“เฉินอวี๋ เหนียนเอ๋อ”
“ตอนนี้ปลอดภัย”
“ทุกคนออกมาจากที่ซ้อนได้แล้ว”
เฉินถั่วถงะโไปทางพงหญ้า
จากเสียงเรียกของแม่ เฉินอวี๋ที่ได้ยิน ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะชนะการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสระน้ำนี้แล้ว
ทุกคนจึงค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน สิ่งแรกที่ทำคือทุกคนวิ่งไปที่บ่อน้ำ พุ่งตัวลงไปในสระแล้วดื่มน้ำเข้าปากอึกใหญ่
ไม่มีใครสนใจเื่ความสะอาด จากน้ำใสๆ ตรงหน้า น่าจะเป็น้ำผุดที่เกิดจากรอยแตกของซอกหิน
เฉินอวี๋ที่วิ่งออกมาก็อดใจไม่ไหวเหมือนคนอื่นๆ ก้มตัวลงผิวน้ำและยื่นลิ้นออกมาเพื่อดื่มกิน หลังจากได้ลิ้มรสชาติน้ำ ความชุ่มชื่นที่ไม่เจอมานานก็ทำให้ทุกคนเต็มไปด้วยความพอใจ
เฉินอวี๋หันไปมองที่โล่ง คนเ่าั้ที่ถูกไล่ไปทิ้งหม้อและอาหาร ทุกคนที่ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง บรรดาแม่ๆ และผู้ใหญ่ จึงเริ่มตักแบ่งแจกจ่ายให้กับทุกๆ คน
สำหรับผู้หลบหนี พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้ไม่นานก็ต้องกลับมาแอบยืนดูที่ริมป่า ไม่มีใครตายจากการต่อสู้ มีเพียงรอยแผลฟกช้ำตามร่างกาย อาจมีรอยฟันและรอยกัดจนมีเื แต่ก็เป็แผลเล็กๆ ที่ไม่ถือว่าาเ็หนัก
ตามคำสั่งของเฉินถั่วถง นางไม่ได้ทำให้ใครต้องมาแลกชีวิต ศัตรูก็เช่นกัน นางยิงใส่คนที่คุกคามและตัดกำลังแค่แขนและแผลถลอก ลูกศรที่ยิงทำมาจากกิ่งไม้หัวทู่ ไม่ได้ใช้ลูกธนูหัวกระดูกงู มันไม่คุ้มที่จะเอามาใช้กับคนเหล่านี้ ลูกศรไม้ที่ยิงจึงเข้าไม่ลึกมาก แต่อำนาจการโจมตีจากระยะไกลที่แม่นยำก็ยังเป็อะไรที่น่ากลัว
อีกอย่าง การต้อนอีกฝ่ายจนมุมก็ไม่ใช่เื่ฉลาด คนเหล่านี้แค่ชาวบ้าน เพียงแสดงอำนาจที่สามารถปราบพวกเขาให้สงบลงได้ก็เกินพอ
“เข้ามาเถอะ พวกเราไม่้าชีวิต แค่้าใช้แหล่งน้ำเท่านั้น อาหารเราก็จะขอส่วนแบ่งไม่เอาทั้งหมด”
เฉินถั่วถงที่ตักอาหารใส่หม้อตัวเอง นางก็วางอาหารคืนที่เดิม ทำเอาเฉินอ่าวแทบไม่อยากเชื่อหู ว่าของที่ได้มาจากการา ภรรยาของเขาจะส่งกลับคืนให้คนพวกนั้นจริงๆ?
เฉินอวี๋ไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของแม่นัก แต่เมื่อเห็นผู้ประสบภัยที่ทยอยออกมาจากป่าทีละคน ใบหน้าของพวกเขามีแต่ความระแวง เฉินอวี๋ก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
การต้อนอีกฝ่ายให้จนมุมมากเกินไป มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งรุกรามใหญ่โต แถมการต่อสู้ด้วยจำนวนที่ห่างกัน ในระยะยาว จะเป็ฝ่ายพวกเขาเองที่พ่ายแพ้จากจำนวนที่แตกต่าง ต่อให้มีพ่อ แม่และพี่ชาย แต่ก็ใช่ว่าจะคุ้มครองเฝ้าคนทั้งกลุ่มได้ตลอด
ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง บางทีความหิวอาจเกินจะทนได้ บางคนจึงวิ่งมาเอาหม้อและกระบอกน้ำของตัวเองคืน จากนั้นพวกเขาก็หายลับเข้าไปในป่า
เฉินอ่าวขมวดคิ้ว และเป็ครั้งแรกที่เขาพูดกับเฉินถั่วถงด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเบาๆ
“เ้ากำลังปล่อยให้เสือกลับคืนสูู่เา”
เฉินถั่วถงได้ยินก็ส่งเสียง “หึ” พูดโดยไม่เหลือบมองออกมาว่า
“เสืออะไรกัน”
“หากผอมแห้งเช่นนี้ จะจับถลกหนังตอนไหนก็ได้ไยต้องกลัว”
“...” สีหน้าที่เถียงไม่ออกของเฉินอ่าว ทบทวนก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะประเมินศัตรูสูงเกินไปหน่อย
เซียนที่สามารถถล่มและพลิกฝ่าด้วยฝ่ามือได้อย่างง่ายๆ แม้จะอยู่ในร่างอันไร้พร์ร่างนี้ แล้วทำไมเขาจำเป็ต้องหวาดกลัวคนธรรมดา
เป็พวกทหารหรือกลุ่มฏที่มีอาวุธาเต็มมือก็ว่าไปอย่าง
ก่อนที่เฉินอ่าวจะเรียกลูกๆ ให้ล้อมวง เข้ามากินข้าวเที่ยงที่แบ่งมาได้พร้อมกัน
“เฉินต้า เหนียนเอ๋อ เฉินอวี๋”
“พาอิงเอ๋อและบอกให้ท่านตาหยุดเต้นแล้วมากินข้าวเที่ยงได้แล้ว”
“...”
เฉินอ่าวเรียกเด็กๆ โดยไม่อยากพูดอะไรมากกับเฉินถั่วถง
คนที่มีค่านิยมแตกต่างกันต้องใช้เวลาปรับตัว ตราบใดที่ชีวิตของเขาและลูกๆ ไม่ตกอยู่ในอันตราย เขาจะต้องกังวลเื่ชาวบ้านไปทำไม..ว่ามั๊ย?
เฉินถั่วถงพบข้าวสารอีกถุงที่กลุ่มหลบหนีทิ้งไว้ และไม่รังเกียจที่จะเก็บไว้กินในอนาคต นางยังเหลือรำข้าวปั้นอยู่ จึงส่งมอบให้คนละสี่ห้าก้อน แล้วกินกับโจ๊กเหลวที่เฉินอ่าวขโมยมา หากไม่นับเฉินต้าที่อิ่มจากการกินปลาดิบแล้ว ทุกคนก็เกาะกลุ่มนั่งกินอย่างเงียบๆ
อาหารทานหมดอย่างรวดเร็ว ถึงยามพักและนั่งอิ่ม ทุกคนก็ใช้เวลานี้ทำกิจกรรมของตัวเอง เฉินถั่วถงหยิบธนูและลูกศรที่นางทำเองขึ้น เตรียมตัวออกไปเดินเล่นในป่าเพื่อสำรวจอีกครั้ง
ปลาที่คนเ่าั้จับมีไม่กี่ตัว ถูกเฉินต้ากินหมดแล้วจนไม่เหลือแม้แต่ก้าง หากเจอสัตว์ใหญ่ที่สามารถแล่เนื้อทำอาหารรมควันหรือตากแห้งได้ เื่เสบียงสำหรับเดินทางระยะไกลคงไม่ต้องกังวล
“อยู่ที่นี่และดูแลเด็กๆ ข้าจะออกไปสำรวจรอบๆ สักพัก กลับมาอีกทีก็น่าจะตอนเย็น”
เฉินถั่วถงมอบหมายงานให้สามีที่ตระหนี่ของนางอย่างไม่ใส่ใจ โดยแสดงออกถึงความดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน ว่าในคำพูดของนาง้าจะสื่อ งานใหญ่กว่านี้ยังคงพึ่งพาสามีอย่างเขาไม่ได้มาก
“ทำไมข้าต้อง…”
“เ้าล่าสัตว์เป็หรือไม่? หากไม่ก็เลี้ยงดูลูกๆ รอข้าอยู่ที่นี่เถอะ”
เฉินอ่าวขมวดคิ้ว้าจะพูด แต่เฉินถั่วถงก็ตัดบทลุกขึ้นไม่ให้โอกาสสามีเถียง
เฉินอ่าวไม่รู้วิธีล่าสัตว์จริงๆ และพลังปราณเป็ของหายาก มีค่ากว่าจะเอามาใช้แค่ตามหาเื่พวกนี้ เขาจึงค่อยๆ หุบปากไม่เอ่ยอะไรอีก
แต่เมื่อเฉินอ่าวรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ จากหยู่เจ๋อและคนอื่นๆ เฉินอ่าวที่โต้เถียงภรรยาไม่ขึ้น ภาพลักษณ์อันน่าชื่นชมที่เขาได้สร้างมาอย่างยากลำบาก ก็พลันจางหายไปไม่มีเหลือ
“แคกๆ! คือว่า…เอ่อ”
“ไม่ต้องพูดหรอกพี่เฉิน”
“พวกเราเข้าใจ ท่านเป็เขยแต่งเข้าบ้าน”
“พวกเราไม่เอ่ยถามหรือทำให้ท่านลำบากใจต่อเื่พวกนี้หรอก”
“...”
อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้านอื่นเมื่อไม่นานมานี้ ชาวบ้านรู้ว่าเฉินอ่าวเป็คนดุร้าย และภรรยาของเขาก็ดุร้ายโเี้มากกว่า พวกเขาอยากหัวเราะดังๆ แต่ก็ต้องกลั้นเสียง
ว่ากันว่าในกลุ่มบ้านใหญ่ตระกูลคนรวย เขยที่แต่งเข้าบ้านจะไม่ได้รับความนับถือหรือเกียรติจากคนในตระกูลภรรยาสักเท่าไหร่
ทุกคนเคยได้ยินแว่วๆ มาบ้างเวลาเข้าไปในเมือง และจากที่ดูสภาพหรูๆ ทั้งชุดห่อผ้ากับรองเท้าหนังชั้นดี ที่สมาชิกแซ่เฉินสวมใส่ต่างจากชาวบ้านปกติ ประกอบกับฝีมือที่เฉินอ่าวแสดงออกมาเหมือนคนเคยเรียนกระบี่กระบอง
ในอดีต ทุกคนในที่นี้จึงคิดว่าเขาคงถูกตาต้องใจสตรีแซ่เฉินแล้วจับตัวมาเป็สามี
ด้วยสายตาที่เห็นอกเห็นใจเ่าั้ ที่ดูเหมือนจะจ้องมองไปที่เฉินอ่าวอยู่เสมอ ความอับอายที่ยากจะบรรยายก็ทำให้บุตรแห่ง์ห่อเหี่ยว ไม่แม้จะกล้าสบตาหรือพูดคุยกับใครไปอีกสักพักใหญ่
“...”
กลับกัน เมื่อชาวบ้านเห็นเฉินถั่วถงเข้าไปในูเา พวกเขาก็พากันตามนางไปทีละคน อาจหวังจะหาอาหารในป่ามาเป็เสบียงเช่นกัน
ถึงแม้จะจับเหยื่อไม่ได้ แต่ขอเป็ยอดอ่อนผักป่าสักสองสามกำหรือผลไม้สักผลก็ยังดี
ชั่วขณะหนึ่ง เหลือแค่ฮูหยินแซ่หยู่และสตรีแซ่ชิวเท่านั้นที่อยู่ดูแลกลุ่มเด็กๆ ในที่โล่ง หยู่ซื่อจูงมือลูกสาวและอุ้มลูกชายไว้บนหลัง พยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่างในพงหญ้า อาจกำลังมองหาพวกไข่เป็ดหรืออะไรบางอย่างเพื่อเลี้ยงลูกเล็กของนาง
ลูกชายซึ่งอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ ดื่มข้าวต้มเหลวก้นหม้อไปเพียงครึ่งชามเล็กๆ เขายังหิวและร้องไห้อยู่
ด้วยที่อยากให้ลูกชายอิ่ม ฮูหยินหยู่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอุ้มเขาและป้อนนม เด็กน้อยหยุดร้องเมื่อได้อะไรมาดูด แต่เนื่องจากการขาดสารอาหารเรื้อรังมานาน น้ำนมของนางจึงหมดไปหลายวันแล้ว ลูกน้อยที่ไม่สามารถดูดนมได้ก็เริ่มร้องไห้เบาๆ ออกมาอีกรอบ
เสียงร้องไห้เริ่มส่งผลให้เด็กในอ้อมแขนของสตรีแซ่ชิวร้องไห้ตาม
ทั้งหมดนี้เป็เพราะความหิว
ผู้ใหญ่สามารถอดทนได้ แต่เด็กเล็กไม่รู้วิธีอดทน โดยเฉพาะทารกที่ยังพูดไม่ได้ หากอยากแสดงความ้าก็มีเพียงร้องไห้ออกมาเสียงดัง
ฉากนี้ เฉินอ่าวถึงกับงุนงง แล้วก็ตระหนักได้ว่าลูกทั้งสี่คนของเขาน่ารักมาก แม้แต่อิงเอ๋อที่เด็กสุดก็ว่านอนสอนง่าย นางไม่เหงา ไม่ร้อง ไม่บ่น แถมยังค่อนข้างร่าเริงสดใส นั่งปรมมือมองผู้เป็ตาที่กินอิ่ม แล้วเริ่มต้นทำการแสดงเต้นรอบกองไฟของเขาต่อเช่นเคย
“ฮูก้า!! อูก้า!!”
“...”
