโหว》ก็คือสามารถกลั่นหลอมอักขระาหลัวโหวเป็พื้นฐานของการบำเพ็ญเพียร ทั้งยังเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องผสานเก้าอักขระาหลัวโหวให้ได้ในขั้นหลอมกายา ทว่าจูชิงเพิ่งผสานได้เพียงสามอักขระ อีกทั้งแผนภาพทั้งหกบนศิลาผนึกิญญาพิชิต์ เขาตระหนักรู้ได้เพียงแค่สามภาพเท่านั้น หากยังผสานอักขระหลัวโหวออกมาไม่ได้ ไม่ว่าจักพูดอย่างไร จูชิงก็ไม่มีทางยอมทะลวงขั้นพลัง
กระทั่งเฒ่าปีศาจยังชื่นชมในความยับยั้งชั่งใจของจูชิง ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่มักอยากทะลวงขั้นพลังขึ้นไปให้สูงโดยเร็ว
แม้ว่าขั้นหลอมกายาจักเป็ขั้นพลังพื้นฐาน ทว่าพื้นฐานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากพื้นฐานแข็งแกร่ง ภายภาคหน้าก็จักสามารถเดินบนเส้นทางบำเพ็ญเพียรได้ราบรื่นยิ่งขึ้น
“ครืนน!” หลังจากกลั่นหลอมลมปราณครึ่งเดือน ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในร่างกายของจูชิง ลมปราณแกร่งกล้าแปรเปลี่ยนกลายเป็เส้นบางๆ ลอยอยู่เหนือศีรษะจูชิง จากนั้นเส้นอักขระาหลัวโหวอีกเส้นก็ประจักษ์บนร่างกาย
จูชิงเป็ปีติสุดแสน ลำบากลำบนนานถึงครึ่งเดือน ในที่สุดก็ผสานอักขระาหลัวโหวสำเร็จแล้ว ซึ่งเป็อักขระาหลัวโหวเส้นที่สี่ของเขา
อักขระาหลัวโหวลอยอยู่เหนือศีรษะ ค่อยๆ ผสานลงไปในขาข้างขวาของจูชิง จากนั้นอักขระที่เหลือก็รวมตัวกันกลายเป็หนึ่งเดียว
ครั้นเห็นว่าแผนภาพที่เหลือของศิลาผนึกิญญาพิชิต์ไม่มีการตอบสนอง จูชิงก็ส่ายศีรษะด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนอักขระาหลัวโหวเส้นที่สี่ยังไม่เพียงพอที่จะตระหนักรู้แผนภาพ!
“อักขระาหลัวโหวหล่อหลอมได้ยากยิ่งนัก ก่อนจะทะลวงขั้นพลังเป็เคลื่อนย้ายลมปราณ ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นข้าจักผสานอักขระาหลัวโหวออกมาได้กี่เส้น” จูชิงถอนหายใจ
จูชิงสามารถทะลวงเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณได้ทุกเมื่อ หากเขา้า ทว่าพอได้เห็นพลังของอักขระาหลัวโหว จูชิงจึงอยากผสานอักขระาหลัวโหวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
“เ้ามีของล้ำค่าตั้งมากมาย สามารถผสานห้าอักขระาหลัวโหวก่อนทะลวงขั้นพลังเป็เคลื่อนย้ายลมปราณได้ไม่ยาก” เฒ่าปีศาจพูด
“ห้าอักขระ จ้าวปีศาจหลัวโหวมิใช่ว่ากลั่นหลอมเก้าอักขระมิใช่รึ?” จูชิงเม้มปาก
“โลภมากลาภหาย ห้าอักขระก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แค่นี้เ้าก็เป็ผู้ไร้เทียมทานในขั้นหลอมกายาแล้ว” เฒ่าปีศาจแค่นเสียงหึ
“จะฝึกฝนทั้งทีก็ควรทำให้ดีที่สุดสิ!” จูชิงกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น
