ทันใดนั้น ร้านอาหารชิงซินก็พลันเงียบสงบขึ้นมา
ทุกคนจ้องไปที่แก้มของหญิงสาวคนนั้น มือของหลินเฟิงได้ทิ้งรอยสีแดงขนาดใหญ่ไว้ที่แก้มของนาง และสามารถมองเห็นรอยนิ้วมือทุกนิ้วที่เขาทิ้งไว้บนแก้มของนางได้
ไม่มีใครคิดเลยว่าหลินเฟิงจะกล้าตบหญิงสาวคนนั้น โดยไม่ลังเลใจเลยสักนิด
การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ทำให้หญิงสาวคนนั้นต้องอับอาย ในขณะเดียวกันยังทำให้ชิงซินรู้สึกหน้าชาไปด้วยเช่นกัน
ฝูงชนพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หญิงสาวผู้หยิ่งยโสคนนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้นมาทาบแก้มของตัวเอง นางรู้สึกราวกับว่าแก้มของนางกำลังร้อนเป็ไฟ พร้อมกับความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วหน้า
นางแซ่ต้วน ซึ่งเป็แซ่ของราชวงศ์ ร่างกายของนางมีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม่มีใครกล้าที่จะยั่วยุนาง แต่วันนี้หลินเฟิงกลับตบหน้านาง
ใบหน้าอันงดงามพลันบิดเบี้ยวเพราะความโกรธ สีหน้าของนางดูดุร้ายขึ้นมา
“เ้าไม่ควรทำเช่นนั้น”
เสียงใสๆ พูดแทรกขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบ คนที่พูดประโยคนี้ก็คือชิงซิน แม้ว่านางจะถูกหลินเฟิงทำให้เสียหน้า แต่ท่าทางของนางก็ยังคงดูสูงส่งเหมือนเดิม และน้ำเสียงของนางก็ยังนุ่มนวลราวกับไม่รู้สึกโกรธแค้นหลินเฟิง
“หมายความว่าข้าควรปล่อยให้นางทำให้คนอื่นได้รับความอัปยศ โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
หลินเฟิงกล่าวขณะจ้องมองชิงซิน เขาดูสงบพอๆ กับนางแต่ภายในใจของหลินเฟิงนั้น เขากำลังเดือดดาลเป็อย่างมาก
“แม้ว่านางจะสร้างความอัปยศให้กับเ้า แต่เ้าก็ไม่ควรตอบโต้นาง”
ชิงซินตอบกลับ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางกำลังตอบคำถามที่หลินเฟิงเคยถามผู้หญิงคนนั้น นางมีสิทธิ์ที่จะข่มเหงผู้อื่น แต่ผู้อื่นไม่ควรลงมือกับนาง
“งั้นข้าก็คงทำให้เ้าต้องผิดหวังเสียแล้ว”
หลินเฟิงกล่าวอย่างเ็า ผู้หญิงคนนี้เสแสร้งเก่ง แม้ภายนอกอาจจะดูสง่างามและบริสุทธิ์ แต่จริงๆ แล้วนางเป็คนที่หยิ่งยโสคนหนึ่ง หลินเฟิงไม่ชอบนางเลยแม้แต่น้อย
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าจะผิดหวังหรือไม่ แต่เื่ราวในวันนี้ไม่สามารถจบลงได้อย่างง่ายดาย ก็เหมือนอย่างที่เ้าพูด เื่บางอย่างก็เป็สิ่งที่ไม่สมควรทำ และในเมื่อได้ทำมันแล้ว ก็ต้องแบกรับผลที่จะตามมา”
“ผิดแล้ว” หลินเฟิงกล่าวขณะส่ายหัว “เ้าไม่เพียงแต่จะพูดผิดเท่านั้น แต่ยังโง่เขลามากด้วย ในสายตาของคนอย่างเ้า พวกเรานั้นไร้ค่า จะสร้างความอัปยศยังไงก็ได้ เมื่อได้รับความอับอายแล้วก็ไม่อาจตอบโต้กลับคืนไปได้ และต่อให้ข้าไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ให้เ้ามาสร้างความอับอาย แต่สุดท้ายผลที่จะตามมาก็ยังคงร้ายแรงอยู่ดี ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะรอให้พวกเ้ามาข่มเหงรังแกทำไม?”
“แล้วเ้าเคยคิดไหมว่าราคาที่ต้องจ่ายกับการกระทำของเ้า อาจจะทำให้เ้าจ่ายไม่ไหว” ชิงซินถาม
“ข้ารู้ว่ามีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการกระทำเช่นนั้น แต่ข้าคงไม่ใช่คนแรกที่ต้องจ่าย”
หลินเฟิงเหลือบไปมองหญิงสาวแสนยโสคนนั้น น้ำเสียงของเขาดูสงบมากจนทำให้ผู้คนรู้สึกใ
ความหมายของหลินเฟิงก็คือ ถ้าคิดจะให้เขาจ่ายก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของหญิงสาวแสนยโสคนนี้ก่อน
คนคนนี้โอหังเกินไปแล้ว
แม้แต่ชิงซินก็ยังรู้สึกประหลาดใจ หลังจากได้ยินน้ำเสียงที่สงบนิ่งของหลินเฟิง เด็กหนุ่มคนนี้อายุแค่ 16 ปีจริงๆ หรือ? ทำไมถึงได้ดูสุขุมราวกับผู้ใหญ่เช่นนี้
“นี่เ้ากำลังข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ!?” หญิงสาวคนนั้นเข้าใจความหมายที่หลินเฟิงจะสื่อ ใบหน้าของนางยังคงร้อนผ่าวและชาไม่หาย นอกจากนี้น้ำเสียงของนางก็ยังเ็ามากกว่าเดิม
“โอ้ ถือว่าเ้ายังไม่โง่จนเกินเยียวยา อย่างน้อยๆ ก็รู้ว่าข้ากำลังขู่เ้าอยู่ ยินดีด้วย!”
ในน้ำเสียงของหลินเฟิงแฝงไปด้วยความประชดประชัน ในความคิดของเขา หญิงสาวคนนี้ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก การกระทำของนางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและโง่เขลา ถึงแม้ว่าตระกูลของนางจะโดดเด่น แต่พลังของนางยังไม่แข็งแกร่งมากพอ ถ้าหากไปพบคนที่บ้ายิ่งกว่าเขา ป่านนี้คงตายไปนานแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็พวกขี้ขลาดตาขาว สำหรับบางคนแล้ว ศักดิ์ศรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง
“บางทีหลังจากที่เ้ารู้ว่านางเป็ใคร เกรงว่าคงทำตัวสงบนิ่งแบบนี้ไม่ได้หรอก” ชิงซินกล่าว นางอยากจะเห็นหลินเฟิงหวาดกลัว นางไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มคนไหนที่สามารถสงบนิ่งได้ทุกสถานการณ์เช่นเขามาก่อน
“โอ้ งั้นบอกข้ามาสิว่านางเป็ใคร?”
“นางแซ่ต้วน” ชิงซินกล่าวขณะมองหน้าหลินเฟิง นางหวังว่าจะได้เห็นความกลัวในสายตาของหลินเฟิง
ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวคนนั้นก็จ้องมองไปที่หลินเฟิงเช่นกัน นางหวังว่าหลินเฟิงจะหวาดกลัวและคุกเข่าลงต่อหน้านาง
แต่น่าเสียดายที่ชิงซินกับหญิงสาวคนนั้นต้องผิดหวัง สีหน้าของหลินเฟิงยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
“เชื้อพระวงศ์?”
หลินเฟิงดูไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ใบหน้าของเขากลับปรากฏรอยยิ้มขำขันออกมา “ตัวข้าเองก็มีสหายที่มาจากตระกูลต้วน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะของพวกข้า แม้ว่าเขาจะเป็เชื้อพระวงศ์ แต่กลับดูถ่อมตัวและน่าคบกว่านาง เขาไม่ใช้อำนาจในการกลั่นแกล้งผู้อื่น และที่สำคัญ พลังและพร์ของเขากลับโดดเด่นไม่แพ้ข้า เขาไม่จำเป็ต้องข่มเหงผู้อื่นเพื่อแสดงอำนาจ แต่คนแบบนางนี่สิ มีแต่จะสร้างความอัปยศให้แก่ราชวงศ์ ทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย”
สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็พลันเปลี่ยนไป เดิมทีนางคิดจะทำให้หลินเฟิงคุกเข่าต่อหน้านาง ทำให้หลินเฟิงต้องอับอายขายหน้า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นางที่ได้รับความอับอายอีกครั้ง
กระทั่งชิงซินก็รู้สึกงงงวยเช่นกัน นางมองไปที่โต๊ะของหลินเฟิง คนที่ดึงความสนใจของนางมากที่สุดก็คือ เมิ่งฉิง ถ้าหาก 1 ใน 3 คนนี้มีใครเป็ลูกหลานของเชื้อพระวงศ์ จะต้องเป็เมิ่งฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย คนมีอำนาจบางคนก็ไม่ชอบเปิดเผยตัวตน ดังนั้นจึงเลือกที่จะปกปิดมัน
ถึงแม้ว่าเมิ่งฉิงจะปกปิดใบหน้าของตัวเอง แต่ออร่าบริสุทธิ์และสูงส่งของนางก็ทำให้ชิงซินขาดความมั่นใจไปในทันที
นางเงยหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสาม ที่นั่นมีห้องส่วนตัวอยู่ห้องหนึ่ง ซึ่งมีแค่นางเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้
แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้จะมีเงาบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
“ข้าไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน”
มันเป็ประโยคที่เงียบง่าย แต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว
ข้าไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน?
หลินเฟิงได้พูดว่าเขามาพร้อมกับสหายที่มาจากตระกูลต้วน หลังจากนั้นก็มีเสียงลึกลับดังมาจากห้องที่อยู่บนชั้นที่สาม ประโยคนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขากำลังปฏิเสธสิ่งที่หลินเฟิงได้กล่าวไว้ ในขณะเดียวกันมันก็เป็ข้อพิสูจน์สถานะของคนที่อยู่ในห้องส่วนตัวคนนั้น มีเพียงคนตระกูลต้วนด้วยกันเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูดเช่นนี้ได้
“ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็เื่จริง ที่เ้าของร้านอาหารชิงซินเป็ผู้หญิงของเขา” มีผู้คนบางส่วนคิดในใจอย่างประหลาดใจ
ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไม วันนี้พวกเขาถึงได้มีโอกาสฟังชิงซินเล่นพิณกู่ฉิน ที่แท้เขาคนนั้นก็อยู่ในห้องนี่เอง นอกจากนี้ชิงซินจะเล่นกู่ฉินให้เขาฟังเท่านั้น
เมื่อหญิงสาวแสนยโสคนนั้นได้ยินเสียงนี้ ดวงตาที่เย่อหยิ่งของนางก็พลันเปลี่ยนไป เป็เขา!
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา นางก็เหมือนเศษฝุ่นดีๆ นี่เอง เขาเป็เหมือนดวงอาทิตย์ ส่วนนางก็เป็เพียงหิ่งห้อยตัวเล็กๆ
เมื่อชิงซินได้ยินประโยคพวกนั้น นางพยักหน้าเล็กน้อย ในเมื่อเขาบอกว่าไม่เคยเห็น แสดงว่าตัวตนของคนที่หลินเฟิงกล่าวอ้างก็คงไม่สำคัญ
“เ้าอยากจะกล่าวอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?” ชิงซินถามขณะมองหลินเฟิงอย่างเ็า และรอหลินเฟิงพูด
หลินเฟิงส่ายหัวเล็กน้อย “ั้แ่ที่เ้าเข้ามาในร้านอาหารของข้า ข้า้า ‘เชิญ’ เ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ขอบคุณ”
เมื่อชิงซินเน้นคำว่าเชิญเสียงดัง สิ้นเสียงของนาง เงาสองร่างก็พลันปรากฏตัวขึ้นมาประกบร่างของนางราวกับว่ายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่ต้น หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามา
เห็นได้ชัดว่าคนที่พาสองคนนี้มาจะต้องเป็คนที่พูดเมื่อครู่แน่ๆ
“แข็งแกร่งมาก แม้แต่ข้าก็ไม่ใช่คู่มือ” หลินเฟิงสามารถรู้ได้ทันทีว่าสองคนนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน จากนั้นเขาก็มองไปที่ชั้นสาม ดวงตาของหลินเฟิงเป็ประกายเล็กน้อย และนึกขึ้นมาได้ว่าคนที่เขาเจออาจจะเป็คนที่ต้วนเฟิงเล่าให้เขาฟัง
หลินเฟิงพยายามคาดเดาไปต่างๆ นานา คนที่อยู่ในห้องส่วนตัวนั้นเป็ใครกันแน่? องค์รัชทายาทผู้ไร้เทียมทานหรือว่าองค์ชายสองผู้อ่อนโยน? หรือจะเป็คนอื่น???
“ใครกล้าทำร้ายบุตรสาวข้า?”
ตอนนั้นเองน้ำเสียงที่เ็าพลันะโขึ้นมา ทำให้ร้านอาหารชิงซินสั่นไหว เมื่อหันไปมองก็พบว่า มีเงาของชายผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นมาที่ชั้นสอง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวจอมยโสคนนั้น ดวงตาของเขาดูลุ่มลึกและมั่นคงดุจูเา เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ลมปราณที่น่าหวาดหวั่นก็แพร่กระจายไปในอากาศ
บุรุษที่มาใหม่เป็ชายวัยกลางคน เขาพยักหน้าให้ชิงซินเล็กน้อย จากนั้นดวงตาของเขาก็จ้องมองไปที่ผู้คุ้มกันทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง รูม่านตาของเขาก็พลันหดลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิมราวกับว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
“ท่านพ่อ!!!” หญิงสาวผู้หยิ่งยโสะโขึ้นมาอย่างดีใจ นางรีบเดินไปหาบิดา ทันใดนั้นนางก็พบว่า ลมปราณอันเย็นะเืของบิดากำลังถาโถมมาที่นางราวกับ้าเอาชีวิต
“ช่างเป็สุนัขที่ใจกล้ามาก!” ชายวัยกลางคนกล่าวขณะเดินตรงเข้าไปหาหลินเฟิงพร้อมกับปลดปล่อยลมปราณบางส่วนออกมา
ในขณะนั้นทั่วทั้งร้านอาหารก็เต็มไปด้วยแรงกดดันของเขา บางคนเกือบจะถูกบดขยี้เพราะลมปราณอันแข็งแกร่งนี้ และมีหลายคนพยายามหลบหนีออกไปจากร้านอาหาร
ในใจของหลินเฟิงยังคงสงบนิ่ง ถึงแม้ว่าแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังจะแหลกเหลว
“ตอนนี้เ้ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปแล้วหรือยัง?”
ชิงซินกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง นางหวังว่าจะได้เห็นร่องรอยของความหวาดกลัว หรือเจ็บแค้นของหลินเฟิง
“มีบางสิ่งที่เมื่อทำลงไปแล้ว จะไม่นึกเสียใจในภายหลัง”
หลินเฟิงยิ้มบางๆ ออกมา
“ร่ำสุราจนเมามาย ร้องเพลงเศร้า เกิดเป็คนจะสักเท่าไรกันเชียว ถ้าหากต้องมีชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี แล้วจะมีความหมายอะไร”
มีบางเื่ที่แม้จะรู้ว่ามันพลาด แต่ก็ยังจะทำมันต่อไป
“เหอะ!!! ต่อให้เ้านึกเสียใจในภายหลัง ข้าก็ไม่ให้โอกาสเ้าหรอกนะ”
ชายวัยกลางคนกล่าว เมื่อเขาเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าของลูกสาว
จิตสังหารพลันทะลักออกมา และพุ่งเข้าไปหาหลินเฟิง
“ร่ำสุราจนเมามาย ร้องเพลงเศร้า เกิดเป็คนจะสักเท่าไรกันเชียว”
เมิ่งฉิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ คำพูดของหลินเฟิงดูซับซ้อนมาก ดวงตาของนางฉายแววงงงวยขึ้นมา
เมิ่งฉิงลุกขึ้นและเดินตรงไปหาหลินเฟิง นางเงยหน้ามองฝูงชนตรงหน้าที่กำลังกดดันหลินเฟิงอยู่ ตอนนั้นเองดวงตาของนางก็ฉายแววเ็าขึ้นมา
“คิดจะใช้พวกมากรังแกหลินเฟิงอย่างนั้นหรือ?”
เมิ่งฉิงกล่าว คำพูดของนางฟังดูนุ่มนวลขณะที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ตอนนั้นเองลมปราณที่แสนเย็นะเืก็พลันปรากฏขึ้นมาราวกับว่าอากาศได้ถูกแช่แข็งในพริบตา ความหนาวเย็นที่แพร่กระจายอย่างฉับพลัน ทำให้หัวใจของฝูงชนแทบจะหยุดเต้น
“ไส-หัว-ไป ให้หมด!!!”
น้ำเสียงก้องไปทั่วร้านอาหาร ความหนาวเย็นในอากาศเริ่มควบแน่นขึ้นมา ขณะที่พุ่งโจมตีที่ไปฝูงชน วินาทีนั้นเสมือนทุกสรรพสิ่งถูกแช่แข็ง หัวใจของทุกคนพลันรู้สึกหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก
