เอ๊ะ? หงฮวาพบความผิดปกติ นางยกตะเกียงขึ้นส่อง พบว่าลู่เต้านั่งอยู่ใต้โต๊ะ มือที่บวมแดงกำลังสั่นไม่หยุด
“ท่านผู้มีพระคุณ?” นางอุทานอย่างประหลาดใจพลางยกมือขึ้นปิดปาก
ลู่เต้าเจ็บจนพูดไม่ออก
ด้วยความหิวโหย เขาจึงตั้งใจจะมาหาอะไรกินในครัวรองท้อง ทว่ากว่าจะฝ่าฟันมาถึงครัวได้ ก็แทบจะหมดแรงเสียแล้ว
เมื่อเขาเดินมาถึงโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยขนม ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะยืนต่อไป เหลือเพียงแรงขยับแขนเท่านั้น
เขาจึงทำได้เพียงนั่งลงกับพื้น ยื่นแขนออกไปหยิบขนมบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า พอคว้าได้ก็รีบยัดเข้าปากทันทีเพื่อดับความหิวโหย
คิดคำนวณมาอย่างดี กลับไม่ได้คิดเลยว่าหงฮวาจะมองเห็นมือของลู่เต้าที่กำลังหยิบขนมเป็หนูตัวใหญ่ เพราะแสงตะเกียงริบหรี่จึงคิดจะตีให้ตาย
“ท่านไม่เป็อะไรนะ” หงฮวาใจนทำอะไรไม่ถูก วางตะเกียงลงแล้วรีบวิ่งเข้าไปประคองมือของลู่เต้าขึ้นมาดู
ในฐานะผู้ฝึกตน ร่างกายของลู่เต้าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปนัก การโจมตีของหงฮวาจึงไม่ได้ก่อาแใดๆ แต่เพราะไม่ได้ตั้งตัว ย่อมรู้สึกเจ็บเป็ธรรมดา
เศษขนมยังคงติดอยู่ที่มุมปากของลู่เต้า เขาเอ่ยด้วยท่าทีน่าสงสาร “ข้าแค่หิวเท่านั้นเอง…”
หลังจากนั้น หงฮวาพยุงลู่เต้าไปนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ขออภัย…ท่านผู้มีพระคุณโปรดอภัยให้ข้าด้วย”
ลู่เต้ายิ้มแห้งๆ แล้วส่ายมือ “ไม่เป็ไร ข้าไม่เจ็บแล้ว”
ว่าจบ ท้องของเขาก็ร้องโครกครากดังลั่น แม้แต่หงฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยินชัดเจน
“รอสักครู่นะเ้าคะ” ดูเหมือนหงฮวาจะนึกอะไรขึ้นได้ นางจึงเดินกลับเข้าไปในครัว หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ยกชามน้ำแกงใบใหญ่เดินออกมา
หงฮวางวางชามน้ำแกงใบใหญ่ลงตรงหน้าลู่เต้าด้วยใบหน้าแดงก่ำและสายลนลาน “หากท่านไม่รังเกียจ ช่วยชิมให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
ลู่เต้าเห็นว่าเป็ชามน้ำแกงร้อนที่ยังมีควันร้อนลอยกรุ่น น้ำแกงมีสีขาวขุ่นกลิ่นหอมโชย บนน้ำแกงสีขาวขุ่นมีหยดน้ำมันเล็กๆ ลอยอยู่ โรยหน้าด้วยต้นหอมสีเขียวสดและขิงซอยเป็เส้น
หอมจัง! ลู่เต้าหลับตาเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอม
เขาตักน้ำแกงขึ้นมาดู เนื้อปลาสีขาวที่มีหนังปลาสีดำติดอยู่เล็กน้อยถูกตักขึ้นมาจากก้นชาม
เป็น้ำแกงปลา! มิน่าเล่าถึงได้หอมขนาดนี้! ลู่เต้าประหลาดใจกับรสชาติอันโอชะของน้ำแกงปลา
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่เขายักษา บางครั้งลู่เต้าก็เบื่ออาหารป่าบนูเา เขาจึงเก็บหอยขม จับปูตัวเล็กๆ หรือไม่ก็จับปลา ที่เล็กกว่าฝ่ามือมาทำอาหารกินกับปู่บ้าง
ลู่เต้าก็เคยใช้ปลาตัวเล็กๆ ต้มน้ำแกงปลา แต่น้ำแกงปลาที่ต้มด้วยปลาห้าหกตัวก็ไม่ได้หอมและขาวขุ่นเท่าชามนี้
เขาตักน้ำแกงขึ้นมาจิบคำหนึ่ง เมื่อน้ำแกงแตะปลายลิ้น ตาก็เบิกกว้างทันใด
กลิ่นคาวปลาถูกขจัดออกไปจนหมด น้ำแกงก็ไม่ได้ปรุงรสมากนัก คำนี้ที่ดื่มลงไปมีเพียงรสชาติหวานละมุน น้ำแกงไหลผ่านลำคอลงไปโดยไม่ตกค้างอยู่ในปากเลย
อร่อย! ลู่เต้ากลืนน้ำลายอย่างคาดหวัง ‘ไม่รู้ว่าเนื้อปลาจะเป็อย่างไร’
ลู่เต้าตักเนื้อปลาชิ้นโตขึ้นมายัดเข้าปาก เนื้อปลาไม่ได้ถูกต้มจนเละ รสัันุ่มเด้งเหมือนเนื้อปลาไหล ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีก้างปลา รับประทานได้อย่างสบายใจ
หลังจากซดไปสองสามคำด้วยความหิวกระหาย ลู่เต้าก็คิดว่าการใช้ช้อนตักทีละคำช้าเกินไป เขาจึงยกชามขึ้นมาดื่มทีเดียวจนหมดเกลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเขาชอบน้ำแกงที่ตนเองทำ หงฮวาก็แอบยิ้มดีใจ แต่กลับแสร้งทำเป็เม้มปากเอาไว้ ไม่อยากเผยท่าทียินดีออกมา
“ฮ่า…” ลู่เต้าดื่มน้ำแกงจนหมดในรวดเดียว เขาตบพุงน้อยๆ ของตนอย่างพอใจ “ในที่สุดก็สบายท้องเสียที”
เดิมทีเขารู้สึกหนาวสั่นและไม่มีเรี่ยวแรงเพราะหิวเกินไป แต่หลังจากดื่มน้ำแกงปลาอุ่นๆ เข้าไป ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านออกมาจากกระเพาะอาหาร ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ ขจัดความหนาวเย็นออกไป ทำให้มีกำลังวังชาขึ้นมาอีกครั้ง
หงฮวาถามเขานิ่งๆ “รสชาติเป็อย่างไรบ้าง”
“อร่อยมาก!” ลู่เต้าสงสัย “นี่เป็น้ำแกงปลาอะไรหรือ ต่างจากที่ข้าเคยกินยิ่งนัก!”
“นี่คือปลากระดี่มุก ของขึ้นชื่อจากทะเลสาบัทมิฬ น้ำแกงปลาต้องปลาชนิดนี้เท่านั้นถึงจะมีรสชาติโอชะเช่นนี้”
ลู่เต้าตบหน้าผากตัวเองทันที ก่อนจะพูดขึ้นเหมือนเข้าใจ “นี่คืออาหารที่เ้าจะใช้เข้าร่วมการแข่งขันทำอาหาริญญาอย่างนั้นหรือ”
หงฮวาที่หน้าแดงก่ำพยักหน้าเบาๆ “ใช่”
“หากเ้ามีฝีมือเพียงเท่านี้ ก็เลิกคิดเสียเถอะ”
หงฮวาที่กำลังยินดีปรีดารู้สึกราวกับถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้า หน้ากากเงินแทบจะหลุดร่วงลงมา
หงฮวาคิดว่าตนเองฟังผิด จึงถามด้วยสีหน้าตะลึงงัน “อะไรนะ”
“ไม่ดีแล้ว…” ลู่เต้ารีบยกมือขึ้นปิดปากที่ไม่ยอมเชื่อฟัง เผื่อว่ามันจะพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมาอีก
เขาบ่นในใจ ‘เ้าพูดอะไรออกไปน่ะ!’
ไป๋เสียตอบกลับอย่างไม่แยแส “ข้าพูดความจริง หากนางมีฝีมือเพียงเท่านี้แล้วคิดจะเข้าร่วมการแข่งขันพ่อครัวิญญา ข้ากลัวว่านางจะมีแต่ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น”
“แต่เ้าก็ไม่ควรพูดกับนางเช่นนั้น!” ลู่เต้าไม่มีเวลามาสนใจไป๋เสีย เขาจึงรีบแก้ตัวจากคำพูดที่ผิดพลาดไปเมื่อครู่
“เอ่อ…ที่จริงข้าหมายความว่าเ้าทำได้ดีมากแล้ว” สายตาของลู่เต้าหลุกหลิก พยายามอย่างเต็มที่ที่จะหาทางแก้ตัว “เพียงแค่พยายามอีกหน่อย ก็ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก”
หงฮวายิ้มเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “แท้จริงแล้ว สิ่งที่ท่านพูดนั้นถูกต้องทุกประการ”
เอ๊ะ? ลู่เต้าที่กำลังกลุ้มใจก็มีสีหน้าสับสนเช่นกัน
หงฮวาประสานมือเข้าหากัน แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “ตามที่ท่านผู้มีพระคุณกล่าว นี่ไม่ใช่ปลากระดี่มุกที่ดีที่สุด ข้าเคยได้ยินชาวประมงเฒ่าในเมืองเล่าว่า ในบรรดาปลากระดี่มุกนั้น มีสายพันธุ์พิเศษที่เรียกว่าไข่มุกดำ ซึ่งเป็ปลากระดี่มุกชั้นยอดที่พบเจอได้เพียงหนึ่งตัวในรอบสิบปี! รสชาตินั้นเทียบกับปลากระดี่มุกธรรมดาไม่ได้เลย”
หงฮวามองชามน้ำแกงที่ลู่เต้าดื่มหมดแล้ว “หากนำอาหารที่คนธรรมดาก็ทำได้เช่นนี้ไปเข้าร่วมการแข่งขัน แล้วจะโดดเด่นออกมาได้เช่นไรกัน เช่นนั้นสิ่งที่ท่านผู้มีพระคุณกล่าวจึงถูกต้องทุกประการ”
“โอ้…โอ้! ใช่แล้ว! ข้าหมายความเช่นนั้น!” ลู่เต้าเออออตาม
“ในวันแข่ง ข้าจะใช้ ‘ไข่มุกดำ’!” หงฮวาเข้าใจปัญหาของตนเองแล้ว พอนางพบเป้าหมายต่อไป ก็ถามอย่างจริงจัง “ท่านผู้มีพระคุณ ท่านช่วยข้าได้หรือไม่”
ลู่เต้าพยักหน้าโดยไม่ลังเล “แน่นอน เมื่อคืนข้าสัญญากับเขาแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงฮวาก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี
ด้านนอกประตู หงฝูที่ตื่นแต่เช้ามาใส่ปุ๋ยรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะน้องสาว เขาแอบมองผ่านช่องประตูพร้อมเช็ดน้ำตาพลางให้กำลังใจในใจ “สู้ๆ! พี่ช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้”
