เมื่อก่อนเขาไม่เข้าใจ ทำไมเมื่อใดที่องค์ชายห้าสร้างปัญหา เขาถึงเป็คนรับโทษอยู่ร่ำไป ในตอนแรก เขาคิดว่าเป็เพราะตนโตกว่า สมควรโดนลงโทษที่ดูแลน้องห้าไม่ดีพอ ทว่าในท้ายที่สุด เขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่ามันไม่ถูกต้อง ทุกครั้งที่พระสนมเสียนกุ้ยเฟยเห็นองค์ชายห้าเหยียนอี้หราน พระนางจะอ่อนโยน จะยิ้มแย้ม แต่พอเป็เขา พระนางจะเข้มงวด เ็า ยิ่งไปกว่านั้นคือดุด่าและฮึดฮัดเสมอ
ภายหลังเขายิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเป็เพียงบุตรบุญธรรมที่ฮองเฮาไม่้า พระสนมเสียนกุ้ยเฟยจึงรับมาเลี้ยงเพื่อเป็กำลังสนับสนุนบุตรชายตน แม้นไร้ความหวังแต่ก็ยังอดจินตนาการไม่ได้ หากเขาดีเลิศกว่าน้องห้าคนนี้ เสียนกุ้ยเฟยจะสนใจไยดีเขาหรือไม่ และจะยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนหรือชมเชยเขาดังที่ปฏิบัติต่อเหยียนอี้หรานบ้างไหม
จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ พระสนมเสียนกุ้ยเฟยก็รับสั่งให้องค์ชายห้าท่องสี่ตำราห้าคัมภีร์ [1] รวมถึงวาทะบางส่วนจากหลุนอวี่ [2] ขณะที่เหยียนอี้หรานกำลังท่องอย่างตะกุกตะกัก เหยียนอี้เลี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อความ และเมื่อเห็นสายตาของเสียนกุ้ยเฟยกับน้องห้า เขาก็ท่องสิ่งที่ราชครูสอนแก่องค์รัชทายาทออกมารวดเดียว
เขาหลงนึกว่าทำแบบนั้นแล้วจะได้รางวัลกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ปรากฏว่าหลังจากเสียนกุ้ยเฟยได้ยินเขาท่องอย่างคล่องแคล่วในวันนั้น แววตาที่มองเขากลับเ็า อีกทั้งปนความหวาดหวั่นเอาไว้ด้วย
ในคืนเดียวกันนั้นเอง หิมะตกหนักที่สุดั้แ่เข้าสู่ฤดูหนาว น้องห้าโยนข้าวของทั้งหมดของเขาออกมาทิ้งไว้ข้างนอก คืนนั้น เขาขดกายโดดเดี่ยวอยู่ในมุมหนึ่งของอุทยานหลวงท่ามกลางฤดูหนาวเย็นะเืจนรุ่งสาง
หิมะหนาจนแทบคลุมร่างของเขามิด จากนั้นเขาก็สลบไสลเพราะพิษไข้สูงไปถึงสามวันสามคืน หลังหายดี เขาเริ่มกลายเป็คนเงียบๆ เสียนกุ้ยเฟยกับน้องห้าไม่ได้ชอบความเก่งกาจของเขา มิหนำซ้ำยังหวั่นกลัวเหลือแสน ต่อมาเขาจึงเลือกสงบปากสงบคำ เมื่อใดที่น้องห้าอยู่ด้วย เขาจะไม่ทำตัวเก่งกาจข้ามหน้าข้ามตาองค์รัชทายาทเป็อันขาด
ทว่าความฉลาดรู้เกินวัยของเขาในครั้งนั้นได้ประทับร่องรอยอันมิอาจลบเลือนไว้ในใจของเสียนกุ้ยเฟย แม้ว่าเขาพยายามซ่อนมันแล้ว นึกว่าอีกเดี๋ยวก็ไม่มีคนสนใจ แต่พอยิ่งเติบใหญ่ น้องห้ากับเสียนกุ้ยเฟยกลับยิ่งแสดงออกว่าหวั่นกลัว ไม่ไว้วางใจเขาเข้าไปทุกที
เขาปฏิบัติตนดั่งสุนัขรับใช้ของพวกเขา เมื่อเรียกก็มา เมื่อไล่ก็ไป
แต่กระนั้นสุนัขก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน หลังจากถูกพวกเขาปรามาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้ตนไม่เคยคิดแตะต้องบัลลังก์นั่นเลย ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ความอดทนสูญสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ปะทุออกมา
การกลั่นแกล้งและความหวาดระแวงหลายต่อหลายหนทำให้เขาทั้งชังทั้งระอา อาจเพราะเสียนกุ้ยเฟยมักลงโทษให้คุกเข่ากลางหิมะในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนหัวเข่าชาด้วยความผิดเล็กๆ น้อยๆ กระทั่งเขาเองยังจำความรู้สึกไม่ได้อีกแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าความคิดอยากจะ่ชิงบัลลังก์นั่นเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไร หรืออาจเพราะเนื้อแท้ของเขาคือคนมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นนี้ ไม่มีบุรุษใดที่ใจปราศจากความทะเยอทะยาน และเขานั้นก็ไม่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ นับจากนั้นเป็ต้นมา เหยียนอี้เลี่ยลอบสั่งสมอำนาจของตนภายใต้พระนามเสียนกุ้ยเฟย อีกทั้งเริ่มหน้าไหว้หลังหลอกต่อคำสั่งของพวกเขา
หน้าที่ของเ้าแผ่นดิน แต่ไหนแต่ไรมันเป็เส้นทางที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืโสมมและความโดดเดี่ยว เมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว เขาก็พร้อมที่จะสละทุกสิ่งเพื่อทางเลือกนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรักเหลวไหลอะไรนั่น และอีกอย่างหนึ่ง ความรักน่ะ ของแบบนั้นคืออะไร
แต่แล้วทำไมโฉมหน้าล่มชาติล่มเมืองกับรอยยิ้มแสนเ็าที่งามอย่างไร้เทียมทานของสตรีผู้นั้นกลับพลันปรากฏขึ้นในหัวเขา
ไป๋เซียงจู๋!
ยิ้มนั้นประหนึ่งยาพิษ แค่ได้ลิ้มรสก็เสพติด ฮึ ไฉนอยู่ดีๆ เขาจึงนึกถึงผู้หญิงคนนี้กัน
“ท่านพี่สาม?” องค์ชายห้าเหยียนอี้หรานไม่ได้ยินคำตอบจากเหยียนอี้เลี่ย พอหันกลับไปมองก็เห็นเ้าตัวกำลังเหม่อลอย สัญชาตญาณสั่งให้เขาโพล่งตอบทันที
“เป็ดังน้องห้าว่า ตอนนี้การทำาไม่ใช่เื่ง่าย” เหยียนอี้เลี่ยคลี่ยิ้มบาง เขาสุขุมนิ่งเงียบอยู่เสมอ บัดนี้องค์ชายห้าได้รับคำตอบจากเขาก็เพราะว่าออกปากถามด้วยตนเอง
“ข้ารู้ดี เดี๋ยวนี้ท่านพ่อทรงชราภาพแล้ว ย่อมไม่คิดประกาศศึกอย่างแน่นอน” ยิ่งพูดวาจาของเหยียนอี้หรานก็ยิ่งเผ็ดร้อน แหงนหน้าเย้ยฟ้าหัวร่อเสียงดังลั่น ไม่ได้สังเกตเห็นเหล่าเสนาบดีที่ตามหลังออกมาจากท้องพระโรงกำลังชี้นิ้วกระซิบกระซาบนินทาตนโดยสิ้นเชิง
“น้องห้าพูดถูกเป็อย่างยิ่ง” ั์ตาสีดำของเหยียนอี้เลี่ยส่อเจตนาร้าย ทว่าสงวนท่าทีตอบกลับได้พอเหมาะพอดีนัก
พอองค์ชายห้าจากไป เหล่าขุนนางก็เริ่มสนทนาหารือกัน เมื่อครู่พระประสงค์ของฮ่องเต้คือทำาหรือไม่เล่า ใครเข้าใจก็เพียงแต่แย้มยิ้มโดยไม่แถลงไข ใครสับสนก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก แน่นอนว่ามีคนหัวไวอยู่ไม่น้อย คนซื่อบื้อก็ท่าจะเยอะไม่แพ้กัน
และพวกเขาส่วนใหญ่ยังแอบหัวเราะเยาะลับหลังให้กับความไม่รู้กาลเทศะขององค์ชายห้า อาจหาญิ่ฝ่าาว่าแก่ชราเบื้องหน้าพระที่นั่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหูตาของฝ่าา ต่อให้เป็องค์ชายก็ไม่ได้รับการละเว้น อยู่ดีไม่ว่าดีมาพูดถึงบิดาตนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
เป็ที่เล่าลือกันมานานแล้วว่าองค์ชายห้าเกียจคร้านเป็นิสัย ระดับสติปัญญาธรรมดา ไม่ชาญฉลาดเท่าองค์ชายพระองค์อื่น หรืออธิบายอย่างระคายหูก็คือโง่เขลาเสียเหลือเกิน หากไม่โชคดีเกิดเป็โอรสในกุ้ยเฟย ซึ่งเสียนกุ้ยเฟยผู้นี้ก็เ้าแผนการไม่ใช่ย่อย ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มาก เขาคงไม่หยิ่งผยองลำพองใจขนาดนี้หรอก
ณ ตำหนักอวี้คุน
เสียนกุ้ยเฟยนั่งอยู่หน้าคันฉ่องดอกกระจับ [3] ส่องดูเงาสะท้อนดวงหน้าพราวเสน่ห์ของตน แล้วมองไปยังเครื่องประดับที่ฮ่องเต้เพิ่งประทานมาให้ในวันนี้ หนึ่งในนั้นคือคทาหรูอี้ [4] หยกอันล้ำค่ายิ่ง เสียนกุ้ยเฟยได้ยินว่าฮองเฮาทรงโปรด จึงดึงดันทูลขอจากฝ่าามาจนได้ นางก็แค่้าแย่งชิง เื่ของไป๋เซียงจู๋เมื่อคราวก่อนยังทำให้นางโมโหโทโสไม่หาย บัดนี้ถือเป็โอกาสดีในการใช้คทาหรูอี้หยกิ่เกียรติฮองเฮาให้เจ็บใจสักหน่อย
“พระสนมงามจริงๆ เพคะ”
“พระสนมทรงงดงามอย่างหาใครเปรียบมิได้ สมแล้วที่ฝ่าาทรงโปรดปรานพระสนมที่สุดเพคะ”
สาวใช้แต่ละคนปากหวานปานทาน้ำผึ้ง และขณะนี้เสียนกุ้ยเฟยก็กำลังอารมณ์ดีจริงๆ ดวงเนตรพริ้มพราย แย้มสรวลน้อยๆ อย่างเบิกบาน
เทียบกับฮองเฮาผู้สุขุมและสูงสง่า ตนทั้งสาว ทั้งสวย ทั้งเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แค่ตำแหน่งฮองเฮาเคียงบัลลังก์ ไม่ช้าก็เร็วนางจะปีนขึ้นไปให้ได้!
“พระสนม วันนี้ฝ่าาทรงพลิกป้ายตำหนักอวี้คุน [5] ฝ่าาตรัสว่าจะมาเสวยมื้อเย็นพร้อมพระสนมพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคุกเข่าลงตรงหน้าประตูด้วยความเคารพ ท่วงทีเปี่ยมเสน่ห์ของเสียนกุ้ยเฟยที่มองเห็นผ่านม่านลูกปัดระยิบระยับทำให้เขามิกล้าเสียมารยาทต่อพระนางแม้แต่นิดเดียว
ทุกวันนี้ ในบรรดาสนมทั่วทั้งวังหลัง เสียนกุ้ยเฟยเป็ที่โปรดปรานมากที่สุด และพระนางยังเอาอกเอาใจฝ่าาเก่งอีกด้วย
“รางวัล!”
เมื่อเสียนกุ้ยเฟยกวักมือ สาวใช้ก็ส่งเงินให้ทันที
“ขอบพระทัยพระสนม หม่อมฉันขอทูลลา”
ขันทียิ้มน้อยยิ้มใหญ่
พอขันทีกลับไป รอยยิ้มบนใบหน้าเสียนกุ้ยเฟยยิ่งชัดเจน ่นี้ไม่มีความเคลื่อนไหวจากด้านฮองเฮาเลย สาแก่ใจนางทีเดียว ฝ่ายนั้นคงทนเฉยได้อีกไม่นาน
สนมรายอื่นแห่กันไปฟ้องฮองเฮาแล้ว ก็ไม่พ้นขอให้พระนางใช้อำนาจผู้ปกครองวังหลังไปร้องทุกข์ต่อฝ่าา เพื่อจะวอนพระองค์ให้ทรงเมตตาพวกนางทุกคนอย่างยุติธรรม!
ทว่าฮองเฮากลับนิ่งดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งกระแสรับสั่งใดๆ
เสียนกุ้ยเฟยฉีกยิ้มเย้ยหยัน นางไม่เกรงกลัวฮองเฮาหรอก เพราะอย่างไรเสียเพื่อลูกชายของนาง จะให้ต่อสู้หรือแย่งชิงอะไรก็ได้!
นางชื่นชมเงาสะท้อนในคันฉ่อง ตนอภิเษกสมรสกับฝ่าาั้แ่วัยสาว นอกจากนี้ยังรู้จักดูแลตนเองเป็อย่างดี ไม่ว่าจะเป็ผงไข่มุก หรือว่ารังนกสีเื ขอเพียงช่วยบำรุงความอ่อนเยาว์ได้ นางจะสรรหารวบรวมมาใช้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น นางย่อมงามผุดผ่องกว่าฮองเฮาเฒ่าชรานั่นเป็กอง
“มวยผมนี่ไม่สวย เกล้าให้ข้าใหม่ แล้วเอากระโปรงที่สั่งตัดไว้มา”
“เพคะ”
เมื่อเหล่าสาวใช้เห็นเสียนกุ้ยเฟยเป็ที่พึงใจรักใคร่ของฝ่าา ทุกคนต่างยินดีปรีดาไปด้วย กุลีกุจอแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
ทว่าบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริงนี้คงอยู่ไม่นานเท่าไร เสียงกรีดร้องแสบหูก็ทำลายความสงบของตำหนักอวี้คุน
เชิงอรรถ
[1]四书五经 สี่ตำราห้าคัมภีร์ คือ ตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้า เป็วรรณกรรมที่บันทึกแิและความรู้ด้านต่างๆ ในปรัชญาขงจื๊อเอาไว้ สี่ตำราได้แก่ มหาศาสตร์ (大学) มัชฌิมธรรม (中庸) หลุนอวี่ (论语) และ เมิ่งจื่อ (孟子) ห้าคัมภีร์ได้แก่ กวีนิพนธ์ (诗经) การเปลี่ยนแปลง (易经) จารีต (礼记) ประวัติศาสตร์ (书经) และ พงศาวดารชุนชิว (春秋)
[2]论语 หลุนอวี่ คือ หนึ่งในสี่ตำรา เป็ปกิณกคดีที่รวบรวมบทสนทนาระหว่างขงจื๊อและบุคคลอื่นๆ โดยศิษย์รุ่นหลังของขงจื๊อเอง ถ่ายทอดปรัชญาขงจื๊อผ่านแิที่ปรากฏในบทสนทนา
[3]菱花铜镜 คันฉ่องดอกกระจับ คือ คันฉ่องที่มีรูปทรงอย่างดอกกระจับ ดูเผินๆ เหมือนคันฉ่องหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมทั่วไป ทว่าแต่ละเหลี่ยมถูกขึ้นทรงเป็กลีบดอกไม้
[4]如意 คทาหรูอี้ คือ ของประดับตกแต่งกึ่งเครื่องรางชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็คทาสั้น ทำจากหยกหรือทองคำ หัวท้ายแกะสลักเป็แว่นคล้ายทรงเห็ดหลินจือ ด้ามจับตรงกลางโค้งรับฝ่ามือ แสดงถึงสิริมงคลดังชื่อ (如意 หรูอี้ มีความหมายว่า สมปรารถนา) มักมอบให้เป็ของขวัญแทนมิตรภาพอันดี
[5]翻牌子 พลิกป้าย คือ วิธีเลือกนางสนมที่จะร่วมประเวณีด้วยของฮ่องเต้ หากฮ่องเต้ถูกใจผู้ใด ก็จะพลิกป้ายที่มีชื่อของนางสนมผู้นั้น
