“ไม่ใช่ว่าองค์หญิงทรงมีชื่อเสียงเื่ความเมตตาหรอกหรือ? ใครๆ ก็กล่าวว่านางเป็เทพธิดาที่ลงมาจาก์นี่นา?”
“ใช่แล้ว วันนี้เื่ที่เกิดขึ้นมันชัดเจนว่ารถม้าขององค์หญิงขับมาอย่างเอาแต่ใจเกินไป!”
“หากเกิดชนรถม้าของจวนอู่โฮ่วจนพลิกคว่ำ คนที่อยู่ข้างในคงจะได้รับาเ็แน่!”
เสียงวิจารณ์ต่างๆ ดังเข้าหูขององค์หญิง ทำให้ใบหน้าของนางยิ่งซีดลง แต่เดิมนางสั่งให้คนขับรถม้าฝ่าเข้ามาก็เพียง้าลองทดสอบนิสัยของติงเหว่ยดูเล็กน้อยเท่านั้น ใครจะคิดว่าการโจมตีเพียงเบาๆ ในครั้งนี้ ฝ่ายตรงข้ามกลับตอกกลับมาอย่างรุนแรง หากชื่อเสียงที่นางสะสมมาหลายปีจะต้องพังลงไปก็คงไม่คุ้มค่า!
“แม่นางพูดเกินไปแล้วกระมัง ข้าเติบโตมากับท่านแม่ทัพกงจื้อ จะจงใจชนรถม้าของจวนอู่โฮ่วได้ยังไง คงเป็เพราะคนขับรถม้าเกรงว่าจะล่าช้าเลยใจร้อนไปบ้าง เมื่อข้ากลับถึงวังหลวงแล้วจะไปขอโทษท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน”
ในขณะที่พูดอยู่องค์หญิงก็โน้มตัวเล็กน้อยในรถม้าเป็การแสดงความขอโทษอย่างง่ายๆ
คงต้องบอกว่าการกระทำที่ลดตัวลงมาของนางเช่นนี้ ช่วยให้สถานการณ์กลับคืนสู่ความได้เปรียบทันที ผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะบรรดาชายหนุ่มต่างเปลี่ยนคำพูดในพริบตา
“ข้าบอกแล้วว่าองค์หญิงเป็คนมีเหตุผล คนขับรถม้าต่างหากที่หุนหันพลันแล่น!”
“องค์หญิงกับท่านแม่ทัพใหญ่เป็เพื่อนที่เล่นกันมาั้แ่เด็กๆ ทุกวันนี้ทั้งสองคนก็อยู่ในวังหลวงด้วยกัน ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดี…คิกๆ จะไปจงใจชนรถจนเกิดเื่ได้ยังไง?”
ติงเหว่ยแสยะยิ้มเล็กน้อย หลังจากดู “การแสดง” ขององค์หญิงอย่างสนุกสนาน นางจึงตอบว่า “ในเมื่อองค์หญิงกล่าวเช่นนี้ เื่วันนี้ก็ถือว่าเป็ความเข้าใจผิด แต่ท่านแม่ทัพจะเชื่อหรือไม่นั้น เกรงว่าองค์หญิงคงต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกหลายประโยค”
เมื่อพูดจบนางก็ปิดม่านลง และกำชับว่า “เถี่ยหนิว เข้าไปเถอะ นี่เป็ครั้งแรกที่มาเยือนจวนท่านอัครมหาเสนาบดี ไม่ควรจะให้ล่าช้าเกินไป”
“ขอรับ แม่นาง”
เฉิงเถี่ยหนิวกับลุงจิ่งขานรับเสียงดัง แล้วทั้งสองก็จูงม้าเดินไปอย่างมั่นคง พวกเขาเดินไปตามทางที่ทอดยาวไม่นานก็ถึงประตูฉุยฮวาเหมินที่เชื่อมกับเรือนหลัง
มีสาวใช้ในชุดน้ำเงินสองคนรออยู่ที่หน้าประตูก่อนแล้ว พอเห็นรถม้ามาถึง พวกนางก็รีบเข้ามาช่วยเปิดประตู
อวิ๋นอิ่งกับตังกุยะโลงจากรถก่อน แล้วจึงหันกลับมารับติงเหว่ย สุดท้ายคือแม่นมกู่ที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์ และเฉิงเหนียงจื่อที่ถือกล่องของขวัญและห่อของ
เฉิงเถี่ยหนิวกับลุงจิ่งโค้งคำนับแล้วก็ถอยออกไป
สาวใช้ทั้งสองคนจึงก้าวเข้ามาคำนับ พร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า “ท่านนี้คือแม่นางติงจากจวนอู่โฮ่วใช่หรือไม่? บ่าวชื่อหลานซวง(หลานอวี่) เป็สาวใช้ข้างกายของนายหญิง นายหญิงของเราเดินเหินไม่สะดวก จึงไม่สามารถออกมาต้อนรับได้ด้วยตนเอง จึงกำชับให้บ่าวทั้งสองคนมาคอยรับใช้ ขอแม่นางโปรดอย่าได้ถือสา”
“ไม่เป็ไร ต้องรบกวนพวกเ้าแล้ว”
ติงเหว่ยยิ้มเล็กน้อย และไม่พูดอะไรมากนัก นางค่อยๆ เดินเข้าไปในประตูฉุยฮวาเหมินพร้อมกับอวิ๋นอิ่ง เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูได้ข้างหนึ่ง รถม้าขององค์หญิงก็เดินทางมาถึง
สาวใช้สองคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หนึ่งในนั้นจึงถอยหลังไปด้วยท่าทีขออภัยและหันกลับไปต้อนรับองค์หญิง ส่วนอีกคนที่ยังอยู่ข้างติงเหว่ยก็กลัวว่าติงเหว่ยจะโกรธ จึงแอบเงยหน้ามองสีหน้าของนางอย่างหวั่นเกรง
ติงเหว่ยยังคงยิ้มและมองดอกไม้ที่เริ่มผลิใบข้างทางอย่างเพลิดเพลิน พร้อมทั้งชมสถาปัตยกรรมที่งดงามของศาลาและระเบียงทางเดิน ทำให้สาวใช้รู้สึกโล่งใจ
ก่อนหน้านี้ฟางฮูหยินได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นที่หน้าประตู แต่กลับไม่ได้สั่งอะไร เพียงส่งพวกนางออกมาต้อนรับ
เดิมทีพวกนางคิดว่านี่คงเป็งานยากเสียแล้ว เพราะแขกทั้งสองคนมีฐานะไม่ธรรมดา หากรับใช้ไม่ดีอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ง่าย
แต่ใครจะคิดว่าแม่นางจากจวนอู่โฮ่วท่านนี้เป็คนที่ใจกว้างและมีน้ำใจมาก เวลานางยิ้มออกมายิ่งทำให้คนรู้สึกอยากเข้าหา
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สาวใช้จึงมีความกระตือรือร้นมากขึ้นอีกหลายส่วน นางคอยบอกเล่าเื่ดอกไม้ข้างทางและแนะนำแขกที่มาถึงก่อนหน้านี้อย่างเรียบง่าย
ติงเหว่ยเองก็ไม่ใช่คนตระหนี่ นางส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งยื่นถุงเงินให้สาวใช้คนหนึ่ง ด้านในถุงบรรจุอิ๋นฮวาเซิง [1] เล็กๆ สองอัน นี่เป็ของที่เตรียมไว้ในจวนอู่โฮ่วสำหรับตบรางวัลให้บรรดาสาวใช้เมื่อต้องไปเยี่ยมเยียนผู้อื่น แต่ปรากฏว่าบรรดานายหญิงของจวนอู่โฮ่วกลับมีอายุสั้นกันทุกคน ในที่สุดวันนี้จึงได้มีโอกาสนำออกมาใช้ ในขณะที่คนอื่นยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่กลับทำให้แม่นมกู่ที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่ตลอดตื่นเต้นเป็อย่างมาก
ด้วยนิสัยเดิมของนาง หากเป็แต่ก่อนคงจะโต้เถียงกับแม่นมาุโที่อยู่ข้างกายองค์หญิงไปแล้ว แม้ว่าในใจจะยอมรับติงเหว่ยในฐานะนายหญิงแล้ว แต่นางก็ยังอยากดูว่าติงเหว่ยจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็จวนอู่โฮ่วหรือวังหลวงแห่งนั้น ล้วนไม่ใช่สถานที่ที่สามารถดูแลได้ด้วยเพียงจิตใจที่เมตตา
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้คิดจะพึ่งพาแม่นมกู่ในการหนุนหลัง ในความคิดของนาง สกุลฟางเป็บ้านของพี่ชายบุญธรรม นางก็แค่มาเยี่ยมญาติเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจคือจำนวน “แขกผู้ร่วมชม” ดูเหมือนจะมากเกินกว่าที่คาดไว้…
ทว่า เมื่อนางเดินเข้าไปในสวนที่ใช้รับรองแขก เห็นศีรษะผู้คนหนาแน่นจนดูมืดไปหมด นางก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าจำนวน “แขกผู้ร่วมชม” นี้ช่างมากมายจนน่าใ…
เหล่าสตรีที่มาไม่ว่าพวกนางจะมาจากตระกูลที่มีตำแหน่งสูงหรือต่ำ ต่างก็พาสาวใช้ติดตามมาด้วยสองคน และเื่ที่เกิดขึ้นหน้าประตูเมื่อครู่นี้พวกนางก็รู้หมดแล้ว
เมื่อเห็นกลุ่มคนเดินเข้ามาในสวน แขกที่สาวใช้นำมานั้นแม้จะไม่คุ้นหน้า แต่แม่นมกู่ที่ตามมาข้างหลังกลับเป็ที่รู้จักของหลายคน เนื่องจากตลอดหลายปีมานี้ตระกูลอู่โฮ่วไม่มีนายหญิง บ่อยครั้งที่ต้องเดินทางแม่เฒ่ากู่ก็มักจะเป็คนออกหน้า อีกทั้งนางยังมีนิสัยตรงไปตรงมาและใจร้อน เมื่อก่อนเคยทะเลาะกับบรรดานายหญิงจากตระกูลอื่นที่ไม่ให้เกียรติหลายครั้ง จนกลายเป็ที่รู้จักในบรรดาสาวใช้มากมาย
แต่วันนี้แม่นมที่เคยดุร้ายราวกับเสือกลับสงบเสงี่ยมเหมือนแมว นางเชื่อฟังและเคารพหญิงสาวที่เดินนำหน้าอย่างเคร่งครัด ไม่ต้องคาดเดาให้สิ้นเปลืองแรงเลยว่าหญิงสาวผู้นี้เป็ใคร
แม่นางติง แม่ครัวที่ท่านแม่ทัพกงจื้อได้พบตอนตกยาก หญิงชาวบ้านที่ให้กำเนิดทายาทรุ่นต่อไปของสกุลกงจื้อ…
สายตาหลายคู่จ้องมองติงเหว่ยเหมือนแสงสว่างส่องมา บางคนดูถูก บางคนสงสัย บางคนเยาะเย้ย มีหลากหลายอารมณ์ปนกันไป หากติงเหว่ยเป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาจริงๆ คงจะกลัวจนทำอะไรไม่ถูกเป็แน่
แต่น่าเสียดายที่จิติญญาในร่างนี้ไม่ได้เป็เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาอีกต่อไป นางคือหญิงสาววัยยี่สิบกว่าที่เคยใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่ท่ามกลางเหล็กและปูน เมื่อตอนที่นางเข้าร่วมการแข่งขันทำอาหาร ก็มีคนดูมากกว่านี้อีกตั้งเยอะ นางฝึกไม่สนใจคนที่ไม่เกี่ยวข้องจนเชี่ยวชาญ ทำเหมือนว่าคนเ่าั้เป็เพียงกองผักกาด
นางเงยหน้าขึ้น ยืดอกตรง และยิ้มกว้าง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว…
หลานซวงก้มตัวลงอย่างระมัดระวัง นำทางติงเหว่ยและคนอื่นๆ ผ่านกลุ่มคนจนมาถึงใต้ต้นหลิวที่อยู่ไม่ไกลนัก ตรงนั้นมีฉากไม้แกะสลักลายดอกไม้กับนกตั้งอยู่ และมีม้านั่งยาวกับเก้าอี้สองสามตัววางอยู่ ตรงโต๊ะขาสูงที่ตั้งอยู่ระหว่างนั้นก็มีผลไม้และเตี่ยนซินจัดวางไว้อย่างเรียบง่ายแต่ไม่ขาดตกบกพร่อง
ฟางฮูหยินกำลังนั่งคุยหัวเราะกับเหล่าฮูหยินสูงวัยหลายคนอยู่เบาๆ พอเห็นติงเหว่ยเดินเข้ามา นางก็นั่งตัวตรงขึ้นทันที
หลานซวงเดินไปคำนับและกล่าวว่า “ฮูหยิน แม่นางติงแห่งจวนอู่โฮ่วมาถึงพร้อมกับคุณชายน้อยแล้วเ้าค่ะ”
“โอ๊ะ ข้านี่เสียมารยาทจริงๆ” ฟางฮูหยินกล่าวพร้อมกับพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือจากสาวใช้ ติงเหว่ยเห็นว่าใบหน้าของนางซีดเซียว ร่างกายผอมแห้ง สันนิษฐานได้ทันทีว่านางป่วยหนัก ไหนเลยจะกล้าให้นางลุกขึ้นมา
ติงเหว่ยจึงรีบเดินเข้าไปคำนับพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฟางฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเป็เพียงผู้น้อย ข้าไม่ได้มาคารวะท่านก่อนหน้านี้ก็ถือว่าเป็เื่ที่เสียมารยาท ท่านหญิงไม่ตำหนิก็พอแล้ว อย่าให้ข้าต้องอับอายจนต้องหาที่ซ่อนเลยเ้าค่ะ”
คำพูดของนางมีความน่ารักและนอบน้อม ทำให้ฟางฮูหยินรู้สึกถูกใจขึ้นอีกสามส่วน นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงพร้อมกับยิ้มว่า “ในเมื่อแม่นางพูดเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว ทั้งหมดนี้เป็เพราะร่างกายของข้าไม่เอื้ออำนวย หากไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องรอจนถึงวันนี้ถึงจะเชิญทุกคนมาเยี่ยมชมกันได้”
หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางตอบว่า “พูดตามตรง พวกเราก็คิดถึงท่านหญิงเหมือนกัน คิดจะมาเยี่ยมแต่ก็กลัวว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านหญิง พอได้ยินว่าท่านหญิงจัดงานชุมนุมกวีกันในวันนี้ พวกเราจึงรีบมาโดยไม่สนใจว่าความรู้อาจจะมีเพียงน้อยนิด”
ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา ฟางฮูหยินยิ่งหัวเราะพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไอเบาๆ พลางกล่าวต่อว่า “พี่อู๋นี่ปากช่างเจรจาเสียจริง ทุกครั้งที่มาทำให้ข้าไออยู่ตั้งนาน คราวหน้าข้าคงต้องขอไม่เชิญพี่แล้วล่ะ!”
อู๋ฮูหยินยกมือขึ้นตบปากตนเองเบาๆ พลางบ่นอย่างเสียดายว่า “ไอ๊หยา! ถ้างั้นข้าคงเสียใจแย่ ครั้งหน้าคงต้องกินน้ำตาลเชื่อมให้ปากติดกันแล้วค่อยมาเสียแล้ว”
ระหว่างที่พวกนางหยอกล้อกัน ติงเหว่ยก็ได้นั่งลงข้างฟางฮูหยินตามคำเชิญของหลานซวง นางไม่ได้พูดอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ และฟังอยู่เงียบๆ
แม้ว่าทุกคนจะพูดคุยและเดินไปมา แต่สายตากลับไม่เคยละไปจากติงเหว่ยเลย เมื่อเห็นว่านางไม่ได้มีท่าทางหยิ่งยโส แถมยังยิ้มแย้มอย่างเป็มิตร จึงค่อยๆ วางความระแวดระวังลง
อันเกอเอ๋อร์ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของแม่นมาุโมานานจนเริ่มอึดอัด เขาจึงยื่นมือเล็กๆ ออกมาร้องเรียกหาแม่
ถึงฟ้าจะกว้างแผ่นดินจะใหญ่ แต่ก็ไม่สำคัญเท่าลูกชายของนาง
ติงเหว่ยที่รักลูกชายมากที่สุดจึงหันไปรับเขามาอุ้มไว้ทันที โดยไม่สนใจว่ารองเท้าน้อยๆ ของลูกจะเตะกระโปรงของนางจนเปื้อน
อันเกอเอ๋อร์ซึ่งน่ารักน่าเอ็นดูเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ เขาก็เบิกตากลมโตมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น ช่างน่ารักน่าชังจนทุกคนอดที่จะรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
ฟางฮูหยินก็ทนไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นว่า “เด็กคนนี้คือบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพใหญ่ใช่หรือไม่ หน้าตาดีจริงๆ... เอ่อ ข้าขออุ้มเขาหน่อยได้หรือไม่?”
บุตรทุกคนก็เป็ดั่งดวงใจของแม่ โดยเฉพาะในตระกูลชนชั้นสูง สตรีมักต้องพึ่งพาบุตรชายในการยืนหยัด จึงรักบุตรชายราวกับแก้วตาไม่มีผิด มักไม่ยอมให้ใครแตะต้องง่ายๆ
เพราะผู้ใดจะรู้ว่าจะมีใครคิดร้ายและอาจทำอะไรกับบุตรของตนได้บ้าง แม้ว่าจะมีเด็กที่ตายจากไปอย่างปริศนาไม่มากนัก แต่ในแต่ละบ้านก็มักมีหนึ่งหรือสองคนที่ต้องสูญเสียไปเสมอ
ติงเหว่ยเองก็ระวังตัวอยู่เช่นกัน แต่เพราะว่าประการแรกนางเห็นแก่หน้าของฟางซิ่น ประการที่สองนางนึกถึงสิ่งที่ฮูหยินท่านนี้ต้องเผชิญมาก็รู้สึกใจอ่อน จึงยิ้มและยื่นลูกชายไปให้
“เด็กคนนี้ซุกซนมาก หวังว่าท่านหญิงจะไม่รำคาญเขาก็พอแล้ว”
ฟางฮูหยินใช้สองมือรับมาอย่างระมัดระวัง เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นและนุ่มนวลของเ้าเด็กอ้วนที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน หัวใจของนางพลันรู้สึกอบอุ่นจนจมูกเริ่มแสบ จนเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา
นี่คือความรู้สึกของการได้อุ้มเด็กน้อยอย่างนั้นหรือ ความอบอุ่นเช่นนี้ ความสุขเช่นนี้ นางแทบจะอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดทั้งหมดในโลกนี้ให้กับเขาเหลือเกิน…
เ้าเด็กอ้วนที่ปกติมักจะถูกทุกคนอุ้มไปอุ้มมาอยู่บ่อยๆ ก็ไม่ตื่นคน
บรรดาท่านผู้าุโมักชอบหอมแก้มเขาอยู่เสมอ คราวนี้พอถูกฟางฮูหยินอุ้ม เขาก็คิดว่าได้เวลา “แสดง” ของเขาอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงหันไปหอมแก้มฟางฮูหยินแรงๆ หนึ่งที จากนั้นก็ทำตาแป๋วๆ มองนาง พร้อมกับยื่นมืออ้วนๆ รอรับของเล่นสนุกๆ จากนาง
-----------------------------------------
[1] อิ๋นฮวาเซิง 银花生 หมายถึง เงินที่ทำเป็รูปถั่วลิสง
