เหอชุนฮวาดื้อรั้นไม่ยอมกลับจนหลี่จั่งต้องดึงนาง “พอแล้ว ทุกอย่างกระจ่างและได้รับการตัดสินไปแล้ว นี่เป็คำตัดสินของถิงจั่ง อย่าลืมคืนที่ดินหลัง่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงละ”
เหอชุนฮวาไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง จึงยื่นมือไปหยิกแขนหลี่จั่ง “ข้าช่างโชคร้ายเหลือเกินที่ได้มาแต่งงานกับท่าน เหตุใดจึงเข้าข้างผู้อื่นเช่นนี้?”
“จะเข้าข้างผู้อื่นได้อย่างไร พวกเขาต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกับเรา สมควรต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว” หลี่จั่งได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นแล้วปลีกตัวออกมาจากบ้านของถิงจั่ง เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับภรรยาตนเองมากไปกว่านี้
เหอชุนฮวารู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไปก็เปล่าประโยชน์ สุดท้ายก็กลับไปเช่นกัน
……
หลี่อันหรานพ่นลมหายใจยาวๆ ด้วยความโล่งอกหลังจากกลับถึงบ้าน ในที่สุดก็จัดการเื่น่าเบื่อนี้จบเสียที ถือได้ว่าผ้าเนื้อดีกับของกินจำนวนมากพวกนั้นที่นางซื้อมาไม่ได้สูญเปล่าแต่อย่างใด
ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเสิ่นอิ๋นหวนไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านไม่สบายหรือเ้าคะ?”
เสิ่นอิ๋นหวนรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยเพราะการโต้เถียงเมื่อครู่ “แม่ไม่เป็ไร นอนพักสักหน่อยก็คงดีขึ้น” พูดจบแล้วเสิ่นอิ๋นหวนก็กลับเข้าห้องไป
หลี่อันหรานรู้ว่าแม่ไม่อยากให้เื่ราวบานปลายขนาดนี้ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากไม่ทำแบบนี้ เหอชุนฮวาคงไม่ยอมคืนที่ดินสองไร่นั้นให้แน่
หลี่อันหรานพามารดาไปส่งที่ห้องแล้วช่วยปิดประตู ในตอนที่กำลังจะไปดูบ่อปลาหลังบ้านนี้เอง นางหันมาเห็นเจียงเฉิงกลับมาจากด้านนอกพอดี
ยามที่นางนำเื่ที่ดินสองไร่นี้ไปคุยกับนางฉางเมื่อไม่กี่วันก่อน นางจำได้ว่าเจียงเฉิงเคยขอแยกตัวไปอย่างกะทันหัน ต่อมาไม่รู้ว่าเขาหายไปทำอะไร รู้เพียงแต่ว่า่นี้เขาทำตัวลับๆ ล่อๆ
“ท่านไปที่ใดมา?”
เจียงเฉิงเดินมาหานาง เขาไม่ตอบคำถาม หากแต่ถามนางกลับ “ข้าได้ยินว่าพวกเ้าไปหาถิงจั่งมา ไปเจรจาเื่ที่ดินใช่หรือไม่?”
หลี่อันหรานพยักหน้า “เจรจาเรียบร้อยแล้ว พวกข้าจะได้ที่ดินกลับคืนมาหลังฤดูใบไม้ร่วง ท่านไปที่ใดมา?” นางยังคงถามอีกครั้ง
แต่ทว่าเจียงเฉิงกลับยื่นเอกสารราชการที่มีตราประทับจากทางการให้กับนางแทน “เ้าอ่านหนังสือออกหรือไม่?”
หลี่อันหรานพยักหน้าแล้วรับเอกสารราชการแผ่นนี้มากวาดสายตาดู “ข้าอ่านออก”
แต่แล้วนางกลับต้องเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง “นี่ใช่ของจริงหรือ?”
“ต้องจริงอยู่แล้วสิ” เจียงเฉิงเผยยิ้ม ก่อนจะเดินไปทางห้องครัว จากนั้นรินน้ำให้ตัวเองและดื่มอึกใหญ่ด้วยความกระหาย
หลี่อันหรานจึงไล่ตามไปติดๆ “จะเป็ไปได้อย่างไร? ท่านปลอมแปลงออกมาเพื่อช่วยข้าทวงที่ดินคืนใช่หรือไม่?”
เจียงเฉิงหลุดหัวเราะดังพรืด “จะปลอมแปลงได้อย่างไร เ้าไม่เห็นตราประทับหรือ นี่เป็เอกสารที่ถูกออกโดยทางการต่างหาก”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วและอ่านโดยละเอียดอีกครั้ง นางไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ “ท่านทำได้อย่างไร? เหตุใดคนของส่วนราชการจึงยอมฟังท่าน?”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องสนใจ เอาเป็ว่าข้ามีวิธีก็แล้วกัน นี่คือโฉนดของที่ดินสองไร่ ต่อไปพวกเ้าจะได้ไม่ต้องไปยื้อแย่งอีก”
แน่นอนว่าหลี่อันหรานตื่นเต้นดีใจมาก “เดิมทีที่ดินสองไร่นั้นก็เป็ของพวกข้า วันนี้ได้คืนมาภายใต้คำตัดสินของถิงจั่งก็ดีใจมากอยู่แล้ว แต่นี่ท่านยังหามาเพิ่มให้อีกสองไร่ ข้าไม่รู้ว่าควรขอบคุณท่านอย่างไรดี”
“ไม่ต้องขอบคุณ แต่เ้าควรนำเื่นี้ไปบอกกล่าวกับถิงจั่ง เขาจะได้ช่วยจัดสรรที่ดินให้” ทว่าวินาทีต่อมาเขากลับขมวดคิ้วเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “บัดนี้เ้ามีที่ดินสี่ไร่แต่กลับไม่มีคนในครอบครัวที่จะมีกำลังไปดูแล หากถึงเวลาต้องจ่ายภาษีจะทำอย่างไร?”
ครั้นได้ยินความกังวลใจของอีกฝ่าย หลี่อันหรานจึงโบกไม้โบกมือพลางว่า “ท่านไม่ต้องห่วง ต่อให้มีที่ดินมากเพียงใดข้าก็จ่ายภาษีไหวอยู่แล้ว”
นางมองเอกสารในมือตัวเองอีกครั้ง ไม่รู้ว่านี่เป็ของจริงหรือของปลอม เพราะนางไม่เคยเห็นโฉนดที่ดินของยุคนี้มาก่อน
เจียงเฉิงเห็นหลี่อันหรานมีความสุขก็อดลูบศีรษะนางอย่างแ่เบาไม่ได้ “เอาละ อย่ามัวแต่ยิ้ม รีบไปพบถิงจั่งเถิด”
ทว่าหลี่อันหรานกลับส่ายหน้า “ไม่ได้ ต้องเก็บเื่นี้ไว้ก่อน หากเหอชุนฮวารู้ว่าบ้านพวกข้ามีที่ดินเพิ่มมาอีกสองไร่ ไม่แน่ว่านางจะไม่ยอมคืนที่สองไร่เดิมให้พวกข้าอีก รอไว้นางคืนที่ดินกลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที”
นางพับโฉนดที่ดินแผ่นนี้แล้วกลับห้องตัวเอง เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง เจียงเฉิงก็ไปเตรียมตัวตักน้ำช่วยนางล้างพริกอยู่ข้างบ่อแล้ว
หลี่อันหรานเดินตรงไปยังเขา ก่อนโพล่งขึ้นมาฉับพลัน “ตอบข้ามา ท่านเป็ผู้ใดกันแน่?”
เจียงเฉิงพลันชะงักกึก เขาเงยหน้าขึ้นมองนาง “เหตุใดอยู่ๆ จึงถามเื่นี้?”
“หากท่านเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ท่านไม่มีทางทำเื่จำพวกนี้ได้เด็ดขาด แต่นี่ท่านใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ขอที่ดินสองไร่มาจากทางการได้แล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้ ต้องมีเส้นสายและมีภูมิหลัง ดูท่าแล้วท่านคงไม่ธรรมดา”
หลี่อันหรานหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ นางเคยคิดว่าเจียงเฉิงคงไม่ใช่คนธรรมดา แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำได้ถึงขั้นนี้
เจียงเฉิงหัวเราะเบาๆ พลางใช้มือเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผาก “ไม่ต้องสนใจว่าข้าเป็ผู้ใด รู้แค่ว่าข้ายินดีช่วยเ้าก็พอแล้ว”
สิ้นเสียง เขาก็ยกน้ำสองถังไปล้างพริกที่อยู่ด้านข้าง ส่วนหลี่อันหรานไม่ขยับเขยื้อน นางยังคงยืนมองแผ่นหลังกว้างของเขา ในขณะที่รอยยิ้มมุมปากเด่นชัดกว่าเดิม แต่เมื่อตระหนักได้ว่าอีกไม่นานเขาก็จะไปจากที่นี่ ความผิดหวังพลันตีตื้นขึ้นมา
ในเมื่อเขาไม่ยินดีเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เช่นนั้นนางก็จะไม่บังคับ นางยอมรับได้ตั้งนานแล้วว่าเขากับนางอยู่กันคนละโลก นางรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่เขาทำเพื่อนางก็จริง แต่นางจะไม่เหนี่ยวรั้งเขาไว้เด็ดขาด
เย็นวันนั้น หลี่อันหรานจึงเข้าครัวไปทำอาหารเต็มโต๊ะ
นางกำชับไม่ให้เจียงเฉิงบอกเื่ที่ได้ที่ดินเพิ่มมาอีกสองไร่ให้ผู้ใดฟัง นางเพียงแต่นำโฉนดที่ดินไปซ่อนไว้ รอให้ผ่าน่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงไปแล้วค่อยรายงานต่อถิงจั่ง
เหตุการณ์ดำเนินไปด้วยความสงบอยู่สองสามวัน หลี่อันหรานจดจ่อกับการทำน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ด หลังจากที่นางรู้ว่าจะมีคนจากเมืองรอบข้างมาไหว้พระที่วัดเทียนหยวนก็อยากคว้าโอกาสนี้ไว้ เผื่อว่าจะเจอโอกาสขยับขยายตลาด
แต่หากไม่เจอก็ไม่เป็ไร คิดเสียว่าไปเที่ยวเล่นพักผ่อนหนึ่งวัน
อย่างน้อยภายในเมืองก็มีผู้คนจากที่ต่างๆ มารวมตัวกันเยอะมาก ส่งผลให้สินค้าของนางเป็ที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ
ขนาดการผลิตของนางได้รับการขยายขึ้นอีกครั้ง จึงต้องแวะเวียนไปร้านรับฝากเงินบ่อยขึ้น แต่นางไม่เคยเปิดเผยจำนวนเงินที่หามาได้แต่อย่างใด ทำเพียงใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างไม่โอ้อวด ไม่มีกะจิตกะใจไปคิดเื่อื่นจริงๆ
นางขนน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดที่ทำเรียบร้อยเมื่อวานขึ้นรถม้า จากนั้นให้ท่านลุงจางนำไปส่งในเมืองเหมือนที่ผ่านมา
หลังจากที่นางออกไปได้ไม่นาน เสิ่นอิ๋นหวนก็ไปช่วยทำความสะอาดบ่อปลาด้านหลังบ้าน
หลี่อันหลินไม่ค่อยได้กลับมาบ้านเพราะกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาในตัวเมือง ภายในบ้านจึงเหลือเพียงหลี่อันอันที่เล่นอยู่ตรงลานบ้าน ระหว่างที่นางกำลังเล่นนี่เอง อยู่ๆ หลี่เยวี่ยซือก็เดินเข้ามา “อันอัน”
หลี่อันอันใสะดุ้งโหยง ครั้นเงยหน้ามาเห็นว่าเป็หลี่เยวี่ยซือก็วิ่งเข้าไปหา “พี่หญิง”
หลี่อันอันยังเด็ก ไม่ค่อยเข้าใจเื่ระหว่างผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ระวังตัวต่อหลี่เยวี่ยซือมากนัก
หลี่เยวี่ยซือลูบศีรษะนางแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “พี่หญิงของเ้าเล่า?”
“ท่านพี่นำของไปส่งในเมืองเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นท่านแม่เ้าล่ะ?”
“ท่านแม่ไปทำความสะอาดบ่อปลาหลังบ้านเ้าค่ะ”
