คิดไม่ถึงว่ามือเล็กๆ ของอันเกอเอ๋อร์จะว่องไว เขาคว้าปิ่นปักผมทองคำบนศีรษะของแม่และไม่ยอมปล่อยมือ ทำให้ติงเหว่ยที่เกรงว่าผมจะหลุดออกมารีบพูดกับลูกชายให้ปล่อยมือ แต่เ้าเด็กอ้วนกลับคว้าแน่นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก้นของเขาเลยโดนตีไปหนึ่งที เขาเบะปากเล็กๆ และยอมปล่อยมือออกจากของเล่นชิ้นนั้น
กงจื้อิที่ออกมาจากห้องและเห็นสองแม่ลูกกำลังจ้องมองกันราวกับไก่ชนพอดี เขาอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขาเหลือบมองสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถอดแหวนโบราณบนนิ้วมือของเขาออกมา
เฟิงจิ่วที่คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ด้านข้างเห็นเข้า จึงรีบโค้งตัวลงและใช้สองมือยื่นออกไปรับมา และนำไปวางไว้ตรงกลางโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ครอบครัวสกุลติงจะมองว่าแหวนวงนี้ดูธรรมดาๆ แต่พวกเขาก็แอบรู้สึกว่าของชิ้นนี้ต้องเป็ตัวแทนของอะไรบางอย่าง แต่ทุกคนในสกุลอวิ๋นกลับเบิกตากว้างและในขณะที่มองไปยังอันเกอเอ๋อร์ แววตาของพวกเขาก็มีความคลั่งไคล้ขึ้นมาบางๆ
คนอื่นไม่รู้ก็ไม่เป็ไร ทว่าทุกคนในสกุลกงจื้อไม่ว่าจะเป็ผู้ดูแลจวน หรือว่าจะเป็กองคาราวานพ่อค้า องครักษ์ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก ไม่มีใครไม่รู้แม้แต่คนเดียวว่าแหวนวงนั้นคือตราประจำตัวของผู้นำตระกูลกงจื้อ หากหมุนตัวแหวนออกจะเผยให้เห็นตราประทับเล็กๆ ที่อยู่ด้านใน แค่ประทับเบาๆ ลงไปบนกระดาษอะไรก็ได้สักแผ่นหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เขียนอักษรแม้แต่ตัวเดียวก็สามารถไปที่ร้านค้าที่อยู่ภายใต้สกุลกงจื้อร้านไหนก็ได้เพื่อเบิกเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน หรือแม้กระทั่งจะเคลื่อนทัพกองอารักขาหนึ่งกองก็ย่อมทำได้
ตามปกติแล้วหากไม่มีเื่ฉุกเฉินอะไร ผู้นำตระกูลจะไม่หยิบออกมาง่ายๆ
นึกไม่ถึงว่าวันนี้กลับหยิบออกมาให้เด็กทำพิธีจวาโจว นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วจริงๆ
อันเกอเอ๋อร์อาจััได้ถึงความกังวลและความสงสัยของทุกคน ดวงตากลมโตของเขามองไปที่แหวนวงนั้นและยกก้นคลานเข้าไปหา จากนั้นเขาก็หยิบขึ้นมาและสวมลงไปที่มือของเขา
เนื่องจากแหวนมีขนาดใหญ่กว่านิ้วของเขามากเกินไปก็เลยตกลงไปโดยปริยาย เ้าเด็กอ้วนตัดสินใจหยิบขึ้นมาและใส่ไว้ในปากของเขา แล้วเขาก็มองสิ่งของวิบวับต่างๆ ที่อยู่รอบตัวและใช้สองมือเล็กๆ กวาดของทั้งหมดมาวางไว้บนร่างกายตนเอง จากนั้นผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อเขาก็เผลอกรนคร่อกๆ และหลับไปทันที!
ในลานกว้างมีสายลมเย็นๆ พัดผ่านมาอย่างแ่เบา ทำให้ทุกคนตั้งสติกลับมาได้และโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี
“เยี่ยม อันเกอเอ๋อร์ฉลาดเฉลียวไม่เบาเลย!”
“จริงด้วย ข้าก็ไม่เคยเห็นเด็กคนไหนจับของทุกอย่างมาไว้บนตัวมาก่อนเลย!”
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเ้าก็ไม่ดูเสียบ้างว่าเขาเป็ลูกของลูกศิษย์ใคร!” ผู้าุโเหว่ยมีความสุขเป็อย่างมาก เขาก้าวไปข้างหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมา
อันเกอเอ๋อร์ที่เพิ่งผล็อยหลับไปเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ถูกก่อกวนจนตื่นขึ้นมา เขาไม่ชอบใจนิดหน่อยแต่เมื่อเห็นท่านปู่ที่คุ้นเคยอยู่ด้านหน้าและกำลังเล่น “บินสูงๆ” กับเขา เขาก็เลยจ้องมองและหัวเราะไม่หยุด
ติงเหว่ยเองก็ใกับการกระทำอันกล้าหาญของลูกชาย แต่ตอนนี้นางเห็นว่าในปากของเขามีแหวนอยู่ด้วยจึงรีบก้าวไปข้างหน้าและแย่งมา นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดจนสะอาดแล้วส่งไปที่มือของกงจื้อิและตำหนิด้วยเสียงแ่เบาว่า “สิ่งนี้เป็ของล้ำค่าใช่หรือไม่ ท่านเองก็จริงๆ เลยจะเอาไปให้เด็กจวาโจวทำไมกัน?”
กงจื้อิมองไปที่นาง แววตาของเขาราวกับทอประกายแสงอะไรบางอย่างออกมา ทำให้ติงเหว่ยใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที จากนั้นนางก็รีบหาข้ออ้างเพื่อจะเดินหนีไป
ภายในเวลาไม่นานโต๊ะที่ใช้ทำพิธีจวาโจวก็ถูกเก็บไป ของทุกอย่างถูกส่งไปที่ห้องของอันเกอเอ๋อร์ โต๊ะกินเลี้ยงก็ถูกนำออกมาจัดวางโดยที่ทุกคนนั่งแยกชายหญิง กินดื่มหัวเราะอย่างสนุกสนาน หัวข้อในบทสนทนาก็วนเวียนอยู่กับอันเกอเอ๋อร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความสุขไปโดยปริยาย
ครอบครัวสกุลติงที่อิ่มหมีพีมันเห็นว่าลูกสาวกับหลานชายมีชีวิตที่ดีจริงๆ พวกเขาก็เลยขอตัวลาอย่างเต็มใจ จากนั้นทุกคนในสกุลอวิ๋นก็เริ่มทำเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แก้พิษ และเฝ้ารอให้นายท่านอาการดีขึ้นโดยเร็ว
บางทีอาจจะเป็เพราะการเผชิญหน้ากันอย่างใกล้ชิดครั้งก่อน หรืออาจเป็เพราะทั้งสองฝ่ายเปิดใจ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้ากงจื้อิก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาทั้งสองข้างของเขาค่อยๆ กลับมามีความรู้สึก แม้ว่าจะไม่ใช้ไม้คำยันก็สามารถเดินอย่างช้าๆ ได้หลายก้าวแล้ว
ทุกคนต่างก็ดีใจมาก รู้สึกว่านายน้อยกำลังจะกลับมาเป็ปกติในไม่ช้า และยังมีเื่ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า!
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกัน นางคอยดูแลจัดการอาหารการกินหลากหลายรูปแบบให้กงจื้อิตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็ซาลาเปาน้ำแกงเสี่ยวหรงเปา หมูทอดสามชั้นนำมาตุ๋นด้วยซีอิ๊วและเหล้าจีน หนังเป็ดย่างที่ทั้งหอมและกรอบ รากบัวต้มกระดูกซี่โครงหมู เป็ต้น คนในเรือนต่างก็พลอยได้ลาภปากไปด้วย กินจนปากมันเยิ้มไปหมด ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่าพึงพอใจเป็อย่างมาก
……
ในเวลานี้มีข่าวมาจากเมืองหลวงว่าฮ่องเต้ไม่เพียงแต่สังหารวีรบุรุษอย่างไร้ศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังบังคับให้ภรรยาของเหล่าเสนาบดีเข้าวังหลวงเพื่อจะเสพกามด้วย การกระทำครั้งนี้ทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ มีท่านผู้ตรวจการบางคนทักท้วงขึ้นมาโดยไม่คิดถึงชีวิต ปรากฏว่าถูกปะาชีวิตโดยการตัดศีรษะ ใน่เวลาหนึ่งผู้คนในเมืองหลวงต่างก็อกสั่นขวัญแขวน
ในไม่ช้าก็มีราชโองการเื่เพิ่มอัตราภาษีพืชผลขึ้นมาอีก
เมล็ดข้าวใหม่ยังไม่ทันสุกเลยด้วยซ้ำ แต่กลับได้ยินข่าวร้ายดังกล่าว ทุกคนในแผ่นดินต่างพากันคร่ำครวญ ราษฎรพากันโกรธเคืองแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ดังสุภาษิตโบราณว่าไว้ เื่ดีๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้นเป็คู่แต่เื่ร้ายไม่เคยมาเดี่ยวๆ เสมอ [1] ปีนี้ทางใต้เกิดภัยแล้งไม่มีฝนตกมาเป็เวลานานแล้ว เมล็ดข้าวในทุ่งนายังไม่ทันเก็บก็ขึ้นภาษีอีกแล้ว เพื่อความอิ่มท้องชาวนาจำนวนไม่น้อยต้องขายลูกชายลูกสาว และที่ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนตัดสินใจเป็ผู้ลี้ภัยและอพยพมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ!
ทั่วทั้งแผ่นดินกำลังระส่ำระส่าย ากำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า!
ใน่เวลาแห่งความโกลาหลนี้ อัครมหาเสนาบดีฟางส่งสารมาจากเมืองหลวง เพื่อพยายามอย่างเต็มที่ให้ฟางซิ่นกลับเมืองหลวง
่เวลาที่ผ่านมาฟางซิ่นอยู่ดีกินดี ไหนเลยจะตัดใจไปได้ แต่เขาเองก็รู้ดีว่าเื่ใหญ่เช่นนี้จะรอช้าไม่ได้เด็ดขาด เขาจึงทำได้เพียงบอกลาอย่างไม่เต็มใจ
เพื่อปฏิบัติภารกิจของเขาให้ลุล่วง หลังจากที่กินข้าวเสร็จทั้งสองคนก็ไปห้องหนังสือ เฟิงจิ่วและหลินลิ่วต่างก็เฝ้ายามอยู่ด้านนอก ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้
ติงเหว่ยเองก็รู้ว่าฟางซิ่นกำลังจะขึ้นเหนือเร็วๆ นี้ ่เวลาที่ผ่านมานางก็คุ้นเคยกับเขาอยู่ไม่น้อย เมื่อวานเขายังเดินตามหลังนางเพื่อจะถามถึงตอนจบของสามก๊กอยู่เลย นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องจากกันเร็วขนาดนี้ ในใจนางก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง นางกอดลูกชายตัวอ้วนเดินวนไปวนมาในเรือนด้านใน แต่เมื่อเห็นท่าทางของเฟิงจิ่วและคนอื่นก็รู้ในทันทีว่ากงจื้อิกับฟางซิ่นมีเื่ปรึกษากัน
นางเชื่อมั่นใน “หลักความจริง” ที่ว่ายิ่งรู้มากเท่าไรก็ยิ่งตายเร็วขึ้นมากเท่านั้น นางก็เลยอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปอยู่ใต้ต้นพลับที่เขียวขจี ให้เฉิงเหนียงจื่อปูเสื่อนิ่มๆ ไว้ด้านข้าง จากนั้นก็ไปพาต้าหวา เอ้อร์หวา รวมถึงอันเกอเอ๋อร์วางลงไป้า แล้วก็เอาของเล่นวางลงไปนิดหน่อย เพื่อให้พวกเขาทั้งสามคนเล่นกัน แล้วเฉิงเหนียงจื่อคอยดูแล
ส่วนติงเหว่ยก็มุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อมเข็มบิน
หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหลายวัน ความแม่นยำของนางก็สูงขึ้นเรื่อยๆ พลังความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉิงเหนียงจื่อยิ้มแย้มอย่างดีใจและชมนางไม่หยุดปาก
เ้าเด็กอ้วนอันเกอเอ๋อร์ที่ขบกัดปัวหลั่งกู่จนเหนื่อยแล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนหันข้างและกอดขาอ้วนๆ ของเขาเอาไว้ พลางพยายามยัดเข้าไปในปาก น้ำลายของเขาไหลออกมาเต็มไปหมด ในขณะที่กำลังมีความสุขเขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมาจากข้างบน เขาใช้ดวงตากลมโตคู่นั้นหันไปมอง ไม่รู้ว่าเขาดูเข้าใจหรือไม่แต่เขาก็พลิกตัวกลับมา มืออ้วนๆ นุ่มๆ ก็ตีไปมาไม่หยุดราวกับว่ากำลังปรบมือให้แม่ของเขา การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ของเขาทำให้ทุกคนในเรือนในหัวเราะออกมาทันที
ติงเหว่ยหัวเราะออกมาเสียงดังและเดินเข้ามาตบก้นน้อยๆ ของเขาสองที และก็บ่นออกมาว่า “เ้าเด็กดื้อคนนี้ก็ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน รู้จักเอาอกเอาใจคนอื่น เ้าเด็กแก่แดด!” และนางก็หยิกเบาๆ ที่เท้าน้อยๆ ของเขา
อันเกอเอ๋อร์เองก็รู้ว่ามารดากำลังหยอกล้อกับเขาอยู่ เขาก็เลยหัวเราะคิกคักออกมาอย่างมีความสุข
เสียงหัวเราะของสองแม่ลูกราวกับเสียงของกระดิ่งเงินดังผ่านเข้าไปในห้องหนังสือที่ปิดหน้าต่างอยู่ กงจื้อิกับฟางซิ่นกำลังหารือเื่ต่างๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใบหน้าที่เคร่งขรึมก็คลายลงหลายส่วน เขายกมือเปิดหน้าต่างออกและมองไปที่ลานสนาม
แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าส่องผ่านไปใต้ต้นไม้อันเขียวขจีจนทำให้เกิดเงาเป็จุดๆ สายลมพัดโชยกลิ่นหอมของดอกไม้มาจากที่ไหนสักแห่ง
เรือนในหลังเล็กๆ ราวกับจะไม่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายและการเมืองต่างๆ ภายนอก ก่อให้เกิดโลกใบเล็กๆ ที่แสนสบาย
ใบหน้าสวยงามของหญิงสาวคนหนึ่งถูกแดดแผดเผาจนเป็สีแดงระเรื่อ หน้าผากของนางปกคลุมไปด้วยเม็ดเหงื่อ ทว่านางยังยิ้มออกมาอย่างสดใสราวกับจะขจัดความเศร้าโศกทั้งหมดในโลกให้หายไป เ้าเด็กอ้วนกำลังยื่นมือออกมาเพื่อให้แม่เขาอุ้ม ร่างอ้วนๆ ของเขาบิดไปบิดมา ปากเล็กๆ ที่ฟันยังไม่ขึ้นของเขาก็กำลังยิ้มอยู่ น้ำลายไหลออกมาเล็กน้อย แม่ของเขาก็เช็ดให้อย่างอ่อนโยน…
กงจื้อิจ้องอย่างไม่ละสายตา ราวกับว่ากำลังมองโลกทั้งใบของเขา
หากว่าเป็ไปได้ เขาขอเพียงสามารถปิดกั้นความเศร้าโศกและความมืดหม่นต่างๆ ไว้ที่ภายนอก และปล่อยให้พวกนางสองแม่ลูกอยู่ในโลกที่มีแต่ความสุขเช่นนี้
เขาเฝ้าดูอย่างตั้งใจ และฟางซิ่นเองก็เฝ้าดูอย่างตั้งใจเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางที่ผิดปกติของอีกฝ่าย
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งกงจื้อิก็ตั้งสติกลับมาได้ และกลับมาหารือเื่ที่คุยกันไว้เมื่อครู่นี้ต่อ “เ้าขึ้นเหนือไปครั้งนี้ภารกิจสำคัญมาก ไม่เพียงแต่ต้องติดต่อกับ…เพื่อกระจายข่าวที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ออกไป และยังต้องพูดโน้มน้าวอัครมหาเสนาบดีอีกด้วย
ให้เตรียมการใหญ่อย่างเงียบๆ และเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม!”
ฟางซิ่นพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เ้าวางใจเถอะ ทุกวันนี้ไม่มีใครเชื่อใจและสนับสนุนเ้าฮ่องเต้ที่แสนจะชั่วช้าสามานย์นั่นอีกต่อไป และเขายังหาทางกำจัดกองกำลังเก่าของเ้ามาโดยตลอด ทั้งแม่ทัพและเหล่าทหารต่างก็ไม่พอใจ หากทุกวันนี้พวกเขารู้ว่าเ้ายังมีชีวิตอยู่จะต้องยกทัพออกมาปกป้องเ้าอย่างแน่นอนแต่ส่วนพ่อข้าคนนั้น…”
สีหน้าของฟางซิ่นกระอักกระอ่วน เขาพูดออกมาด้วยเสียงแ่เบาว่า “เขาเป็คนเ้าเล่ห์และยังชอบเสแสร้ง ข้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถโน้มน้าวเขาได้สำเร็จ!”
กงจื้อิจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย “ท่านอาจารย์เป็คนที่มีความทะเยอทะยาน และชอบวางแผนกลยุทธ์ เขาก็คงคิดเื่นี้มานานแล้วเหมือนกัน ข้าได้เขียนจดหมายไว้ฉบับหนึ่งเ้าเอากลับไปให้ท่านอาจารย์ดู หากโชคดีอาจสามารถโน้มน้าวเขาได้สำเร็จอย่างง่ายดาย”
ก็เหมือนที่เขารู้จักสหายคนนี้ดี เขาเองก็รู้จักท่านอาจารย์ที่สอนเขาั้แ่ยังเล็กๆ เป็อย่างดีเช่นกัน
ฟางซิ่นดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ “โชคดีจริงๆ เลยที่มีจดหมายฉบับนี้ของเ้า!”
ฟางซิ่นรับจดหมายมาจากนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นจู่ๆ เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นท่าทางราวกับเป็ผู้ใต้บังคับบัญชา สีหน้าของเขาไม่เคยจริงจังขนาดนี้มาก่อน เขาประสานมือขึ้นในระดับหน้าอก “ข้าน้อยกลับไปเมืองหลวงครานี้ มีเื่ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ ขอให้ท่านรักษาตัวด้วย อย่าได้ใจร้อนเป็อันขาด รอจนร่างกายหายดีแล้ว ข้าจะตั้งตารอคอยคำสั่งบุกขึ้นทิศเหนือจากท่าน!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น!
กงจื้อิฝืนตัวลุกขึ้นมาและเข้าไปช่วยประคองฟางซิ่นให้ลุกขึ้น ในใจของเขาเองก็รับรู้ถึงความรู้สึกของฟางซิ่นได้ “การจากลาครั้งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงได้พบกันอีก เหวินหลาน เ้าจะต้องรักษาตัวให้ดี!”
ฟางซิ่นลุกขึ้นยืน เขารู้ว่ากงจื้อิยังขยับร่างกายไม่สะดวกนักจึงช่วยประคองเขากลับไปนั่งที่เดิมอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เปลี่ยนท่าทีกลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม “ใช่ว่าจะจากกันตลอดชีวิตเสียหน่อย พวกเราเองก็เป็ชายหนุ่มตัวโตทั้งสองคน อย่ามัวมาทำท่าทางยืดยาดอยู่เลย!”
กงจื้อิพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองคนคุยกันอีกนิดหน่อย จากนั้นฟางซิ่นก็กลับห้องไปเตรียมของ
เมื่อเห็นติงเหว่ยกำลังอุ้มลูกเดินเล่นอยู่ในลานสนาม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดินเข้าไปขวางที่ตรงหน้าของนาง
“พี่ฟาง!” ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากที่คิดไปคิดมานางก็ส่งอันเกอเอ๋อร์ให้เฉิงเหนียงจื่อ แล้วก็พูดกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เ้าพาเด็กๆ กลับไปก่อนเถอะ!”
เฉิงเหนียงจื่อเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจน นางจึงรับอันเกอเอ๋อร์ไปอย่างนุ่มนวล และก็พาลูกทั้งสองของนางกลับไปที่ห้อง
จากนั้นติงเหว่ยถึงได้คำนับหนึ่งครั้ง นางเงยหน้าขึ้นและยิ้มน้อยๆ “เมื่อครู่มีคนอยู่เยอะข้าจึงไม่สามารถเอ่ยปากส่งพี่ฟางด้วยตนเองได้ กลับไปเมืองหลวงครานี้ หวังว่าพี่ฟางจะรักษาตัวด้วย!”
ใบหน้าของฟางซิ่นมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นเล็กน้อย และเขาก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรจึงเอ่ยปากถึงสถานการณ์ในปัจจุบันให้นางฟังว่า “ในไม่ช้าทั่วทั้งแผ่นดินซีเฮ่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวายครั้งใหญ่ ต่อให้เ้าจะอยู่ที่นี่ก็ไม่แน่ว่าจะหนีพ้นได้! เ้าวางแผนจะทำเช่นไรต่อไป?”
่นี้ที่เรือนในตอนกลางวันไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา แต่พอตกกลางคืนนางก็ได้ยินเสียงคนนับไม่ถ้วนเดินเข้าๆ ออกๆ ประกอบกับท่าทีที่ดูเข้มงวดเช่นนี้ ติงเหว่ยก็พอจะเดาสถานการณ์ได้อย่างคร่าวๆ และก็คิดเอาไว้บ้างในใจ
-----------------------------------------
[1] เื่ดีๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้นเป็คู่แต่เื่ร้ายไม่เคยมาเดี่ยวๆ 福无双至,祸不单行 หมายถึง เื่ดีๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เื่ร้ายๆ มักจะเกิดหลายๆ เื่พร้อมกัน
