ูเี่อันลืมคิดถึงคนหนึ่งไปเสียสนิท นั่นก็คือซูอี้เฉิง
ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ซูอี้เฉิงงานยุ่งจนหัวหมุน เขาทำงานยันดึกดื่นทุกวัน แถมยังต้องพึ่งยานอนหลับทุกคืน
ยานอนหลับเป็ยาที่มีผลข้างเคียง ถ้ากินต่อไปในระยะยาวอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้
หมอบอกกับเขาว่า บนโลกนี้มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ค่อนข้างพิเศษกว่าใคร บางคนจะนอนหลับได้เฉพาะบนรถประจำทาง บางคนจะหลับได้ก็ต่อเมื่อนอนบนม้านั่งในสวนสาธารณะ หมอแนะนำให้เขาลองหาวิธีใหม่ๆวิธีที่จะทำให้เขานอนหลับได้อย่างคนปกติ หรือไม่ก็ลองจินตนาการถึง่เวลาที่เขาสามารถหลับได้อย่างเป็สุขว่าเคยนอนที่ไหนอย่างไร
ที่จริง เขาไม่ต้องย้อนคิดไปไกลให้เสียเวลา วันนั้นที่เขานอนที่ห้องของลั่วเสี่ยวซีเป็การนอนหลับที่ดีที่สุดในรอบ5-6ปีที่ผ่านมา
วันนี้กว่าซูอี้เฉิงจะกินเลี้ยงเสร็จก็สี่ทุ่มกวา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ไปเยี่ยมน้องสาวที่โรงพยาบาลมาสองวันแล้ว จึงขึ้นรถพลางเปิดหน้าต่างรับลมและโทรไปหาูเี่อัน
“เสี่ยวซีก็เพิ่งโทรหาหนูเมื่อกี้นี้เลย”ูเี่อันกล่าว “เธอบอกว่าวันนี้ต้องฝึกจนดึกเลยจะนอนพักที่อพาร์ทเมนท์ในเมืองน่ะค่ะ”
หัวใจของซูอี้เฉิงสั่นไหวเล็กน้อย เขาถามอาการของน้องสาวก่อนจะวางสายไป
“พี่เฉิงจะกลับเลยไหมครับ”เสี่ยวเฉินถาม
“ไป...” เขาเกือบจะบอกให้เสี่ยวเฉินไปที่อพาร์ทเมนท์ของลั่วเสี่ยวซีอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ห้ามตัวเองไว้ทัน ตอนนี้เขายังไปหาเธอไม่ได้
TopModel ใกล้จะออกอากาศเต็มที ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องรอให้การแข่งขันสิ้นสุดลงเสียก่อน สุดท้ายซูอี้เฉิงจึง“อืม” ตอบรับ เสี่ยวเฉินจึงสตาร์ทรถเตรียมพารถยนต์สีดำคันงามมุ่งหน้ากลับไปยังอพาร์ทเมนท์ของซูอี้เฉิง
เมื่อเกือบจะถึงจุดหมาย ซูอี้เฉิงก็สั่งให้เสี่ยวเฉินเอารถไปจอดที่ชั้นใต้ดินก่อนจะบอกให้เสี่ยวเฉินเรียกรถกลับบ้านได้ ส่วนเขายังคงนั่งรับลมอยู่บนรถไม่ไปไหนเสี่ยวเฉินรู้สึกว่าซูอี้เฉิงดูแปลกๆแต่ก็ไม่กล้าถามให้มากความ จึงได้แต่กำชับอย่างเป็ห่วง
“ระวังตัวด้วยนะครับ”
ซูอี้เฉิงพยักหน้า เขายกมือนวดขมับก่อนจะรู้สึกเหมือนมีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้
เขากับลู่เป๋าเหยียนเป็พวกความรู้สึกไว เมื่อััได้ถึงสิ่งปกติเขาจึงมองออกไปที่นอกรถ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็จางเหมย
“ฉันแค่อยากมาหาคุณ” จางเหมยเอ่ย “คุณไม่สบายเหรอคะ? ปวดหัวหรือเปล่า?”
“เปล่า” ซูอี้เฉิงเปิดประตูลงจากรถ“คุณมาั้แ่เมื่อไร”
“สักหนึ่งชั่วโมงก่อนมั้งคะ พนักงานที่นี่บอกว่าคุณยังไม่กลับฉันเลยมารอที่นี่”
สภาพของจางเหมยดูมึนงง น้ำเสียงล่องลอย ผมเผ้ายุ่งเหยิง นี่ถ้าซูอี้เฉิงไม่รู้จักว่าเธอเป็ใครคงคิดว่าเป็คนบ้าคนหนึ่งที่ผ่านมา
“ฉันไม่ได้จะมารบกวนคุณ แค่อยากเห็นหน้าคุณเท่านั้น เมื่อกี้เห็นคุณไม่ลงมาจากรถสักทีเลยนึกว่าคุณไม่สบาย”จางเหมยอธิบาย
“ผมไม่ได้เป็อะไร” ซูอี้เฉิงเอามือที่กุมขมับออก “กลับไปเถอะเดี๋ยวผมจะเรียกแท็กซี่ให้”
“ไม่!” จางเหมยพุ่งตัวเข้ามากอดซูอี้เฉิงไว้“อย่าไล่ฉันไป อย่าทำกับฉันแบบนี้ ขอร้องล่ะอี้เฉิง ฉันชอบคุณฉันชอบคุณจริงๆนะคะ”
ซูอี้เฉิงแกะมือของจางเหมยออกพลางกล่าว “เพื่อเห็นแก่คุณอาจาง ผมพยายามรักษาชื่อเสียงคุณไว้อย่างเต็มที่แล้ว จางเหมย ต่อไปนี้อย่ามาหาผมอีก ผมพูดกับคุณชัดเจนแล้วว่าพวกเราไม่มีทางเป็ไปได้”
“คุณชอบลั่วเสี่ยวซีใช่หรือเปล่า?”สายตาของจางเหมยที่มองมายังซูอี้เฉิงราวกับคนกำลังจะคลั่ง
“คุณรู้หรือเปล่าว่าที่บ้านเธอไม่เห็นด้วยเื่คุณกับลั่วเสี่ยวซี ประธานลั่วอยากให้เธอแต่งงานกับฉินเว่ย คุณกับลั่วเสี่ยวซีไม่มีทางได้คบกัน ฉินเว่ยก็พูดชัดว่ายังไงเขาก็ต้องได้แต่งงานกับลั่วเสี่ยวซี”
แววตาของซูอี้เฉิงเย็นเยียบ เขากำหมัดแน่นก่อนจะค่อยๆคลายมันออกมา
“คุณเรียกรถกลับไปเถอะ”
เขาเดินขึ้นรถก่อนจะมุ่งหน้าไปที่อพาร์ทเมนท์ของลั่วเสี่ยวซีทันที ซูอี้เฉิงและรถของเขาจากไปไม่เหลือแม้แต่เงา
จางเหมยกำมือแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ที่เธอทนลำบากอยู่ที่เครือเฉิงอันมาตั้งหลายปี ค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาเป็หัวหน้าเลขาก็เพื่อ้าได้ซูอี้เฉิงมา แต่ตอนนี้ซูอี้เฉิงกลับบอกกับเธอว่าเธอกับเขาเป็ไปไม่ได้ งั้นสิ่งที่เธอทนพยายามมาตลอดก็เท่ากับสูญเปล่า
ไม่ได้! เธอจะต้องทำอะไรสักอย่างเธอไม่ยอมง่ายๆ แบบนี้แน่!
ลั่วเสี่ยวซีถือแก้วน้ำเดินไปนั่งลงบนโซฟาเพื่อดูหนัง ในตอนนั้นเองเสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นรัว
เธอสะดุ้งใก่อนจะเดินไปมองลอดตาแมวอย่างระมัดระวัง พลางเตรียมจะแจ้งตำรวจหากเกิดอะไรขึ้นมา แต่ไม่นึกเลยว่าคนที่อยู่ด้านนอกจะเป็ซูอี้เฉิง
ไหนเขาบอกว่าจะรอให้ TopModel จบก่อนแล้วค่อยมาหาเธอ? แล้วนี่เขามาทำอะไร?
ขณะที่เธอกำลังใช้ความคิด เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังไม่หยุด ลั่วเสี่ยวซีกลัวว่าจะรบกวนเพื่อนบ้านจึงรีบเปิดประตู
“ซูอี้เฉิง...”
เธอยังพูดไม่ทันจบเขาก็เดินเข้ามาก่อนจะปิดประตูดังปัง จากนั้นจึงจับมือเธอไว้ทั้งสองข้างพลางมองจ้องเธออยู่อย่างนั้น
ลั่วเสี่ยวซีสูดจมูก ดมกลิ่นเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“นี่นายกินเหล้ามาเหรอ?” เธอเห็นกุญแจรถที่อยู่ในมือเขาจึงแย่งมาถือไว้ “กินเหล้าแล้วยังจะขับรถอีก ไม่รักชีวิตแล้วหรือไง”
ซูอี้เฉิงยื่นมือถือของเขาให้ลั่วเสี่ยวซี “โทรเรียกเสี่ยวเฉินให้เอาเสื้อผ้ามาให้ฉันสองชุด”พูดจบเขาก็เดินเข้าไปด้านในห้อง
ลั่วเสี่ยวซีงงไปหมดจึงถามว่า “นายมีเื่อะไรหรือเปล่าถึงหนีมาหาฉันที่นี่?”
“ใช่น่ะสิ” ซูอี้เฉิงไม่รู้จะอธิบายกับลั่วเสี่ยวซียังไงจึงตอบรับไปตามน้ำ“รีบโทรหาเสี่ยวเฉิน ไม่งั้นเขาคงกลับถึงบ้านก่อน”
ลั่วเสี่ยวซียังคงไม่ขยับ “ต่อให้นายมีเื่จริงๆ นายก็มีบ้านตั้งเยอะแยะ ไหนจะโรงแรมอีก จะไปพักที่ไหนก็ได้นี่ แล้วมาบ้านฉันทำไมกัน?”
“ฉันชอบ” ซูอี้เฉิงตอบหน้าตาเฉย“เธอควรดีใจไม่ใช่หรือไง”
“ดีใจบ้าอะไรของนาย!” ลั่วเสี่ยวซีพูดอย่างหงุดหงิด “นี่นายคิดว่าบ้านฉันเป็โรงแรมหรือไง คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป”
“หรือว่าเธอไม่อยากให้ฉันไปล่ะ?”ซูอี้เฉิงยิ้ม “เอางั้นก็ได้ พรุ่งนี้ฉันจะได้เก็บข้าวของย้ายมาที่นี่”
ลั่วเสี่ยวซีพูดไม่ออก “ซูอี้เฉิง นี่สมองนายมีปัญหาหรือเปล่า?”
ซูอี้เฉิงมองลั่วเสี่ยวซีสีหน้าจริงจัง “เสี่ยวซี ฉันรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร”
“......” แต่ทำไมเธอรู้สึกเหมือนเขาดูไม่ค่อยปกติ?
“ฉันจะไปอาบน้ำ” ซูอี้เฉิงเดินเข้าไปในห้องน้ำก่อนพูดอีกครั้ง “จะให้เสี่ยวเฉินเอาชุดมาให้ฉันหรือเปล่าเธอคิดเอาเองแล้วกัน”
ปัง! ประตูห้องน้ำถูกปิดลง ลั่วเสี่ยวซียังคงยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
ทั้งหมดนี่คือภาพลวงตาใช่หรือเปล่า? ที่จริงแล้วเธอกำลังนั่งดูหนังอยู่บนโซฟา ซูอี้เฉิงไม่ได้มาหาเธอจริงๆหรอกใช่ไหม?
ไม่นานนัก เสียงน้ำไหลก็ดังขึ้น เรียกสติของลั่วเสี่ยวซีให้กลับมา นี่ไม่ใช่ความฝัน ซูอี้เฉิงมาที่นี่จริงๆและกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำของเธอ
ที่นี่ไม่มีชุดของผู้ชาย ถ้าเขาอาบน้ำเสร็จแล้วจะทำยังไง?
ว่าแล้วลั่วเสี่ยวซีก็รีบโทรศัพท์หาเสี่ยวเฉินเพื่อบอกให้เขาเอาชุดของซูอี้เฉิงมาให้
แต่ที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือ ดูเหมือนเสี่ยวเฉินจะพอเดาได้ว่าซูอี้เฉิงจะมาหาเธอที่นี่เขาพูดเสียงเนิบนาบว่า
“ผมจะเอาเสื้อผ้าและของใช้ไปให้ภายใน20 นาทีครับ”
ลั่วเสี่ยวซีวางสายก่อนจะวิ่งไปเคาะประตูห้องน้ำ
“นายอาบช้าๆ หน่อยนะ เสี่ยวเฉินต้องใช้เวลาอีก20 นาทีกว่าจะถึง”
“รู้แล้ว”
ซูอี้เฉิงอารมณ์ดีถึงขนาดร้องฮัมเพลงในห้องน้ำ แถมเพลงที่ร้องยังเป็เพลงฝรั่งเศสที่ลั่วเสี่ยวซีชอบมากที่สุดอีกด้วย เขาเอ่ยขึ้นมากลางคัน
“ฉันร้องเพราะไหม?”
ลั่วเสี่ยวซีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สัญชาตญาณของเธอบอกว่าซูอี้เฉิงดูผิดปกติ แต่เธอก็รู้สึกดีกับสิ่งที่เขาเป็อยู่ตอนนี้
ก่อนที่เสี่ยวเฉินจะมา ลั่วเสี่ยวซีใช้โอกาสนี้หยิบหมอนและผ้าห่มชุดใหม่มาวางบนโซฟาที่ห้องรับแขก เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเสียงกริ่งก็ดังขึ้น
เสี่ยวเฉินมาถึงแล้ว เขายื่นถุงใบหนึ่งมาให้เธอจึงถามอย่างข้องใจ
“ซูอี้เฉิงเป็อะไรไป?”
เสี่ยวเฉินรู้มาตลอดว่า่นี้ซูอี้เฉิงนอนไม่ค่อยหลับเขาจึงยิ้มก่อนตอบ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ เขาก็แค่เหนื่อยเกินไป คงต้องรบกวนคุณหนูลั่วให้ช่วยดูแลเ้านายผมหน่อยนะครับ ขอตัวก่อนครับ”
ลั่วเสี่ยวซีมองตามแผ่นหลังของเสี่ยวเฉินไปอย่างงงๆก่อนจะตอบรับกลับไป
เธอปิดประตูห้อง เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก ซูอี้เฉิงก็ส่งเสียงเรียกเธอจากในห้องน้ำ
“เสี่ยวซี?”
เธอหิ้วถุงที่เสี่ยวเฉินเอามาให้ส่งลอดผ่านบานประตูเข้าไปให้เขา
“นี่ของนาย”
เมื่อซูอี้เฉิงเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยก็เดินออกจากห้องน้ำ เขาหันไปมองนาฬิกา นี่ก็จะเที่ยงคืนแล้ว แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เขาก็สังเกตได้ว่าสีหน้าของลั่วเสี่ยวซีดูแปลกๆ
ลั่วเสี่ยวซีไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆ
ตลอดเวลาที่เธอตามจีบเขามานับสิบปี ถึงเธอจะเคยบุกไปหาเขาที่อพาร์ทเมนท์แต่เช้า เคยเห็นเขาตอนกำลังใส่เสื้อผ้าแล้วก็ตาม แต่บรรยากาศในตอนนี้มันค่อนข้าง...แตกต่างออกไป
หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันในห้องตามลำพังเวลาดึกๆ ดื่นๆแบบนี้...มันดูจะสุ่มเสี่ยงให้คนคิดไปไกล...
“ฉันกลับห้องไปนอนก่อนนะ”
พูดจบลั่วเสี่ยวซีก็เดินก้มหน้าก้มตาไปที่ห้องนอนของตน เมื่อเอนลงนอนบนเตียงก็เห็นว่าซูอี้เฉิงเดินตามเข้ามา
เธอตาโตอย่างใก่อนเอ่ยถาม
“นายจะเข้ามาทำไม ฉันปูที่นอนเอาหมอนกับผ้าห่มไปให้ที่โซฟาแล้วนะ”
“ให้นอนบนโซฟาฉันนอนไม่หลับ” ซูอี้เฉิงพูดพลางปิดประตูห้องนอน
เสียงปิดประตูแค่เล็กน้อยแต่กลับะเืเข้าไปถึงใจของลั่วเสี่ยวซี เธอเขยิบถอยหลังไปที่มุมเตียงอย่างลืมตัว
ไม่นะ คนที่ทำตัวประหลาดคือซูอี้เฉิง แล้วเธอจะกลัวทำไมล่ะเนี่ย!
“ซูอี้เฉิง!” เธอใช้สายตาที่ตัวเองคิดว่าสงบนิ่งที่สุดแล้วมองไปทางซูอี้เฉิง “นายอย่ามาทำตัวรุ่มร่ามนะ! ตะ...ตอนนี้พวกเรายังไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อย!”
ซูอี้เฉิงยิ้มมุมปาก “ฉันก็แค่อยากจะนอนพัก นี่เธอคิดไปถึงไหน?”
“จะนอนก็ไปนอนข้างนอกสิ!” ลั่วเสี่ยวซีมักจะล้อเล่นเื่แบบนี้จนชิน คำพูดเดียวของซูอี้เฉิงไม่อาจทำให้เธอหน้าแดงใจสั่นได้“นี่มันห้องของฉัน! หรือว่า...นายอยากจะนอนเตียงเดียวกับฉันกันล่ะ?”
ซูอี้เฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ช้าก็เร็วพวกเราก็ต้องนอนร่วมเตียงกันอยู่แล้วนี่”
“...” ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนโดนโจมตีจนพลังเืลดไปกว่า50%
ซูอี้เฉิงตลบผ้าห่มออกอย่างคนได้คืบจะเอาศอก
“ปิดไฟซะ”
พลังเืของลั่วเสี่ยวซีใกล้ถึงขีดจำกัด ยังดีที่เธอพอจะมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง จึงถีบซูอี้เฉิงไปหนึ่งที
“นายจะบ้าหรือไง ฉันอุตส่าห์ยอมให้นายเข้ามาในห้องแล้วนะ นี่ยังคิดจะมานอนบนเตียงฉันอีกเหรอ ลงไป!”
ให้ตาย นี่เขาเห็นเธอเป็แกะน้อยหรือยังไง? เธอเกิดปีสิงโตนะรู้หรือเปล่า!
ซูอี้เฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกมือลั่วเสี่ยวซีให้ล้มลงบนเตียงและคร่อมทับเธอเอาไว้
“ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่วันปีกกล้าขาแข็งแล้วงั้นเหรอ?”
“ซูอี้เฉิง นายความจำเสื่อมไปแล้วหรือไง”ลั่วเสี่ยวซีผลักอกแกร่งของเขาให้ออกห่าง “ั้แ่งานปาร์ตี้ครั้งนั้น พวกเราก็ไม่ได้เจอกันเป็เดือน นี่เจี่ยนอันก็เข้าโรงพยาบาลเป็ครึ่งเดือน แต่นายกลับพูดว่าไม่เจอแค่ไม่กี่วันเนี่ยนะ?ที่พูดแบบนี้คงไม่ใช่เพราะฝันเห็นฉันทุกวันหรอกนะเลยจำผิด”
ซูอี้เฉิงยิ้มก่อนเอ่ย “เสี่ยวซีเธอกำลังกลัว”
ลั่วเสี่ยวซีตามตื้อเขามานานขนาดนี้ ทำให้เขารู้จักนิสัยเธอหลายอย่าง อย่างเช่นการที่เธอมักจะพูดมากผิดปกติเวลากลัวอะไรสักอย่าง ถ้าเป็คนอื่นที่ไม่รู้จักเธอก็คงดูไม่ออก
ลั่วเสี่ยวซีถึงกับชะงัก เธอสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด
“ใครจะไปกลัวนายกัน?”
ซูอี้เฉิงคิดไปคิดมา หากจะรักษาอาการปากแข็งคงต้องใช้ปากของเขานี่แหละถึงจะดีที่สุด...
