“ปวดหัว…”
เฉินเฟิงพยุงตัวขึ้นจากเตียงพร้อมเอามือกุมหน้าผาก ราวกับความรู้สึกปวดหัวนั้นยังคงตกค้างอยู่
เท่าที่พอจำได้ เหมือนว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้องออฟฟิศหรูห้องหนึ่ง และนั่งดูกราฟหุ้นทองคำทั้งสิบสามอันที่กำลังขึ้นๆ ลงๆ
ด้วยความตื่นเต้นที่มูลค่าหุ้นในกำลังพุ่งสูงขึ้น เขาจึงจิบเหล้าต่างประเทศราคาแพงที่ได้มาจากใครสักคน
แต่ทันใดนั้นเองก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงเอนตัวพักสายตาบนเก้าอี้ทำงาน
“ที่นี่มัน...ไม่ใช่ห้องทำงาน แต่มันเตียงสองชั้นที่เห็นได้แค่ในหอพักมหาลัย!”
เฉินเฟิงกะพริบตาถี่และเพ่งสายตามองไปรอบๆ เขาพบว่าสถานที่โดยรอบนั้นหาใช่ห้องทำงาน แต่เป็ห้องพักที่อยู่ในความทรงจำสมัยเรียนมหาวิทยาลัยต่างหาก
เฉินเฟิงลุกออกจากเตียงด้วยความงุนงง
ภาพแรกที่เห็นคือปฏิทินที่ถูกฉีกแถวโต๊ะซึ่งอยู่ตรงข้ามเตียงนอน
ปัจจุบันนี้คือวันที่ 20 มิถุนายน 1995!
เขากวาดตาดูสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดในหอพัก ขณะที่สมองพลันนึกถึงความทรงจำอันแสนเ็ปเกินเยียวยาในสมัยเรียนมหาลัย
เมื่อนึกถึงความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน อีกทั้งความอับอายที่ยากจะลบล้างยิ่งกว่าในวันนั้น เฉินเฟิงก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก
เพราะพรุ่งนี้ ณ เวลานี้ เป็วันเกิดของคนที่เขาตามจีบ ทั้งยังเป็รักแรกของเขา และได้ฉลองครบรอบปีที่สามด้วยกันกับ ‘จ้าวฉินเสวีย’
ในวันเดียวกันนี้เอง เพื่อนสนิทที่สุดของเขาซึ่งคอยเอาใจช่วยมาตลอดสามปีอย่าง ‘ฮูอวี่’ หรือเพื่อนที่นอนอยู่เตียงสองชั้นไม่ใกล้ไม่ไกลนั้น ประกาศความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ต่อคนนับพันในมหาวิทยาลัย
ในวันพรุ่งนี้ของชาติก่อน ช่างเป็วันเวลาที่เดินอย่างเชื่องช้าราวกับหยุดนิ่งไปแล้ว!
ไอ้คู่ชู้เฮงซวยนี่สร้างรอยแผลให้เขาไม่หยุดไม่หย่อน ่เวลานั้นทำให้เขาตระหนักว่า จ้าวฉินเสวียสาวงามอันดับหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยโม๋ตู [1] ที่ภายนอกดูสดใสไร้เดียงสานั้น แท้จริงแล้วภายในกลับเป็ผู้หญิงหน้าไหว้หลังหลอก
แต่กลับมีผู้ชายเกือบทั้งมหาลัยตามจีบเธอไม่ขาดสาย แม้แต่เดือนมหาลัยที่มีภูมิหลังต่ำต้อยอย่าง ‘เฉินเฟิง’ ยังไม่เว้น
ในยุคนี้ที่ผู้คนมักมองคนจากใบหน้า จ้าวฉินเสวียจึงได้รับของขวัญต่างๆ มากมายตลอดเวลา
แล้วดูจากนักเรียนชายมากมายที่หลงเธอแล้ว กับอีแค่สร้างทีมฟุตบอลคงเป็ตัวเลือกที่ไม่ยากนัก
เฉินเฟิงเองก็เป็หนึ่งในตัวเลือกเ่าั้ แถมเป็คนที่ดื้อด้านที่สุดด้วย เขาตามจีบอย่างไม่ย่อท้อตลอดสามปีเต็ม ถึงเขาจะจนแค่ไหน แต่เขาก็เปย์เธอมากที่สุดเช่นกัน!
ใน่หลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองมักจะตัวติดกันตลอด
ถึงขนาดว่าเฉินเฟิงกับจ้าวฉินเสวียกลายเป็คู่รักไปแล้วในสายตาของเหล่าเพื่อนนักศึกษา
อีกแค่ก้าวเดียวก็จะเปิดตัวอย่างเป็ทางการอยู่แล้ว!
ในขณะที่เขาค่อยๆ ได้สติจากอาการปวดหัว ในที่สุดเขาก็จำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนในชาตินี้ได้
เมื่อคืนวาน เฉินเฟิงวางแผนจะไปฉลองวันเกิดปีที่สามกับเธอสองต่อสอง แล้วอาศัยจังหวะนั้นสารภาพรักกับเธออีกครั้ง
แต่ผิดคาด เธอกลับเอาพวกลูกคุณหนูที่ตามจีบเธออีกสิบคนมา แถมพ่วงด้วยคนที่เธอนับถือเป็พี่ชายอย่างฮูอวี่มาด้วย
จ้าวฉินเสวียบอกว่าจะเปิดตัวแฟนหนุ่มในงานวันเกิด
แต่เท่านั้นไม่พอ เพราะเฉินเฟิงยังไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะกลับตาลปัตร!
กลางโต๊ะงานเลี้ยงวันเกิด เฉินเฟิงที่เพิ่งจะดื่มเหล้าขาวไปเป็ลิตร
เขากลับถูกหักหลังโดยคนที่เขาคิดว่าเป็เพื่อนสนิทมาโดยตลอดอย่างฮูอวี่ และรักแรกที่เพิ่งตกปากรับคำจะเป็แฟนเขาอย่างจ้าวฉินเสวีย
ถึงเฉินเฟิงจะรู้สึกคลุมเครือไปบ้างหลังจากซัดเอ้อกัวโถว [2] ไปเกือบสองลิตรจนหมดสติไป!
แต่ก่อนที่ภาพจะตัด เฉิงเฟินลอบเห็นว่าฮูอวี่กับจ้าวฉินเสวียกำลังแลกเปลี่ยนรอยยิ้มแห่งชัยชนะให้กัน อย่างกับว่าแผนการทั้งหมดของพวกมันประสบความสำเร็จแล้ว
เขาเห็นได้รางๆ ว่าคู่ “พี่ชายน้องสาว” คู่นี้ล้วงเงินสามร้อยหยวนที่เป็เงินก้อนสุดท้ายในกระเป๋าสตางค์ของเขาไปจ่ายค่าอาหาร และเดินควงแขนกันออกไป
ไม่แม้แต่จะใส่ใจเขาที่เมาจนหมดสติด้วยซ้ำ!
จากนั้นเฉินเฟิงก็ได้ยินเสียงคำรามอันทรงพลังจากเครื่องยนต์แว่วๆ มา ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็รถสปอร์ต
แล้วเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย!
“เมื่อคืน…ที่พวกนั้นไม่แตะเหล้าสักหยด คงกะจะไปต่อกันที่โรงแรมั้แ่แรกอยู่แล้วแน่ๆ!” เฉินเฟิงกำหมัดแน่นและกัดฟันพูด น้ำเสียงนั้นััได้ถึงความอับอายและเสียใจ
“รักแรกของฉัน จิ๊กเงินสามร้อยหยวนที่ฉันเก็บไว้จ่ายค่าอาหาร...ชวนไอ้พวกคู่แข่งนั่นมากินเลี้ยงมื้อเย็น…แล้วสุดท้ายยังไปเมาสนุกกับไอ้คนที่ควรจะเป็เพื่อนสนิทของฉัน...เพื่อสวมเขาฉัน!”
เมื่ออาศัยความทรงจำอันเ็ปเกี่ยวกับเื่ที่เขาต้องเผชิญในวันพรุ่งนี้จากชาติก่อนของเฉินเฟิงแล้ว เขาจึงรู้อยู่แล้วว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากพิธีรับปริญญาของรุ่นพี่
ฮูอวี่จะเปิดตัวจ้าวฉินเสวีย แล้วป่าวประกาศบอกทุกคนว่าพวกเขากำลังคบกันอยู่
จากนั้นทุกคนจะเริ่มส่งเสียงซุบซิบนินทากัน เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าจริงๆ แล้ว เขาก็กำลังตามจีบจ้าวฉินเสวียอยู่
สามปีเต็มๆ ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างยอมแพ้ไปทีละคนสองคน มีเพียงแค่เฉินเฟิงคนเดียวเท่านั้นที่ยังตามตื๊อไม่ลดละ
นี่เป็เื่ที่ใครๆ ก็รู้ ถึงขนาดที่คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขากลายเป็คู่รักกันไปแล้ว!
แต่มาตอนนี้ เื่กลายเป็ว่าจ้าวฉินเสวียเลือกจะสละโสดกับใครบางคนแทนเสียอย่างนั้น
แล้วใครบางคนที่ว่านี่ยังเป็อดีตเพื่อนสนิทเฉินเฟิงอีก!
ไอ้นี่มักจะพูดเสมอๆ ว่ามันไม่ได้ชอบผู้หญิงแบบจ้าวฉินเสวีย แถมยังคอยเอาใจช่วยเฉินเฟิงตามจีบเธอด้วย!
ทุกคนที่รู้สึกอายแทนเฉินเฟิงต่างหันมาเยาะเย้ยเขาด้วยคำพูดต่างๆ นานาอย่างสนุกปาก
โดยเฉพาะตัวเฉินเฟิงเอง คนที่วางแผนจะมอบช่อดอกไม้ให้จ้าวฉินเสวีย และหมายมั่นว่าจะขอเธอคบอย่างเป็ทางการต่อหน้าทุกคน
เมื่อเื่ทุกอย่างกลายเป็แบบนี้ เขารู้สึกอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน!
ในตอนนั้น สีหน้าเฉินเฟิงเผยให้เห็นถึงความอัปยศอดสูอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะเื่ความสัมพันธ์ระหว่างจ้าวฉินเสวียกับฮูอวี่ที่พวกเขาบิดเบือนเื่ราวจนหลอกคนอื่นได้อย่างฉลาดนัก
เฉินเฟิงราวกับถูกปล่อยทิ้ง เขารู้สึกเสียหน้าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องทำตัวอย่างไร
หลังจากนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน รวมถึงเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ได้แล้ว เขาก็หัวเราะเยาะเย้ยกับตัวเอง
“ในชาติก่อนนั้น ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกแกสองคนถึงพยายามมอมเหล้าให้ฉันเมา แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว!”
ชาติที่แล้วเป็เพราะความจนไม่มีอันจะกิน ทำให้ถูกเพื่อนสนิทแทงข้างหลัง พารักแรกที่เขาตามจีบมาตลอดสามปีขึ้นรถเฟอร์รารี่มือสองไป
ถูกตีท้ายครัวแบบนี้ จะไประบายความอัดอั้นตันใจและความโกรธที่ไหนก็ไม่ได้ ทำได้แค่จำใจกลืนความขมขื่นทั้งหมดลงไป
ตัวเขาโง่ถึงขนาดที่ยอมคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนเธอต่อหน้าผู้คน อ้อนวอนรั้งไม่ให้จ้าวฉินเสวียไป
เป็เขาเองที่รู้น้อยว่าตัวเขาไม่มีประโยชน์กับจ้าวฉินเสวียแล้ว อีกทั้งเธอก็คงรังเกียจที่เขายากจน
เขสไม่มีเงินพอจะซื้อของใช้หรูหราฟุ่มเฟือยให้เธอใช้ ไม่ดีพอจะทำให้เธอเชิดหน้าชูตาได้
แม้ว่ารูปร่างหน้าตาเขาจะดูดีกว่าฮูอวี่ แต่เมื่อเทียบเงินในกระเป๋าแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรเหมือนฟ้ากับเหว
“จ้าวฉินเสวีย… ฮูอวี่… ในชาตินี้ เฉินเฟิง นักธุรกิจอัจฉริยะด้านการลงทุนได้กลับมาเกิดใหม่ในอายุ 21 ปี!” เขากำหมัด ทุบโต๊ะอย่างแรง และะโออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ความแค้นอย่างไม่มีสิ้นสุดในวันนั้น หมวกเขียว [3] ใบใหญ่ที่พวกแกยัดเยียดให้ในชาติที่แล้ว ฉันจะคืนให้อย่างสาสม เป็สิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า!”
โต๊ะที่โดนทุบไปเกือบจะพัง
มันแสดงให้เห็นถึงความโกรธเกรี้ยวของเฉินเฟิง!
ไม่ถึงสามนาทีหลังจากนั้น ประตูห้องพักก็เปิดออกจากด้านนอก
เพื่อนร่วมห้องที่เพิ่งเรียนเสร็จเดินเข้ามาในห้อง หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องนั่นมีฮูอวี่ด้วย
“โย่ว เสี่ยวเฟิง ตื่นสักที เมาหัวทิ่มเลยนะ ทำไมสองคนนั้นที่เป็คู่แข่งนายถึงเป็คนพานายมาส่งเมื่อคืนเล่า?” เมื่อหัวหน้าชั้นพ่วงตำแหน่งหัวหน้าหอพัก ’เว่ยจงเม้า’ เห็นเฉินเฟิงยืนอยู่หน้าโต๊ะ และกำลังจดจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็ห่วง
“หลังจากพวกนั้นพานายมาส่ง พวกเขาก็มองนายด้วยสายตาเหมือนจะสงสารด้วย เกิดบ้าอะไรขึ้นที่งานวันเกิดจ้าวฉินเสวีย?!”
หัวหน้าห้องคือหนึ่งในไม่กี่คนที่มาจากตงเป่ย [4] เหมือนกัน และนอกจากฮูอวี่แล้ว ก็มีแค่เขานี่แหละ ที่พอจะเรียกได้ว่าสนิทที่สุด
“ไม่รู้ ฉันก็แค่เมาจนสลบไปน่ะ”
เฉินเฟิงเหลือบมองฮูอวี่ที่สภาพดูราวกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน เห็นได้ชัดว่าคงสนุกสุดเหวี่ยง แล้วเฉินเฟิงก็ส่ายหน้าอย่างไร้อารมณ์
ไอนี่ยังดูราวกับพวกยาจกจากบ้านนอกไม่ต่างจากเดิม
“เมื่อคืนนายดื่มจนเละไปเลย แถมพยายามจะจับจ้าวฉินเสวียจูบต่อหน้าคนอื่นๆ ด้วย!” ฮูอวี่พูดพลางกลั้นรอยยิ้ม ถึงจะเป็น้ำเสียงที่ดูเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่ความจริงก็แค่พูดไปเรื่อย
“จ้าวฉิวเสวียก็เลยตบหน้านาย จ่ายค่าอาหารแล้วก็กลับเลย โชคดีที่ฉันไม่ได้มีธุระอะไรต่อ ก็เลยขับไปส่งเธอที่บ้าน ยังไงก็เหอะ เธอก็เป็เหมือนน้องสาวคนหนึ่งของฉัน!”
“งั้นเหรอ ฉันเสียใจ ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย” เฉินเฟิงสวมบทเป็ไอ้งั่งได้อย่างแเี ก่อนจะแสดงท่าทางหยิบเพจเจอร์ [5] ราคาสี่ร้อยหยวนที่ซื้อมาตอนแกล้งเป็คนรวยอย่างลุกลี้ลุกลนเพื่อจะขอโทษจ้าวฉินเสวีย
“ฉันจะส่งข้อความหาเธอตอนนี้เลย ถ้าขอโทษอย่างจริงใจ ฉันว่าเธอก็น่าจะยกโทษให้...”
เชิงอรรถ
[1] โม๋ตู ชื่อเล่นของเมืองเซี่ยงไฮ้
[2] เอ้อกัวโถว เป็เหล้าขาวชนิดหนึ่งของจีน มีดีกรีแรง มีอีกชื่อว่าไป๋จู
[3] หมวกเขียว หมายถึงการสวมเขา เกิดจากในสมัยก่อนที่ผู้หญิงนางหนึ่งมักจะถักทอหมวกเขียวให้สามี เพื่อที่เวลาชายชู้เห็นจะได้รู้ว่าสามีกำลังออกเดินทางไปต่างเมือง หรือรู้ว่าสามีกำลังกลับมา
[4] ตงเป่ย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน
[5] เพจเจอร์คือเครื่องส่งข้อชนิดหนึ่ง