บทที่ 134 ใจกล้า
“แค่ก แค่ก แม้ว่าข้าจะมีพลังยุทธ์ที่ไม่สูงมากนัก แต่หากถามว่าข้าจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่นั้น ก็พอจะมีวิธีรับมืออยู่บ้าง หากเผชิญกับภาระหน้าที่ ข้าย่อมเข้ามาแบกรับอย่างไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น!” บุรุษร่างผอมคิดไม่ถึงว่าแผนการของตัวเองจะมีคนรู้ทัน ดังนั้นจึงได้เพียงแนะนำตัวเองแก้เก้อเท่านั้น!
“วิธีการเช่นนี้ไม่ต้องเสนอมาแล้ว เพราะข้าไม่เห็นด้วยที่จะเผชิญหน้าเป็ศัตรูกับนายน้อยตระกูลลู่ ทุกคนอาจถูกสรรพคุณที่ท้าทาย์ของยาชิง์บดบังความเฉลียวฉลาดของตัวเอง ตระกูลลู่คือสถานที่ที่ยิ่งใหญ่เพียงไหน แล้วนายน้อยตระกูลลู่เป็ใคร? หากแฝงตัวเข้าไปแล้วจะเป็อย่างไร? อยู่ๆ ก็เข้าไปหานายน้อยของตระกูลลู่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พวกเ้าคิดว่าจะลงมือให้อีกฝ่ายยอมศิโรราบง่ายๆ ได้เช่นนั้นหรือ? เื่พวกนี้ไม่ต้องพูดอีกแล้ว บางทีพวกเ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าข้างกายนายน้อยตระกูลลู่มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้หนึ่ง อย่าว่าแต่พวกเ้าส่งคนไปเป็ตัวแทน ต่อให้เข้าไปพร้อมกันก็เหมือนไปตายทันที!”
คำพูดที่ดังขึ้นนี้ราวกับอ่างน้ำเย็นที่สาดหน้า ดับความร้อนรุ่มของทุกคนให้เย็นลงทันที! คนที่พูดนั้นคือสตรีผู้หนึ่ง แต่สตรีผู้นี้ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุม เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่สวยงามคู่หนึ่ง และทั่วทั้งร่างกายก็ถูกปกคลุมไปด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่สีดำที่มีแสงจางๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
ทุกคนต่างตื่นใกับคำพูดของสตรีผู้นี้ไม่น้อย เมื่อครุ่นคิดดูอย่างละเอียดแล้วก็รู้ว่าเพราะเหตุผลหลายประการเลยทำให้โลภมากจนลืมตัวไปจริงๆ เพียงไม่มีใครยอมรับมันในเวลานี้เท่านั้น
“ทำอย่างไรดี? พวกเราจะทำท่าทางคึกคักห้าวหาญเหมือนเสือ แต่ว่าลงท้ายเหมือนกับหางงูแล้วแยกย้ายกันเช่นนี้เลยงั้นหรือ?” มีคนถามด้วยความไม่พอใจ
“เดิมทียาชิง์มีขายเพียงเพียงเม็ดเดียว กองกำลังเยอะมากขนาดนี้ มีสายตานับคู่ไม่ถ้วนที่จ้องมองอยู่ พวกเราไม่มีโอกาสทำอะไรเลยด้วยซ้ำ สู้คิดหาวิธีไปที่จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ดีกว่า คิดว่าตระกูลลู่คงเก็บสะสมยาชิง์น้อยไว้ที่นั่นมากทีเดียว หากได้มาไว้ในมือ ก็คงเพียงพอมาแบ่งสันปันส่วนให้ทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่แห่งนี้แน่!”
“จัตุรัสอวี้เ้ายังคงสร้างอยู่ในเมืองเทียนอวิ๋น ตระกูลลู่มียอดฝีมืออยู่ที่นี่ไม่น้อยเช่นกัน กลัวว่ามันไม่ได้ง่ายเช่นนั้นนะสิ!”
“หากง่ายคงถูกคนแย่งชิงกันไม่รู้กี่รอบแล้ว!”
“เื่นี้มีอัตราความสำเร็จไม่มากนัก เมืองเทียนอวิ๋นและูเาเทียนฉยงอยู่ใกล้เกินไป การเปลี่ยนแปลงเพียงโดนหางลมก็สามารถดึงดูดยอดฝีมือของตระกูลลู่มาได้ โดยเฉพาะจัตุรัสอวี้เ้า เมื่อใดที่เกิดเื่ขึ้น ตระกูลลู่จะแห่กันออกมาอย่างแน่นอน เพียงพวกเราไม่กี่ตระกูลไม่มีทางทำสำเร็จได้! และข้าก็ไม่เชื่อว่าพลังป้องกันของตระกูลลู่ที่จัตุรัสอวี้เ้าจะเปราะบางขนาดนั้น เดิมทีที่มาพบกับทุกคนก็เพื่อรวมพลังรวบรวมสมบัติล้ำค่าและนำไปที่ตระกูลลู่เพื่อแลกกับยาชิง์น้อยสักเม็ด ส่วนเื่เช่นนี้ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว!”
“ข้าก็เหมือนกัน หากยาชิง์น้อยเพียงเพียงเม็ดเดียวแล้วทำลายทั้งตระกูล ตายแล้วก็ไม่คุ้มค่า!”
“ข้าน้อยก็เห็นด้วย เป็การดีที่สุดหากทุกคนร่วมมือกันไปเอาสมบัติล้ำค่า เพื่อไปแลกกับยาชิง์น้อยของตระกูลลู่จะปลอดภัยกว่า ทุกคนต่างก็มีครอบครัวและอาชีพการงาน อีกทั้งยังไม่ได้จะหมดสิ้นอายุขัย หรือเร่งด่วนใช้ มันไม่จำเป็ต้องใช้วิธีการที่รุนแรงเช่นนี้เพื่อไปนำเอายาชิงยา์น้อยมา!”
เมื่อมีสองคนคัดค้านเช่นนี้ แผนการของทุกคนที่มีต่อตระกูลลู่ก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ หลังจากพูดคุยกันอีกไม่กี่คำ ทุกคนก็ตกลงแยกย้ายกันไปอย่างไม่ลงตัว
สำนักเป่ยเฉินเป็สำนักเล็กๆ ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ แต่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานนัก แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในการต่อสู้ ยอดฝีมือในสำนักล้มหายตายจาก คัมภีร์สูญหายกระจัดกระจาย ถึงได้ทำให้สำนักตกต่ำลงอย่างทุกวันนี้ นับจากหัวหน้าสำนักจนถึงลูกศิษย์ร่วมกันแล้วก็มีไม่ถึงร้อยคน แต่สิ่งเดียวที่ดีที่มีอยู่ในคือมีเส้นพลังปราณเล็กๆ สองเส้นที่ตีนเขาเป่ยเฉิน ทำให้บรรดาลูกศิษย์ในสำนักไม่ต้องใช้ความพยายามมากแล้วได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าขนาดนั้นในเวลาที่ฝึกบำเพ็ญเพียร
หัวหน้าสำนักอวิ๋นหยางจือก็ถือว่าเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงในรัศมีหนึ่งพันลี้เช่นกัน เขามีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายของขั้นตงซวน ดำรงอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักมาได้ห้าร้อยปีแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นว่าจะอายุขัยจะสิ้นสุดลง จึงเข้าจำศีลปิดประตูตายทันที โดยหวังว่าจะสามารถทะลวงผ่านขั้นพลังยุทธ์ เพื่อยืดอายุขัยได้
แม้ว่าอวิ๋นหยางจือไม่ได้มีพร์ที่ยอดเยี่ยมอะไรนัก และต้องพยายามอย่างหนักมากเพื่อรักษาตำแหน่งหัวหน้าสำนัก ด้วยประสบการณ์และความอดทนมานานหลายปี จึงได้คัดเลือกลูกศิษย์ที่ดีมาสองสามคน ไม่ว่าในแง่คุณสมบัติ ความสามารถ หรือนิสัยก็ไม่เลวเลย หากมีบุคคลที่โดดเด่นหนึ่งหรือสองคนปรากฏขึ้นในหมู่พวกเขา แม้ว่าสำนักเป่ยเฉินจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเื่นี้กลับมาผงาดขึ้นมาได้ แต่ก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งและชื่อเสียงของสำนักเป่ยเฉินได้อย่างมาก
ทว่าตอนนี้อายุขัยของอวิ๋นหยางจือกำลังจะหมด เข้าจำศีลปิดประตูตาย ลูกศิษย์สายตรงหลายคนของอวิ๋นหยางจือก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากได้แต่เฝ้าดูอาจารย์ตาปริบๆ เพราะดูแล้วก็เหมือนจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ข้ามีข่าวดีมาบอก ได้ยินมาว่า นายน้อยของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นลู่อวี่ หลอมยาอายุวัฒนะที่ใช้ยืดอายุที่ท้าทาย์ออกมาได้ ยาเม็ดเดียวสามารถยืดอายุได้ถึงสามร้อยปีเลย ทั่วทั้งโลกเทียนตูแตกตื่นกันยกใหญ่เลย”
ด้านนอกห้องโถงเทียนเฉินของูเาเป่ยเฉิน สตรีผู้หนึ่งที่สวมชุดแดงอยู่ในวัยยี่สิบที่มีรูปร่างเย้ายวน มีดวงตาที่สดใส และมีฟันเรียงซี่สวยขาวสะอาด มีสีหน้าตกตะลึงและร้อนรนเมื่อเห็นแขกผู้มาเยือน พร้อมกับพูดออกมาด้วยเสียงดังขึ้นว่า “ น้องสาม นี่ถือว่าเป็ข่าวดีงั้นหรือ? ยาอายุวัฒนะที่สามารถยืดอายุได้สามร้อยปียังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มันเป็สมบัติหายากแบบใดกัน สำนักเป่ยเฉินของเราซื้อไปก็ไม่คุ้มกับราคาของยา เ้าคิดว่าสถานะอย่างตระกูลของเรายังจะสามารถไปต่อสู้แย่งชิงมาได้อีกอย่างนั้นหรือ? “
ผู้ที่มาคือชายหนุ่มรูปงามที่ยังมีอายุไม่ถึงยี่สิบปีผู้หนึ่ง เขาสวมชุดสีเขียว และสะพายดาบหุ้มเกราะสีดำบนหลัง แลดูกล้าหาญ เป็ลูกศิษย์คนที่สามเฉียวเฟยของอวิ๋นหยางจือ
“ไม่ใช่นะ ข้าได้ยินว่ามีคนไปขอยาอายุวัฒนะกันเยอะมาก และมีหลายคนที่ไปขอให้คนช่วย สุดท้ายนายน้อยตระกูลลู่ก็ทนต่อเสียงรบเร้าไม่ไหว จึงหลอมยาอายุวัฒนะขึ้นมาให้อีกเตา แต่ยาอายุวัฒนะที่หลอมออกมาครั้งนี้สามารถยืดอายุขัยได้เพียงหนึ่งร้อยปี แต่ราคาก็ถูกกว่านัก เพียงมีของวิเศษที่ล้ำค่าเพียงพอก็ไปเอามาได้ หรือสะสมแต้มได้สิบแต้มเต็มก็ไปแลกเอายาชิง์น้อยหนึ่งเม็ดมาได้ ข้าจำได้ว่าพวกเรามียาวิเศษเม็ดหนึ่งอยู่ไม่ใช่หรือ? ดูเหมือนว่าอายุของยามีหลายพันปี หากนำไป บางทีอาจจะแลกยาชิง์น้อยมาได้สักเม็ดอยู่นะ หากเช่นนั้นอาจารย์ก็รอดแล้วไม่ใช่หรือ? เพียงพร์และขั้นพลังยุทธ์ของอาจารย์ เวลาหนึ่งร้อยปีก็น่าจะมีความสำเร็จที่จะบรรลุขึ้นมาขั้นพลังยุทธ์เกิดเทพเ้าได้แล้ว!”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ก็ทำให้ใบหน้าของศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกหลายคนที่เพิ่งมาถึงดูแย่ลงไปเล็กน้อย ยิ่งศิษย์พี่หญิงใหญ่ถึงกับหน้าถอดสีไปเลยทันที
“เหตุใดเป็เช่นนี้? หากรู้ว่าตระกูลลู่จะหลอมยาอายุวัฒนะประเภทนี้ออกมา ข้าทำไมต้องลำบาก…ไม่ได้ ในเมื่อมียายืดอายุขัยพวกนี้อยู่ในโลก ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องขอมาให้อาจารย์ให้ได้สักเม็ดหนึ่ง ต่อให้ต้องไปขโมยหรือแย่งชิงมา!”
เฉียวเฟยมองหน้าที่ค่อนข้างซีดขาวของศิษย์พี่หญิงใหญ่ และนึกถึงร่วมกับคำพูดเมื่อครู่นี้ สีหน้าท่าทางก็ดูแย่งลงทันที เขาก็เลือกที่จะไม่พูดเื่นี้ต่อ แต่กลับเอ่ยถามด้วยความเป็กังวล “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ตระกูลลู่คือหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู พวกเราจะทำอะไรได้?”
ศิษย์พี่รองจ้าวจือเจี๋ยที่ยื่นเงียบอยู่ข้างๆ อยู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ และพูดขึ้นว่า “พวกเราก็ทำอะไรตระกูลลู่ไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ แต่หากหาตัวนายน้อยตระกูลลู่พบ ไม่ว่าจะขอร้องก็ดี หรือแย่งชิงมาก็ดี น่าจะง่ายกว่านะ พวกเราพี่น้องมีกันทั้งมากมาย ต่อให้นายน้อยตระกูลลู่จะเก่งกาจเพียงไหน ก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา!”
อันที่จริงสำนักเป่ยเฉินตกต่ำลงมาได้นานนัก แต่กลับไม่รู้จักบุคคลระดับสูงในเทียนตูมากเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้นลูกศิษย์ที่ต่ำศักดิ์ลงมาหลายต่อหลายคนก็ยิ่งไม่รู้ถึงสถานะของลู่อวี่ว่ามียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าค่อยคุ้มครองอยู่ข้างกายลู่อวี่ เวลานี้นึกถึงแต่เื่ข่าวลือบางอย่างของนายน้อยตระกูลลู่ ทันใดนั้นแผนการกล้าหาญหนึ่งก็ก่อร่างสร้างตัวของมาท่ามกลางการหารือของคนเหล่านี้เสียแล้ว
ยามที่มีการประมูลยาชิง์ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความครึกครื้น ถึงแม้แต่ก่อนลู่อวี่ก็เข้าร่วมงานประมูลมามากแล้วก็ตาม เว้นเพียงแต่งานประมูลยาชิง์ครั้งนี้ของตระกูลลู่ ถึงรู้ว่ามันโเี้เพียงใดเวลาที่ตระกูลและสำนักใหญ่ต่างๆ แย่งชิงกันขึ้นมา และยิ่งของที่นำมามันก็ทำให้ตระกูลที่เล็กพวกนั้นถูกทิ้งห่างไกลชนิดไม่เห็นฝุ่น ทรัพย์สินของตระกูลใหญ่เพิ่งจะมาปรากฏแก่สายตาทุกคนเวลานี้เอง มันทำให้ทุกคนหวาดกลัวจนตกตะลึงอ้าปากค้างกันไปเลยทีเดียว
เพียงภายหลังตระกูลเซี่ยเสนอราคาประมูลเพิ่มสายแร่เซียนหยกขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งเข้าไปก็ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนตกตะลึง ต่างก็อ้าปากค้าง มีตระกูลและสำนักขนาดกลางจำนวนไม่น้อยที่มีความแข็งแกร่งมากมีโอกาสมาเข้าร่วมได้ยินที่ตระกูลเซี่ยเสนอราคานั้นก็ยิ่งยากที่จะเชื่อ เพราะในมุมมองของพวกเขาแล้ว สายแร่เซียนหยกหนึ่ง ยิ่งสายแร่เซียนหยกนางฟ้าขนาดใหญ่อีก นั่นนับว่ามันมั่งคั่งไม่น้อยเลย คิดไม่ถึงว่าจะเอามาเป็สินค้าพิเศษเพื่อแลกกับยายืดอายุขัยหนึ่งเม็ด บ้าไปแล้วจริงๆ
แต่ก่อนที่คนเหล่านี้จะมีเวลาพูดคุยซุบซิบกัน ตระกูลเจียง ตระกูลอวิ๋น ตำหนักมหาเทพ สำนักเทียนเต๋า สำนักกระบี่ทลายฟ้า และแม้กระทั่งสำนักประตูปีศาจศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวและใหญ่ที่สุดในเทียนตู ต่างก็นำสิ่งของที่ยิ่งน่าเหลือเชื่อมาเข้าร่วมการประมูล ตระกูลและสำนักขนาดกลางรวมทั้งขนาดเล็กพวกนั้นต่างใจนทำเป็ว่าเื่นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วย ถึงกับหน้าซีดเซียวกันไปทีละคน และเพิ่งจะรู้เมื่อครู่นี้เองว่ายาชิง์หนึ่งเม็ดที่สามารถยืดอายุขัยได้สามร้อยปีว่ามีมูลค่าขนาดไหน
สำหรับผู้ที่มีสติก็มองออกอย่างชัดเจนว่า ยาชิง์หนึ่งเม็ดอาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่หากสามารถยืดอายุขัยให้ได้ถึงสามร้อยปี ก็อาจจะมีโอกาสเป็ไปได้สูง นี่มันสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของตระกูลหนึ่งหรือสำนักหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเื่ของความเจริญรุ่งเรืองหรือความเสื่อมถอย แล้วกองกำลังหลักพวกนี้จะไม่ให้ความสนใจมันได้อย่างไร?
ทว่า ลู่อวี่กลับไม่ได้เข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ เพราะกว่าจะมีเวลาว่างสักครั้งมันไม่ง่ายเลย ตอนนี้เขาคิดแต่จะทุ่มเทกับการฝึกบำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ให้ความสนใจกับยาชิง์ว่าจะตกเป็ของใคร และเดิมทีตำหนักมหาเทพที่เขาคิดว่าจะได้ไปกลับแย่งชิงยาอายุวัฒนะไปไม่ได้ แต่กลับถูกสำนักเทียนเต๋าประมูลแลกไปได้จากตลาดเซียนขนาดเล็กหกแห่ง ตลาดเซียนขนาดกลางสามแห่ง และสายแร่เซียนหยกขนาดกลางขึ้นไปสี่สาย รวมทั้งอาวุธวิเศษอีกสามชิ้น!
ถึงแม้สำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์จะฝึกฝนพลังปีศาจเป็หลัก แต่มีตำหนักมหาเทพในเทียนตูกดหัวอยู่ จึงไม่ได้ลงมือทำชั่วอะไรจนแม้แต่์และคนต่างก็พากันเคียดแค้น ได้ยินมาว่าเหตุผลที่ยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เช่นนี้เพื่อมาแย่งชิงแลกกับยาชิง์ นั้นเป็เพราะว่าเกี่ยวข้องกับผู้เฒ่าสูงสุดผู้หนึ่งของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ แต่เนื่องจากเื่ราวของสำนักปีศาจมักจะถูกเก็บไว้เป็ความลับมาตลอด รายละเอียดเป็อย่างไรแม้แต่ตำหนักมหาเทพก็ไม่ได้ข่าวคราว แต่สมบัติอันล้ำค่าเช่นนี้คิดว่าสำนักปีศาจก็คงไม่หยิบออกมาใช้เรื่อยตามใจชอบแน่
เื่ราวพวกนี้มันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับลู่อวี่มากนัก เมื่อรู้ว่าสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ได้ยาอายุวัฒนะไป ก็ไม่สนใจอีก แต่ตัวเองเลือกที่จะกลับไปฝึกฝนต่อ
นับั้แ่กลับมาจากเป่ยหยวน ลู่อวี่ได้ฝึกฝนเก้ากระบี่ไร้เทียมทานจนชำนาญ ร่วมกับเคล็ดวิชากระบี่ พลังของกระบี่ที่ไร้เทียมทานก็สั่นไหวและเป็ไปตามที่ใจสั่ง มีบางครั้งบางคราวที่เขาไปขอคำชี้แนะจากตู้เสวียนเฉิงเพื่อฝึกฝนและขัดเกลาวิชากระบี่ของตัวเองด้วย ตอนนี้หากนำไปปะทะกับศัตรู ถึงแม้จะปะทะฝีมือกับยอดฝีมือของ่ปลายขั้นตงซวนก็ไม่จำเป็ต้องหันไปใช้วิธีรักษาชีวิตเพื่อที่จะชนะ หากใช้เก้ากระบี่ไร้เทียมทานรับมือกับศัตรู ต่อให้ไม่ชนะก็คงสู้กันอยู่พักหนึ่ง ต่อให้สู้ไม่ไหวก็ถอยหนีได้
หากเทียบกับพลังการต่อสู้ของลู่อวี่เมื่อชาติก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ขั้นพลังยุทธ์เดียวกัน ลู่อวี่ในตอนนี้ถือว่าเหนือชั้นกว่าไม่รู้กี่เท่าตัวไปแล้ว แต่นอกจากเคล็ดวิชากระบี่แล้ว ก็ยังไม่มีใจและกำลังเพียงพอที่จะไปศึกษาพลังเวทมนตร์และเคล็ดวิชาลับอื่นๆ ทีละอย่าง ทำได้เพียงเรียนรู้เคล็ดวิชาแสงหลบหนีที่มหัศจรรย์และคาดเดาไม่ได้แขนงหนึ่งเท่านั้น ส่วนพลังเวทมนตร์และวิชาสายฟ้าอะไรอย่างอื่นนั้นยังไม่มีเวลาพอที่จะไปศึกษา
