หลายวันต่อมา การแข่งขันของวิทยาลัยโอสถ องค์ชายหกเซวียนหยวนหงเป็ที่หนึ่ง การแข่งขันของวิทยาลัยค่ายกลคือจงหลิง และการแข่งขันของวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์คือเมิ่งเฟย ลำดับทั้งหมดเหมือนกับที่ในนิยายต้นฉบับเขียนไว้ทุกประการ ไม่มีสิ่งใดคลาดเคลื่อน
หลังการแข่งขันของทั้งเจ็ดวิทยาลัยเสร็จสิ้น ผู้ชนะสิบสี่คนจึงถูกอาจารย์ใหญ่แปดคนเรียกรวมตัวในตำหนักใหญ่
เฟิงกู่ หัวหน้าอาจารย์ใหญ่มองผู้ชนะทั้งหมด ก่อนพยักหน้าหลายหนอย่างพึงพอใจ
“พวกเ้าล้วนเป็อัจฉริยะที่ถูกคัดเลือกจากวิทยาลัยต่างๆ เป็ศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดซึ่งกำลังจะเป็ตัวแทนวิทยาลัยเซิ่งตูเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้น เพื่อให้พวกเ้าแสดงฝีมือได้ดียิ่งขึ้นในการแข่งขันอีกหนึ่งเดือนให้หลัง ณ ตอนนี้ วิทยาลัยจะยกเว้นค่าใช้จ่ายห้องแรงโน้มถ่วง หอคอยรู้แจ้งและหอตำราให้พวกเ้าเป็เวลาหนึ่งเดือน” หัวหน้าอาจารย์ใหญ่พูดพลางหยิบป้ายคำสั่งออกมา
พระเอกกับอวี๋ชิงโยวแห่งวิทยาลัยกระบี่ได้รับป้ายคำสั่งยกเว้นค่าใช้จ่ายไปหอคอยแห่งการรู้แจ้งสำหรับบรรลุวิชา ศิษย์สองคนของวิทยาลัยยุทธ์ได้รับป้ายคำสั่งไปห้องแรงโน้มถ่วงฝึกฝนร่างกาย ส่วนศิษย์จากห้าวิทยาลัยอื่นได้ป้ายคำสั่งไปหอตำราหนึ่งเดือน
“อาจารย์ลุง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ คำนับเฟิงกู่อย่างนอบน้อม
“เทียนฉี เ้ามีปัญหาอันใดหรือ?”เฟิงกู่มองหลิ่วเทียนฉี เอ่ยถามอย่างฉงน
“ศิษย์ไม่อยากไปหอตำราขอรับ ศิษย์อยากไปห้องแรงโน้มถ่วง!”
“ห้องแรงโน้มถ่วงเป็ที่สำหรับให้ผู้ฝึกยุทธ์ฝึกฝนร่างกาย เ้าฝึกยันต์ก็ควรไปหอตำรา อ่านตำราอักขระยันต์เพิ่มสักหน่อยย่อมเป็ผลดีกับเ้ามากกว่า!” เฟิงกู่มองหลิ่วเทียนฉีพลางอธิบายอย่างใส่ใจ
“แต่ศิษย์ไม่้าไปหอตำราขอรับ ศิษย์อยากไปห้องแรงโน้มถ่วงฝึกฝนร่างกาย อยากเพิ่มความสามารถในการปกป้องตนเองขอรับ!” แม้หอตำราดีอย่างไร แต่เวลานี้กลับไม่ใช่สถานที่ที่เขา้าไปที่สุด
วิชายันต์ขั้นสาม เขาร่ำเรียนจนแตกฉานแล้ว ไม่มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ส่วนยันต์ขั้นสี่ พลังของเขายังไม่บรรลุถึงระดับดวงปราณ หากเรียนตอนนี้คงเร็วไป เพราะอย่างนั้น ไปหรือไม่ไปหอตำราล้วนไม่มีสิ่งใดแตกต่าง
ส่วนวิชาฝึกฝน สามปีก่อนเขาฝึกวิชาฝึกฝนสายวารีขั้นสามระดับสูงชุดหนึ่งแล้ว ต่อให้เขาเข้าไปอ่านอีกหนึ่งเดือน ร่ำเรียนวิชาฝึกฝนอีกชุดหนึ่งคงไม่ทัน ฉะนั้น ในเวลานี้สิ่งที่ยกระดับพลังได้อย่างรวดเร็วจึงมีแต่ห้องแรงโน้มถ่วง
ได้ยินคำพูดของหลิ่วเทียนฉี ผู้คนตะลึงเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ หลิ่วเทียนฉี เ้านี่กลัวตายเสียจริง!”
“ใช่ เคยเห็นคนกลัวตายอยู่หรอก แต่ไม่เคยเห็นใครกลัวตายปานนี้” มีหอตำรากลับไม่ไป อยากไปห้องแรงโน้มถ่วง นอกจากหลิ่วเทียนฉีก็ไม่มีใครเคยคิด!
หลิ่วเทียนฉีได้ยินคำหยอกเย้ากับเสียงหัวเราะเยาะของอาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยกับอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนก็ยกมุมปากโค้งนิดหน่อย
“ไม่ผิดขอรับ ข้ากลัวตายมากจริง เพราะข้าเป็คนมีคู่ชีวิต ข้าคิดว่าความรักที่ดีที่สุดที่ข้าจะมอบให้ภรรยาข้าได้คือทำให้ตัวเองมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง หากข้ามีชีวิตอยู่ เขาไม่มีทางโศกเศร้าเสียใจ และเพราะข้ายังมีชีวิต เขาถึงได้รับความสุขขอรับ!”
เขาพูดอย่างไม่ถ่อมตน ในถ้อยคำเต็มไปด้วยความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อคู่ชีวิตของตน
ได้ยินหลิ่วเทียนฉีพูดเช่นนี้ อาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยก็ทำหน้าเซ็ง ในใจคิด ‘เ้าหนูน่าตาย มีคู่ชีวิตแล้วอย่างไรเล่า มีคู่ชีวิตร้ายกาจนักหรือ? ต้องดูแคลนข้าที่เป็ตาแก่โสดปานนี้ไหมฮึ?’
“หลิ่วเทียนฉี พูดจนข้ารู้สึกอิจฉาเฉียวรุ่ยขึ้นมาเลย!” เมิ่งเฟยมองหลิ่วเทียนฉี บอกอย่างอ่อนใจ
“ใช่แล้ว หากคำพูดท่อนนี้ของศิษย์น้องหลิ่วเล่าลือออกไป เกรงว่าคนมากมายต้องริษยาศิษย์น้องเฉียวแน่นอน!” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีที่อยู่ข้างกาย ยิ้มบางๆ ก่อนตอบกลับ
“ใช่ ศิษย์น้องหลิ่วเป็คู่ชีวิตที่ดีเหลือเกิน!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เป็คู่ชีวิตที่สุดยอดจริงเชียว!”
“ศิษย์พี่ทั้งหลายชมเกินไปแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ เอ่ยอย่างถ่อมตัวขึ้นมาทันที
ได้ยินผู้คนพากันชื่นชมหลิ่วเทียนฉี พระเอกหรี่ตา เขามักรู้สึกว่าหลิ่วเทียนฉีที่พูดจาโอ้อวดความรัก เอาใจผู้คนเช่นนี้ช่างเสแสร้งเป็อย่างยิ่ง ค่อนข้างดูแคลนเขา ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจถึงขั้นกระดากอายเล็กน้อย
“เ้าหนูหลิ่วเทียนฉีนี่ช่าง...” อวี๋ชิงโยวมองหลิ่วเทียนฉีพลางอับจนคำพูดไปพักหนึ่ง ในใจคิด ‘เ้าหมอนี่ ต้องโอ้อวดให้คนทั้งหมดรู้ว่าเขารักเฉียวรุ่ยมากด้วยหรือ? ทำเช่นนี้มีความหมายอันใดกันนะ?’
“นี่...” เฟิงกู่ชำเลืองมองอู๋ฉิงที่นั่งอยู่ข้างกาย
อู๋ฉิงพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเห็นด้วยกับความคิดของศิษย์ตน อย่างไรในแดนลับก็อันตรายนัก คราวนี้เทียนฉีเลือกไปห้องแรงโน้มถ่วงใช่ว่าไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว อีกอย่างหนึ่ง หากเทียนฉีมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริง เช่นนั้นเฉียวรุ่ยที่เป็คู่ชีวิตต้องเสียใจมากแน่
“ก็ได้ ในเมื่อเทียนฉีใส่ใจคู่ชีวิตของตนเช่นนี้ อย่างนั้นเ้าไปห้องแรงโน้มถ่วงฝึกฝนร่างกายหนึ่งเดือนเถอะ!” เฟิงกู่พูดพลางยกมือ สายลมหอบหนึ่งพัดป้ายคำสั่งในมือหลิ่วเทียนฉี แลกกับป้ายคำสั่งอีกแผ่นหนึ่ง
“ขอบคุณอาจารย์ลุงที่เข้าใจขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ บอกขอบคุณ
“เอาล่ะ ต่างคนกลับไปพักผ่อนเถอะ!”
“รับบัญชา!” ศิษย์สิบสี่คนขานรับ พวกเขาก้มศีรษะถอยออกจากตำหนักใหญ่
“ฮ่าๆๆ ตาแก่ เ้าััถึงความทุกข์ของการไร้คู่ครองแล้วล่ะสิ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนชำเลืองมองอาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ย พูดอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
“เฮอะ!” อาจารย์ใหญ่ร่างเตี้ยแห่งวิทยาลัยค่ายกลแค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง โกรธฮึดฮัดหันหน้าหนี ทำเอาผู้คนในตำหนักใหญ่ประสานเสียงหัวเราะลั่น
“พูดไปแล้ว เ้าหนูนี่ดีกับคู่ชีวิตเสียจริง ทำเอาข้ารู้สึกอยากแต่งงานกับเขาเชียว!” พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ใหญ่หญิงงามเหลือบมองอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนทีหนึ่ง
“อย่า อย่าสิหงหง เ้ามีข้าแล้วนะ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนรีบจับมือภรรยาพลางกล่อมเสียงแ่
“ฮ่าๆๆ พวกเ้าสองคนนี่นะ ไม่อวดชาวบ้านไม่ได้หรือไง?” อาจารย์ใหญ่เคราแพะมองทั้งสองคน ลูบเคราแพะของตนอย่างเหนื่อยใจ
“พอแล้ว อีกหนึ่งเดือน แคว้นอูเอ่อร์ แคว้นหลันสุ่ยและแคว้นเทียนโยว คนของทั้งสามแคว้นจะมาถึงนครเซิ่งตู พวกเ้าทุกคนกลับไปเตรียมพร้อมสักหน่อยเถิด! ครานี้พวกเราเป็เ้าบ้าน ต้องให้อีกสามแคว้นได้เห็นความแข็งแกร่งของพวกเราวิทยาลัยเซิ่งตูสักหน่อย อย่าให้ผู้ใดมาดูถูกเชียว!”
“หัวหน้าอาจารย์ใหญ่โปรดวางใจ พวกเราจะเตรียมพร้อมให้ดี!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว หนึ่งร้อยปีก่อนพวกเราเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นที่แคว้นหลันสุ่ย แคว้นนั้นช่างโอหังและเหิมเกริมนัก คราวนี้ พวกเราต้องให้พวกเขาได้ดูวิทยาลัยเซิ่งตู วิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจินอวี่บ้าง!” คิดถึงการเดินทางไปแคว้นหลันสุ่ยเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน สีหน้าของเหยาเยี่ยนพลันหงุดหงิด
“ใช่ คราวนี้มาในถิ่นของพวกเรา เ้าพวกนั้นหยิ่งยโสอีกเท่าใดก็ไร้ประโยชน์!” พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนก็ยกมุมปากอย่างได้ใจ
“อันที่จริง พวกเราสำคัญเป็รอง ที่สำคัญที่สุดคือศิษย์สิบสี่คนนั้นต่างหาก ขอเพียงพวกเขาชนะการแข่งขันหลายสนาม เช่นนั้นอีกสามแคว้นย่อมรู้สึกเสียหน้าอยู่แล้ว!” อู๋ฉิงพูดพลางยกมุมปากอย่างเ็า
“ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ศิษย์น้องอู๋ฉิงพูดถูก ครั้งนี้พวกเราต้องจับตาดูศิษย์กลุ่มนี้ไว้!”
“ใช่ อย่างไรก็ต้องดูพวกเขาไว้!” เฟิงกู่พยักหน้า เข้าใจหลักการ
.........
หลังจากได้รับป้ายคำสั่งยกเว้นค่าใช้จ่ายไปฝึกฝนที่ห้องแรงโน้มถ่วงหนึ่งเดือน หลิ่วเทียนฉีก็จ่ายสามพันก้อนศิลาทิพย์ เอาป้ายคำสั่งสำหรับฝึกฝนที่ห้องแรงโน้มถ่วงหนึ่งเดือนให้เสี่ยวรุ่ยอีกแผ่นหนึ่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงไปห้องแรงโน้มถ่วงด้วยกัน
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เขาเคยมาที่ห้องนี้เป็เพื่อนคนรักหลายครั้ง ร่างกายร่างนี้ของตนหลังลับฝนในวิทยาลัยเซิ่งตูมาหกปีจึงไม่บอบบางอีกต่อไป เทียบกับร่างกายแข็งแกร่งยามเป็มือสังหารในชีวิตก่อน นับว่าเหนือกว่านัก
แต่สำหรับโลกแห่งการฝึกตนแห่งนี้ ถือว่ายังไม่เพียงพออยู่ไกล เพราะอย่างนั้น เขาถึงต้องตรากตรำฝึกฝนอยู่มาก อย่างน้อยวิชาต่อสู้มือเปล่าต้องไม่แพ้เสี่ยวรุ่ย นอกจากนี้ หากผ่านไปถึงผนึกดวงปราณ ต้องเผชิญอสนีบาตภัยอีก หากไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่ง ไร้กระดูกที่แข็งปึก ย่อมถูกฟ้าผ่าตายง่ายดายยิ่ง! ทำให้การฝึกฝนร่างกายเป็อะไรที่สำคัญยิ่งยวด!
“เทียนฉี เ้าร้ายกาจจริงนะ อยู่ฝึกฝนที่นี่ไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งหนึ่งเดือน!” คิดถึงตนที่ต้องเสียสามพันก้อนศิลาทิพย์ถึงจะเข้ามาห้องแรงโน้มถ่วงนี้ได้ ส่วนคนรักไม่ต้องจ่ายศิลาทิพย์สักก้อน เฉียวรุ่ยแอบหงุดหงิดเล็กน้อย หากตนไม่ต้องจ่ายศิลาทิพย์บ้างจะดีปานใดนะ!
“ฮ่าๆๆ ไม่มีอะไรหรอก เช่นนี้พวกเราก็ฝึกฝนอยู่ที่นี่ด้วยกันได้แล้ว!”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเรามาประมือกันดีไหม?” ห้องนี้มีแรงโน้มถ่วงเป็ห้าเท่าของด้านนอก ผู้ที่เดินเข้าห้องนี้มาครั้งแรก แค่ก้าวเดินย่อมเปลืองแรงอยู่มาก ่แรกที่เข้าห้องแรงโน้มถ่วง หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวง่ายๆ ล้วนสิ้นเปลืองแรงนัก แต่อยู่ในวิทยาลัยมาหกปี ได้เข้ามาหลายครั้ง ทั้งสองคนจึงต่อสู้กันในห้องแรงโน้มถ่วงได้อย่างไม่มีปัญหา
“ไม่ ข้าไม่อยากทำร้ายเ้า!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอากระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้บนประตู
“รับสมัครคู่ฝึกซ้อม หนึ่งวันสามร้อยก้อนศิลาทิพย์? เทียนฉี?” เห็นอักษรสามร้อยก้อนศิลาทิพย์ เฉียวรุ่ยรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที
“เสี่ยวรุ่ย พวกเราสองคนสู้กันไม่อาจลับฝนฝีมือกันและกันได้ แต่หากพวกเราหาคู่ซ้อมเพิ่ม เช่นนี้การต่อสู้ย่อมมีความหมายกว่ากันนัก!” สามีภรรยาไม่มีทางลงมือโเี้กับอีกฝ่ายได้ เขาจึงอยากหาคู่ซ้อมสักหลายคนเพื่อให้ได้รับการฝึกฝนที่ดีกว่า ประสบการณ์การต่อสู้จริงจะได้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก
“อืม ก็ ก็ถูก!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า คิดว่าที่คนรักพูดมีเหตุผล แต่สามร้อยก้อนศิลาทิพย์ทำให้เขาปวดใจนัก!
“ไม่ต้องกังวลหรอก ยันต์อัคคีทองของพวกเราขายดีอยู่นะ!” ทุกวันขายยันต์อัคคีทองสิบแผ่น เท่ากับได้สามแสนก้อนศิลาทิพย์ หักหนึ่งหมื่นก้อนศิลาทิพย์ให้ต่งเฟิง ยังเหลือสองแสนเก้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์เชียวนะ!
“ฮ่าๆๆ นี่ก็ใช่!” คิดถึงศิลาทิพย์ที่ได้จากการขายทุกวัน เฉียวรุ่ยก็กลับมามีความสุข
“ศิษย์น้องเฉียว ศิษย์น้องหลิ่ว พวกเ้าสองคน้าคู่ซ้อมหรือ?” เพิ่งแปะป้ายไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มีศิษย์พี่วิทยาลัยยุทธ์สองคนเดินเข้ามาถาม
“ใช่ขอรับ ศิษย์พี่ทั้งสองสนใจไหม?” หลิ่วเทียนฉีเห็นพลังของทั้งสองคนล้วนเป็ระดับสร้างรากฐาน่กลางจึงเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจ
“งานนี้ เป็คู่ซ้อมหนึ่งวันสามร้อยก้อนศิลาทิพย์เชียวหรือ?”
“ถูกต้อง สามร้อยก้อนศิลาทิพย์ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า ตอบอย่างมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราสองคนอยากลอง!”
“ได้แน่นอนขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าตอบรับทั้งคู่ก่อนหันไปมองคนรัก “เสี่ยวรุ่ย เ้าเลือกก่อนเถอะ!”
“ศิษย์พี่จ้าวก็แล้วกัน!” เฉียวรุ่ยมองพวกเขานิดหน่อย เลือกศิษย์พี่คนหนึ่งที่ค่อนข้างแก่ประสบการณ์
“ตกลง เช่นนั้นข้าสู้กับศิษย์พี่คนนี้!”
เมื่อแบ่งคนเรียบร้อย หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยต่างเริ่มฝึกฝนกับคู่ซ้อมของตน
คู่ต่อสู้ของหลิ่วเทียนฉีมีพลังต่ำกว่าเขาอยู่เล็กน้อย แต่อีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ วิชาการต่อสู้มือเปล่าจึงดีกว่าเขาอยู่บ้าง พอลงมือขึ้นมาถึงไม่พ่ายแพ้ให้เขาโดยง่าย ส่วนเฉียวรุ่ย แค่เริ่มต้นกับศิษย์พี่จ้าวก็ลำบากเสียแล้ว สู้จนถึงท้ายที่สุด ได้แต่โดนอัดอยู่ฝ่ายเดียว!
เซี่ยเหลียงกับหานรุ่ยซี อันดับหนึ่งกับอันดับสองของวิทยาลัยยุทธ์ พวกเขาฝึกเพลงหมัดอยู่ด้านข้าง เดิมทีไม่ได้สนใจหลิ่วเทียนฉีนัก แต่เห็นอีกฝ่ายสู้กับศิษย์วิทยาลัยยุทธ์กลับรับมือได้สบาย ไม่ดูแพ้พ่ายสักนิด ทั้งสองคนอดเลิกคิ้วมองไม่ได้
“ก่อนหน้านี้ ข้ารู้เพียงเฉียวรุ่ยสู้เก่ง คิดไม่ถึงว่าคู่ชีวิตเขาจะสู้เก่งเหมือนกัน!” เซี่ยเหลียงดูการต่อสู้พลางเอ่ย
“ใช่ ดูท่าผู้ใช้ยันต์คนนี้ไม่ได้ใช้แค่อารมณ์ชั่ววูบ วิ่งมาห้องแรงโน้มถ่วงกระมัง!” หานรุ่ยซีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ก่อนหน้านี้ ได้ยินว่าหลิ่วเทียนฉีจะมาห้องแรงโน้มถ่วง คนมากมายล้วนคิดว่าเ้าหมอนี่ทำเป็เก่ง และยังมีบางคนบอกว่าผู้ใช้ยันต์ที่อ่อนแอโดนลมไม่ได้เช่นนั้น เหมือนจะเข้าห้องแรงโน้มถ่วงมาแล้ว กระทั่งเดินยังเปลืองแรง ไม่ต้องพูดถึงฝึกฝนหรอก ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้มันช่างแตกต่างกับ ณ วินาทีนี้ที่มองเห็น หลิ่วเทียนฉีแสดงฝีมือออกมาจนทำให้พวกเขาตาค้างอยู่เนิ่นนาน
