นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กสาวรักษาคน แต่เป็ครั้งแรกที่นางซื้อคนมารักษา เงินสองตำลึงนั้นก็เพิ่งได้จากการรักษาฮูหยินท่านหนึ่ง เพราะเป็สตรีจะพูดคุยกับหมอบุรุษก็รู้สึกขัดเขิน นางที่แอบลอบออกจากจวนติดตามหมอจูรักษาผู้คนจึงพอจะตรวจโรคพื้นฐานทั่วไปได้ แต่ถึงกระนั้น นางยังเจียมตัวไม่อาจเรียกตัวเองว่าหมอ
“อดทนหน่อยนะ” นางเอ่ยแล้วใช้ปลายมีดกรีดเปิดปากแผล รับรู้ได้ถึงร่างกายที่เกร็งจนสั่นสะท้าน แผลตรงหัวไหล่เป็มานานจนแผลอักเสบเป็หนอง ทันทีที่ปากแผลเปิด หนองสีขาวขุ่นก็ไหลทะลักออกมา กลิ่นเน่าเหม็นคลุ้งจนแม่นมหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก จากนั้นใช้แหนบคีบเอาหัวลูกศรที่ฝังอยู่ออกมา เสียงถอนหายใจโล่ง อกที่อุปสรรคแรกผ่านไป
“ต้องเอาหนองออกให้หมด” นางอธิบายทั้งที่ไม่แน่ใจว่าทาสที่ซื้อตัวมาฟังอยู่หรือไม่ เด็กสาวล้างแผลด้วยน้ำผสมเกลือเจือจาง ซับแผลจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดตกค้างอีกจึงหยิบยาผงโรยที่แผลแล้วใช้ผ้าปิดปากแผล
“คุณหนูเก่งจังเลยเ้าค่ะ” จางลี่อดชื่นชมไม่ได้
“ยังมีอีกแผลที่ต้องเย็บ”
“ยะ..เย็บ..เย็บแผล?” คราวนี้จางลี่พูดไม่ออก นางเคยเห็นคุณหนูฝึกเย็บแผลบนหนังหมูที่ซื้อมา แต่ไม่เคยเห็นทำบนตัวคนเลยสักครั้ง
ฟู่เซียงเซียงครุ่นคิดเพียงครู่หนึ่ง อย่างไรก็ต้องเร่งรีบรักษาาแเหล่านี้ นางเปิดล่วมยาหยิบขวดยาที่เป็สูตรลับของท่านหมอจูออกมาแต่เตรียมเครื่องมือเย็บแผล
“ทำแผลไม่ยากเท่าไหร่ แต่หลังการทำแผลนี่ต่างหากที่สำคัญ ไม่รู้ว่าเขาจะอดทนได้มากน้อยเพียงใด”
“แล้ว...คนผู้นี้เป็ใครเ้าค่ะ” จางลี่เอียงคอถามอย่างสงสัย
เด็กสาวส่ายหน้าไปมา ทำให้แม่นมงุนงงหนักขึ้น
“ข้าเดินผ่านตลาดค้าทาส เห็นแล้วก็คิดว่าเขาเหมาะกับการเป็หุ่นให้ข้าได้ฝึกฝนรักษาาแจึงซื้อมา”
“หา!”
ฟู่เซียงเซียงเหนื่อยล้าจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง นางก้มหน้าลงมองคนเจ็บที่ยามนี้สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว มือเรียวเล็กยื่นไปหยิบผ้าออกจากปากของเขา เงินสองตำลึงที่คิดจะซื้อข้าวสารและเนื้อสัตว์ไว้ให้แม่นมปรุงเป็อาหารหายวับไปกับตา
จะโทษใครได้เล่านอกจากความใจอ่อนของตนเอง.
...........
“ไม่น่าเชื่อเลย”
“ทำไมรึเ้าคะ”
หมอจูซีห่าวในวัยสามสิบห้าหันมามองเ้าของเสียงหวานใสที่จ้องมองเขาอย่างเฝ้ารอคำตอบ มุมปากยกยิ้มอย่างเอ็นดู เขาเคยประกาศว่าไม่รับนางเป็ศิษย์ แต่เด็กสาว้าหาเงินเป็ค่าใช้จ่าย นางเคยคัดตำรามาก่อน ลายมือใช้ได้ดีทีเดียวและยังหัวไวสอนอะไรนิดหน่อยก็จำได้อย่างดี เสียดายที่นางเกิดเป็หญิง ซ้ำยังเป็สตรีที่เกิดในตระกูลสูงส่งจะให้เป็หมอหญิงนั้นคงเป็ไปได้ยาก แม้ว่าสภาพความเป็อยู่ของนางจะดู...เอ่อ...ไม่สมฐานะบุตรสาวภรรยาเอกไปสักหน่อย
“เ้าเย็บาแได้ดี หากหายแล้วคงเหลือแผลเป็ไม่น่าเกลียดนัก”
“ต้องแน่นอนอยู่แล้ว ข้านะฝึกฝนมาหลายครั้งแล้ว”
“แต่เ้าก็เพิ่งเคยเย็บหนังมนุษย์ครั้งแรก”
หมอจูซีห่าวส่ายหน้าไปมาอายุยังน้อยแต่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป ครั้งก่อนเขาไม่อยู่โรงหมอ นางแอบไปตรวจอาการคนป่วยเสียเอง แม้คนป่วยเป็สตรีแต่นางก็ประมาทเกินไป
“ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีที่เ้าไปตรวจคนป่วยโดยพละการ”
“ข้าไม่ได้อยากไปเสียหน่อยแต่เพราะฮูหยินท่านนั้น้าให้ข้าไปตรวจด้วยตนเอง นางเป็หญิงไม่กล้าพูดบางเื่กับท่านหมอหรอกเ้าค่ะ” ฟู่เซียงเซียงเบ้ปากใส่ทำแง่งอนราวเด็กน้อย
“อย่าให้มีเื่เช่นนี้อีก” หมอจูซีห่าวถอนหายใจอีกครั้ง หากไม่รู้มาก่อนว่าความเป็อยู่ของนางลำบากเพียงใด เขาคงไม่เชื่อว่าคุณหนูฟู่เซียงเซียงที่คนในเมืองต่างลือว่าร่างกายอ่อนแออยู่แต่ในจวน แท้จริงแล้วเป็เด็กสาวร่าเริงและเฉลียวฉลาด เพราะเขาเป็หมอที่เคยพานพบผู้คนมาหลายรูปแบบ จึงรู้ว่าเื่บางเื่ก็ไม่ควรพูด หรือไม่ก็ทำเป็ไม่เคยรู้เคยเห็นอะไรทั้งนั้น
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ” ฟู่เซียงเซียงเข้าใจความลำบากใจของท่านหมอจูเป็อย่างดี วันนี้ท่านหมอจูแค่แวะมาเตือนนางที่รักษาคนโดยพละการ แต่เมื่อนางเห็นหน้าเขาก็รีบจูงมือมาดูอาการของทาสที่ยังนอนหลับใหลหลังจากทำแผลตามเนื้อตัวและบนศีรษะให้เรียบร้อยแล้ว
“แล้วเ้าจะทำอย่างไรต่อไป”
“อาจารย์หมายถึงเื่ใดเ้าคะ”
แม้ท่านหมอจูไม่รับนางเป็ศิษย์ แต่นางยังดื้อดึงเรียกเขาว่าอาจารย์อยู่ดี
“ทาสที่เ้าซื้อมานี่อย่างไรเล่า จะเอาอย่างไรต่อไป ฐานะอย่างเ้าจะเลี้ยงคนเพิ่มไหวหรือ?”
“อาจารย์อยากได้คนของข้ารึเ้าคะ” นางถามกลับ ทำตา กลมโตเป็ประกายเ้าเล่ห์ แต่คนถูกเรียกขานว่าเป็อาจารย์กลับรู้ทัน ยกมือไปเขกศีรษะนางเบาๆ ทั้งเอ็นดูทั้งเหนื่อยใจ
“ข้าจะเอาไปทำอะไร” หมอจูซีห่าวส่ายหน้าไปมา “อย่าได้คิดว่าจะเอาคนมาแลกกับการรับเ้าเป็ศิษย์”
“แต่ท่านก็ไม่ปฏิเสธที่ข้าเรียกท่านว่าอาจารย์”
“ก็เ้ามันดื้อด้านยิ่งกว่าวัว” เขาส่ายหน้าระอาใจ วันนี้ตั้งใจมาเตือนนางเื่ที่นางออกตรวจคนป่วยโดยไม่มีเขา แต่มาพบว่านางรักษาคนาเ็สาหัสที่ยื่นขาข้ามเข้าไปแดนปรโลกให้ปลอดภัยก็อดตื่นเต้นไม่ได้ แต่ต้องเก็บอาการไว้ไม่ให้เ้าเด็กคนนี้ได้ใจไป
“ไม่ใช่ดื้อด้านแต่เรียกว่ามีความมุ่งมั่นต่างหากล่ะ” นางยืดอกพูดทำราวกับตนเองเป็ผู้ใหญ่ทั้งที่อายุเพียงแค่สิบสี่เท่านั้น
“ช่างเถิด ข้าคร้านจะต่อปากต่อคำกับเ้าแล้ว” หมอจูซีห่าวยกน้ำชาขึ้นดื่มจนหมดถ้วยแล้วลุกขึ้นยืน “ข้าจะกลับแล้ว เ้าก็...ถ้าว่างก็ไปหาข้าที่โรงหมอ จะสอนเื่การฝังเข็ม”
“เ้าค่ะ” ใบหน้าหวานระบายยิ้มกว้างอย่างดีใจ นางฝึกฝัง
เข็มกับหุ่นมาบ้างแล้ว แม้อาศัยอ่านจากตำราและลองฝังกับหุ่นแต่ยังท่านหมอยังไม่เคยสอนนางจริงจังเสียที แต่ยอมให้นางแอบเรียนรู้อยู่ใกล้ๆ เท่านั้น
“บ่าวไปส่งท่านหมอนะเ้าคะ”
จางลี่เดินลากขากระโผลกกระเผลกเข้ามา เด็กสาวยิ้มน้อยๆ แล้วช่วยหมอจูซีห่าวถือล่วมยาเดินออกไป แม่นมหวงเข้ามาเปลี่ยนน้ำชาแล้วอดมองไปยังบุรุษที่นอนนิ่งบนตั่งผู้นั้นไม่ได้ หลับไปสามวันแล้วยังไม่เห็นท่าทีว่าจะตื่นเมื่อใด แต่สีหน้าดีกว่าที่เห็นในวันแรก าแต่างๆ คุณหนูก็ลงมือรักษาด้วยตนเอง
“มีอะไรรึแม่นม” ฟู่เซียงเซียงเอ่ยถามเมื่อเห็นสายตาของแม่นมมองที่ทาสหนุ่มผู้นั้น
“คุณหนูจะทำอย่างไรต่อเ้าคะ”
“ทำอะไร” นางเอียงคอถามอย่างสงสัย
“ในเรือนของเรามีแต่ผู้หญิง ให้มาอยู่แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ”
“มีผู้ชายเพิ่มขึ้นไม่ดีหรือ?จะได้ใช้แรงงานได้อย่างไรเล่า จางลี่กับแม่นมก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก”
“แต่ดูเป็คนอันตรายนะเ้าคะ ไม่รู้ที่มาที่ไป...” ไม่รู้เคยฆ่าคนตายมาหรือไม่... แม่นมหวงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจแต่ไม่กล้าพูดออกไป เกรงคุณหนูเป็กังวล แต่เด็กสาวกลับหัวเราะเสียงหวานใสดุจระฆังเงินทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัวแต่เปลือกตายังปิดสนิท
“เื่นี้ข้าคิดไว้แล้ว แม่นมไม่ต้องเป็ห่วงหรอก” นางปรายตามองคนที่ยังนอนอยู่แล้วเดินไปจูงมือแม่นมเดินไปที่ลานกว้างเพื่อดูสมุนไพรที่ตากไว้ “เกสรดอกบัว ดีบัว พวกนี้ทำชาบำรุงหัวใจได้”
“คุณหนูอย่าเปลี่ยนเื่สิเ้าคะ”
“แม่นมนี่ขี้บ่นกว่าท่านแม่เสียอีก”
ฟู่เซียงเซียงหัวเราะร่า ไร้มารดาปกป้องนางจึงกลายเป็คุณหนูท้ายจวนที่ไร้คนแลเหลียว แรกทีเดียวนางเคยร้องไห้โทษโชคชะตาที่พรากความสุขของนางไป บิดายกภรรยารองเป็ภรรยาเอก ละเลยไม่สนใจนางราวกับไม่เคยมีตัวตน ทว่าวันเวลาผ่านไป นางกลับสงบใจลงได้ ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอ่านตำราที่มารดาสะสมไว้ ยังดีที่มารดาชอบเรียนเขียนอ่าน แม้นางยังไม่ทันได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ท่านใด แต่มารดาฝึกนางคัดอักษรและสอนอ่านตำรามาั้แ่เด็ก จึงใช้ความรู้ที่พอมีหารายได้ให้ตนเอง นางให้แม่นมช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าผู้ชายให้นางสวมใส่ยามออกไปนอกเรือนเพื่อรับจ้างคัดตำรา เขียนจดหมาย และเมื่อได้รู้จักหมอจูซีห่าว นางก็ได้เรียนรู้การรักษาผู้คน
ไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไร บิดาก็ไม่เคยหันมาสนใจไยดี นางปลงใจได้แล้ว นับจากนี้ไป นางจะมีชีวิตแบบที่ตัวเองปรารถนาและมีความสุขในทุกๆ วัน
เพื่อให้ท่านแม่ที่อยู่บน์มองนางด้วยรอยยิ้มภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้.
