เล่มที่ 2 บทที่ 48 เคล็ดวิชากระบี่ปราการัเพลิง
พอเดินตามอู๋เย่วเข้ามาในส่วนลึกของเพิงหลอม หลินเฟยก็เห็นกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่
ตัวกระบี่ยาวสามฉื่อสามชุ่น* ตัวด้ามจับมีลักษณะคล้ายสัตว์เทพกำลังสยายปีก ตัวกระบี่ทั้งเล่มมีสีแดงเป็มันวาว
(*ชุ่น หมายถึง หน่วยวัดนิ้ว)
“นี่คือดาบของเ้า” ถึงแม้น้ำเสียงของอู๋เย่วจะดูอ่อนล้า แต่แววตาของเขากลับเปล่งประกายไปด้วยความภาคภูมิใจ
เพียงแค่หลินเฟยยกมือ กระบี่ก็ลอยเข้ามาอย่างรู้งาน มันบินวนรอบๆก่อนจะหยุดให้หลินเฟยได้ััมัน เพียงแค่แตะเบาๆตัวกระบี่ก็ค่อยๆสั่นเพื่อตอบสนอง ก่อนจะมีเสียงหวีดร้องของนกเฟิ่งหวงดังขึ้น
“สมกับเป็เหล็กเฟิ่งหวง!” หลินเฟยพึงพอใจเป็อย่างมากกับอาวุธที่มีจิติญญาแฝงอยู่เช่นนี้
หลินเฟยจึงลองโคจรพลังปราณใส่โดยไม่รอช้า ทันใดนั้นกระบี่สีแดงเพลิงก็ร้อนระอุขึ้นมาทันที ก่อนจะมีเสียงดังะเิดังขึ้นเกิดเป็เปลวไฟ ซึ่งเ้าเปลวไฟนี้กลับให้ความอบอุ่นแทนที่จะปวดแสบด้วยความร้อน
เมื่อเห็นเช่นนั้นอหลินเฟยก็ยิ่งพอใจกว่าเดิม
เพราะหลินเฟยรู้ว่านี่ไม่ใช่เปลวไฟทั่วไปหรือเปลวไฟที่มีจิติญญาเพียงเท่านั้น แต่มันคือจิติญญาที่แท้จริงของกระบี่ต่างหาก…
“ถึงขั้นเกิดจิติญญากระบี่เลยหรือ!” ครั้งนี้หลินเฟยอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาถึงร้อยปีจึงจะเกิดอาวุธที่มีจิติญญาเช่นนี้ แต่โชคกับหล่นใส่เขาเข้าเต็มๆ มิน่าล่ะแววตาของอู๋เย่วตอนที่หยิบดาบ จึงเปี่ยมไปด้วยภาคภูมิใจขนาดนั้น
มีปรมาจารย์หลอมอาวุธไม่น้อยเลย ที่ทั้งชั่วชีวิตก็ยังไม่มีโอกาสได้หลอมอาวุธที่มีจิติญญาเช่นนี้ แค่เพียงกระบี่เล่มนี้เท่านั้น ก็ทำให้อู๋เย่วสามารถถีบตัวเองเข้ามาเป็หนึ่งในสุดยอดปรมาจารย์ด้านหลอมอาวุธแนวหน้าได้แล้ว คงกล่าวได้ว่าทั่วทั้งเป่ยจิ้งนี้ จะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของคนคนนี้จากสำนักเสวียนเทียนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
แม้เหล็กเฟิ่งหวงจะพิเศษเพียงใด แต่ก็ไม่อาจทำให้เกิดจิติญญาอาวุธขึ้นมาได้…
“หรือจะต้องอาศัยเตาฟงอวี่แปดทิศ?” หลินเฟยคิดทบทวนอยู่นาน จึงพอจะคิดถึงความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวเช่นนี้ เพราะตอนที่หลินเฟยหลอมละลายรากฐานอยู่ในเตาฟงอวี่แปดทิศ เหล็กเฟิ่งหวงก็เกิดจากการแปรเปลี่ยนของแร่เฮยเย่าในเตาเช่นเดียวกัน บางทีบางครั้งจึงสามารถอนุมานได้ว่ารากฐานของหลินเฟยกับเหล็กเฟิ่งหวงจะมีจุดกำเนิดเดียวกัน…
‘ผลลัพธ์เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก…’
เมื่อใดก็ตามที่อาวุธเกิดมนต์สะกดสามสิบหกสาย ก็จะสามารถเลื่อนขั้นเป็ศาสตราวุธได้ เช่นนั้นแล้วจึงมีโอกาสเกิดจิติญญา และเมื่อใดที่เกิดจิติญญา ก็ย่อมที่จะมีสิทธิ์เข้าขั้นเซียนเทียนเกิดเป็อิทธิฤทธิ์ที่เก่งกล้ายากจะต้านทานเลยทีเดียว
อีกทั้งอาวุธส่วนมากที่เพิ่งหลอมเสร็จจะไม่มีแม้แต่มนต์สะกดเพียงสายเดียว จำเป็จะต้องให้เ้าของค่อยๆใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงจนเกิดมนต์สะกดทีละสาย กระทั่งครบสามสิบหกจึงเกิดเป็จิติญญาได้ เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่ใช้จึงยืดยาวเป็ร้อยปีนั่นเอง…
ก็แปลว่าการเข้าไปในเตาฟงอวี่แปดทิศนี้ จะทำให้หลินเฟยสามารถประหยัดเวลาไปได้ถึงร้อยปีเลยทีเดียว
“เมื่อใดที่ชักกระบี่ออกจากฝัก จะมีเสียงนกเฟิ่งหวงหวีดร้อง…” อู๋เย่วมองกระบี่ในมือหลินเฟย ทั้งภูมิใจทั้งเสียดาย เขาใช้เวลาครุ่นคิดครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยออกมา
“ถ้าอย่างนั้นให้ชื่อว่ากระบี่หงส์คำรนแล้วกัน”
“ขอบคุณอาจารย์อา” หลังจากคารวะอู๋เย่วเรียบร้อยแล้ว หลินเฟยก็จัดแจงเก็บกระบี่เข้าร่าง โดยใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงเอาไว้
“เอาล่ะ ในเมื่อข้าช่วยเ้าหลอมกระบี่สำเร็จแล้ว คราวนี้ข้าเองก็มีเื่อยากจะรบกวนเ้าเช่นกัน”
“อาจารย์อารับสั่งมาได้เลย ข้าจะช่วยเหลืออย่างไม่รีรอ หากเป็เื่ที่ข้าสามารถกระทำได้…” ถึงแม้น้ำเสียงตอบรับจะเต็มไปด้วยความเคารพ แต่กลับแฝงไปด้วยความกังวลด้วยเช่นกัน
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่อยู่ในเตาฟงอวี่แปดทิศ เ้าสามารถรอดจากการแผดเผาของไฟใต้พิภพมาได้ หากข้าเดาไม่ผิด เ้าจะต้องมีเคล็ดลับบางอย่างเป็แน่?”
“ฮ่าๆ…” เมื่อสิ้นเสียงอู๋เย่ว หลินเฟยก็เข้าใจได้ในทันที ‘ผู้าุโตั้งใจหลอมกระบี่ให้เขาเช่นนี้ ก็เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงนี่เอง…’
หลินเฟยรู้ดีว่าเคล็ดลับที่ว่าก็คือหมื่นกระบี่จูเทียน เพราะมันสามารถหลอมกายจนกลายเป็ศาสตราวุธได้ จึงทำให้เขาไม่เกรงกลัวไฟใต้พิภพแผดเผา แต่ปัญหาก็คือเขาไม่อาจบอกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนแก่อู๋เย่วได้น่ะสิ…
เพราะนี่เป็เส้นทางบำเพ็ญลับของหลินเฟย ที่ไม่สามารถบอกใครได้…
อีกอย่างการใช้เคล็ดวิชานี้เพื่อให้กายเนื้อเป็ศาสตราวุธ หลินเฟยคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ส่วนตัวเท่านั้น หากคนอื่นฝึกตาม ก็ไม่สามารถมั่นใจว่าจะได้ผลหรือเปล่า
“ข้าไม่เอาเคล็ดวิชาเ้าไปฟรีๆ หรอก” พอเห็นหลินเฟยนิ่งเงียบไป อู๋เย่วเองก็พอจะเดาคำตอบได้
เดิมเส้นทางการบำเพ็ญก็เต็มไปด้วยอันตราย เป็ปกติที่หากมีเคล็ดวิชาลับอะไรก็จะเก็บเอาไว้ ไม่เผยแพร่ให้ใครได้ล่วงรู้ ต่อให้เป็สำนักหรือตระกูลเดียวกันก็ตาม ก็ไม่อาจเอ่ยปากขอกันง่ายๆ อู๋เย่วจึงคิดไว้แล้วว่าหลินเฟยจะต้องมีท่าทีเช่นนี้
อันที่จริงอู๋เย่วก็ไม่คิดจะขอเขาฟรีๆ อยู่แล้ว
“หลายปีมานี้ข้าเองก็พอมีสมบัติอยู่บ้าง ข้าขอใช้ศาสตราวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบสามสาย แลกเคล็ดวิชาลับของเ้าได้หรือไม่?”
เงื่อนไขที่อู๋เย่วเสนอมานั้น ก็ถือน่าสนใจมากทีเดียว เคล็ดวิชาลับที่เอาตัวรอดจากไฟใต้พิภพถึงจะล้ำค่าเพียงใด หากแต่จะตามหาก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร หลินเฟยเองก็พอจะรู้อยู่เกือบสิบวิธีที่จะได้มันมา แต่ศาสตราวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบสามสายกลับยากที่จะพบเจอ เพราะมันเป็สิ่งที่ล้ำค่ามาก หากเทียบเป็มูลค่าแล้ว ย่อมราคาเหนือกว่าเคล็ดวิชาลับนี้มากทีเดียว…
“หา?” ตอนแรกหลินเฟยเข้าใจว่าตนเองได้ยินมาผิด แต่พอตั้งสติได้ไม่นานก็เริ่มเข้าใจ จึงตอบด้วยความเกรงใจขึ้นมา
“อาจารย์อาเข้าใจผิดแล้ว ท่านตั้งใจหลอมกระบี่หงส์คำรนให้ศิษย์ เพียงแค่นี้ศิษย์ก็ย่อมสำนึกบุญคุณมากแล้ว แล้วข้าจะบังอาจรับศาสตราวุธของท่านมาได้อย่างไร…”
พอได้ยินถึงประโยคนี้ หลินเฟยก็ส่ายหัวพลัน
“นั่นไม่ใช่เคล็ดลับอะไร เป็เพียงเคล็ดวิชากระบี่ชนิดหนึ่งเท่านั้น…”
“เคล็ดวิชากระบี่?” อู๋เย่วได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ แว้บแรกที่ได้ยินยังคิดว่าหลินเฟยโกหก แต่พอพินิจดูคิดอีกทีก็ไม่น่าจะใช่ เพราะสีหน้าและน้ำเสียงของหลินเฟยค่อนข้างจริงใจ เมื่อคิดได้ดังนั้นอู๋เย่วก็กลัดกลุ้มขึ้นมาทันที…
‘หากคิดจะฝึกเคล็ดวิชากระบี่แล้วล่ะก็ ก็ย่อมจะต้องทำลายรากฐานตัวเองเพื่อเริ่มใหม่ไม่ใช่หรือ?’
“นี่เป็เคล็ดวิชากระบี่จริงๆหรือ?”
“ถูกต้อง…”
คราวนี้อู๋เย่วรู้สึกหมดหวังแล้วจริงๆ เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา ‘ดูท่าตัวเองจะไร้ซึ่งวาสนาจริงๆ…’
อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าขณะที่อู๋เย่วถอนหายใจสิ้นหวังนั้น หลินเฟยกลับเอ่ยขึ้นมา
“แต่ข้าพอจะรู้เคล็ดลับที่สามารถเอาชนะเปลวไฟใต้พิภพได้…”
“ว่าอย่างไรนะ?”
“ที่ชั้นสองของหอดาบ ชั้นหนังสือที่ห้า นับจากขวาไปซ้ายเล่มที่สิบเจ็ด มีเคล็ดวิชากระบี่ปราการัเพลิง หากสำเร็จวิชานี้แล้วละก็จะสามารถทนทานต่อน้ำไฟเลยทีเดียว…”
“ข้าเองก็พอจะรู้เคล็ดวิชานี้” ถึงแม้จะสงสัยว่าหลินเฟยรู้จักเคล็ดวิชานี้ได้อย่างไร แถมยังระบุที่อยู่ของมันได้อย่างชัดเจนอีก แต่ถึงอย่างนั้นอู๋เย่วก็ยังคงส่ายหัวปฏิเสธ
“ถึงแม้จะสำเร็จวิชานี้ สามารถทนต่อน้ำและไฟได้ แต่มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับข้าเท่าไรนัก เพราะเส้นทางบำเพ็ญของข้ามุ่งเน้นเฉพาะการหลอม จึงมีวิถีที่แตกต่างไปจากเคล็ดวิชากระบี่ปราการัเพลิง เพราะฉะนั้นก็ต้องทำลายรากฐานตนเองอยู่ดี…”
“ฮ่าๆ…” หลินเฟยหัวเราะ พลางหันไปมองอู๋เย่วอยู่นาน ก่อนจะโต้ตอบ
“แล้วใครบอกว่าเคล็ดวิชานี้จะต้องฝึกแบบปกติกันเล่า?”
“หา?”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
