สิ่งที่หลี่ชิงชิง้านำเสนอในวันนี้ก็คือพริกดอง
ในชาติก่อนพริกดองถูกนำมาใช้เป็เครื่องปรุงรสในอาหารเสฉวน ท่ามกลางความเผ็ดของพริกดองนั้นแฝงไปด้วยความเปรี้ยว ดังนั้นอาหารที่ทำมาจากพริกดองจึงชวนให้คนน้ำลายสออยากลองรับประทาน
พริกสับดองของอาหารมณฑลหูหนาน และพริกดองของมณฑลเสฉวน ล้วนเป็เครื่องปรุงรสที่ล้ำเลิศทั้งคู่
หม่าเฟิ่งเลี่ยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินอาหาร อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าชอบซี่โครงหมูอบแป้งข้าวเ้า”
ข้าวที่อยู่ในจานซี่โครงหมูอบนั้นทั้งนุ่มทั้งหอม ตัวซี่โครงเองก็ตุ๋นจนเข้าเนื้อ เปื่อยยุ่ยกำลังดี มันอร่อยล้ำกว่าซี่โครงหมูที่เขาเคยทานมาก่อน
เขาหวังเหลือเกินว่า ในอนาคตเขาจะได้ทานอาหารจานนี้ในบ้านของตนเองด้วย
เฟิ่งซื่อเอ่ยถามว่า “เ้าคิดว่าอาหารจานนี้อร่อยกว่าซี่โครงหมูในจานเซียงเฉิงซานเจิงหรือไม่?”
หม่าเฟิ่งเลี่ยกลืนซี่โครงหมูในปากเข้าไป ก่อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ล้วนอร่อยทั้งสองจานขอรับ แต่ข้าชอบซี่โครงหมูอบมากกว่า”
หลี่ชิงชิงอธิบายว่า “อาหารจานนี้มีวิธีการทำง่ายๆ เ้าค่ะ ด้านนอกของซี่โครงห่อด้วยแป้งข้าวเ้าที่ผ่านการตำให้แหลก ทว่าต้องเตรียมเครื่องปรุงรสที่ใช้ในแป้งข้าวเ้ากับเครื่องปรุงรสสำหรับหมักซี่โครงหมูเอาไว้ด้วยเ้าค่ะ”
หากเอ่ยให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ในข้าวเ้าและซี่โครงหมูอบนั้นใส่ผงเครื่องเทศทั้งสิบสามชนิดที่หลี่ชิงชิงทำเอง
ผงเครื่องเทศทั้งสิบสามชนิดเป็ดังขุมสมบัติของเครื่องปรุง จะนำมาผสมกับไส้หรือตุ๋นเนื้อก็ล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น
ทว่าในแคว้นต้าถังยังไม่มีผู้ใดคิดค้นผงเครื่องเทศทั้งสิบสามชนิดนี้ขึ้นมาเลย
เมื่อครู่นี้เฟิ่งซื่อสนใจทานแต่จานเครื่องในไก่ผัดพริกดองกระเทียม ยามนี้เห็นบุตรชายคนเล็กชื่นชอบซี่โครงหมูอบแป้งข้าวเ้าถึงเพียงนี้ นางจึงคีบมาหนึ่งชิ้น หลังจากได้ลองกินเข้าไปก็พยักหน้าเอ่ยว่า “อาหารจานนี้ ทุกเพศทุกวัยล้วนทานได้ อร่อยนัก”
“แม่นางหลี่สามารถนำซี่โครงมาทำเป็อาหารได้หลากหลาย น่าเลื่อมใสยิ่งนัก” หม่าเซี่ยงหนานหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อว่า “ทว่าจานที่ข้าชอบมากที่สุดคือเป็ดกรอบ หนังของเป็ดนั้นทั้งหอมทั้งกรอบ มันแต่ไม่เลี่ยน จานนี้ดียิ่งนัก เหมาะกับการกินแกล้มสุรา”
คนในท้องที่โปรดปรานการทานเนื้อเป็ด ทว่าไม่ว่าจะเป็เป็ดทอด เป็ดย่างหรือน้ำแกงเป็ดตุ๋น ล้วนไม่สามารถทอดให้หนังเป็ดกรอบอร่อยเช่นเป็ดจานนี้ได้
“หลงจู๊หม่าช่างรู้จักอาหารดียิ่งนัก” หลี่ชิงชิงแย้มรอยยิ้มบางก่อนเอ่ย “ในบรรดาอาหารจานใหม่สามจานในวันนี้ จานเป็ดกรอบมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากที่สุด ส่วนผสมก็เยอะที่สุด”
“ถูกต้อง ข้ากินเข้าไปย่อมมองออก” หม่าเซี่ยงหนานคีบเนื้อเป็ดกรอบชิ้นหนึ่งขึ้นมา เอ่ยว่า “จานเป็ดกรอบจานนี้ทำจากเป็ดทั้งตัว จะนำขึ้นโต๊ะให้คนในครอบครัวทาน หรือทำเป็อาหารไว้รับรองแขกก็ย่อมได้”
“อาหารใหม่ทั้งสามจาน รสชาติอร่อยล้ำทั้งสามจาน” เฟิ่งซื่อคิดถึงหม่าชิงที่หลายวันมานี้เอาแต่แข่งขันกับเหลาอาหารสกุลหู นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “วันนี้สามีควรจะมาด้วยกันกับข้า ประเดี๋ยวรอกระทั่งข้ากลับไปจะเล่าให้เขาฟัง ว่าเขาไม่มีวาสนาได้ทาน ยั่วโมโหเขาเสียหน่อย”
หม่าเซี่ยงหนานเอ่ยว่า “นายท่านของพวกเราควรจะได้ลองทานอาหารเหล่านี้ เหลาอาหารที่นายท่านเปิด อาหารทุกจานที่ยกขึ้นโต๊ะล้วนต้องผ่านการชิมและพิจารณาว่าอร่อยจากนายท่านก่อน”
หลังจากที่หม่าเฟิ่งเลี่ยทานเป็ดกรอบเข้าไป เด็กน้อยก็รู้สึกว่าอาหารจานนี้อร่อยเหลือเกิน เมื่อเห็นว่าขาเป็ดทั้งสองข้างหายหมดแล้ว ไม่มีทานแล้ว เขาก็เอ่ยพึมพำว่า “ที่แท้แล้วเนื้อเป็ดก็ไม่ได้มีรสชาติอันใด มิน่าเล่าพวกท่านถึงทานหนังเป็ดกันไม่น้อย”
“อาหารของเ้าอร่อยจริงๆ” ที่เฟิ่งซื่อเอ่ยไม่ได้หมายถึงเพียงอาหารจานรองเท่านั้น แต่นางยังหมายถึงอาหารจานหลักอีกด้วย
อาหารจานหลักคือข้าวเหนียวอบดอกหอมหมื่นลี้ และซาลาเปาไส้หมูผัดหัวไชเท้า
จานข้าวเหนียวอบดอกหอมหมื่นลี้เป็อาหารอันโอชะจากเจียงหนานในชาติที่แล้ว
ก่อนอื่นให้นำข้าวเหนียวไปแช่น้ำหนึ่งเค่อแล้วนำไปนึ่ง หัวใจสำคัญของการทำข้าวเหนียวคือการเติมน้ำ หากใส่น้ำมากเกินไปก็จะกลายเป็โจ๊กข้าวเหนียว ทว่าหากใส่น้ำน้อยเกินไปข้าวก็จะแข็ง สูญเสียรสชาติ ไม่เหมาะกับการย่อย
ดอกหอมหมื่นลี้เบ่งบานมากมายในดินแดนทางใต้ ดอกหอมหมื่นลี้ในเมืองเซียงมีทั้งดอกหอมหมื่นลี้สีทองและสีเงิน หนึ่งในดอกหอมหมื่นลี้สีทองยังมีประเภทที่บานอยู่ทุกเดือน สีของมันจะเป็สีเหลือง ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเข้มข้น
หลี่ชิงชิงตั้งใจใส่ดอกหอมหมื่นลี้สีเหลืองอ่อนเข้าไปนึ่งพร้อมกับข้าวเหนียว เช่นนี้จะทำให้ข้าวเหนียวที่ปรุงออกมาอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกหอมหมื่นลี้ ในขั้นตอนการกินสุดท้าย ผู้ทานสามารถใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้งเพิ่มตามความชอบของแต่ละคนได้
ข้าวเหนียวอบดอกหอมหมื่นลี้ หลี่ชิงชิงตั้งใจทำเพื่อแขกตัวน้อยหม่าเฟิ่งเลี่ยโดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือหม่าเฟิ่งเลี่ยกลับมีท่าทีเฉยชากับรสหวานของข้าวเหนียวอบดอกหอมหมื่นลี้ แล้วดันไปชื่นชอบซี่โครงหมูอบข้าวเ้าเสียอย่างนั้น
ส่วนซาลาเปาไส้หมูผัดหัวไชเท้านั้น หลี่ชิงชิงตั้งใจทำให้เฟิ่งซื่อโดยเฉพาะ เมื่อวานนางจงใจสอบถามข้ารับใช้ที่มาส่งจดหมาย และได้รู้ว่าเฟิ่งซื่อชอบทานหัวไชเท้า ดังนั้นนางจึงทำซาลาเปาไส้หมูผัดหัวไชเทาขึ้น
ฤดูหนาวกินหัวไชเท้า ฤดูร้อนกินขิง
ฤดูหนาวเป็ฤดูแห่งการทานหัวไชเท้า หัวไชเท้าขาวสดทั้งกรอบทั้งหวาน และแฝงไปด้วยรสเผ็ดร้อนบางเบา จะนำไปตุ๋นกับน้ำแกง ผัดเป็กับข้าวหรือทำเป็ไส้ต่างๆ ล้วนเข้ากันทั้งสิ้น
ยามที่นำหัวไชเท้ามาทำเป็ไส้ต้องใส่น้ำมันเพิ่ม หลี่ชิงชิงผสมหมูสามชั้นกับหัวไชเท้าเป็ไส้ นางยังเติมน้ำมันร้อนเล็กน้อยเข้าไป ซาลาเปาที่ทำออกมานั้นจึงมีรสชาติอร่อยล้ำเป็อย่างยิ่ง
ผลปรากฏว่าหลังจากที่เฟิ่งซื่อทานกับข้าวเข้าไปจำนวนไม่น้อย นางก็ทานข้าวเหนียวอบดอกหอมหมื่นลี้ไปอีกครึ่งชาม ต่อจากนั้นก็กินซาลาเปาไส้หมูผัดหัวไชเท้าเข้าไปอีกสามลูก สุดท้ายที่นางมิอาจยัดอะไรลงไปได้อีกจึงได้วางตะเกียบลง และเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า “จะกละเช่นข้าคงไม่ทำให้เ้าผวาไปกระมัง”
หลี่ชิงชิงที่ยังคงทานอาหารอยู่ เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ความอยากอาหารของฮูหยินมิได้มากไปกว่าข้าเลย ซาลาเปาบ้านเราหาได้ลูกใหญ่ถึงเพียงนั้นเ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้มานานแล้ว” เฟิ่งซื่อมองซาลาเปาฉีกครึ่งลูกในมือของหม่าเซี่ยงหนานที่เผยไส้เนื้อหมูผัดหัวไชเท้าออกมา นางปรารถนาจะทานอีกจริงๆ ฮูหยินแห่งจวนสกุลหม่าเบือนใบหน้าหนีด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ยามที่ยังเล็ก ต้องเป็ตอนที่ฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อและท่านพี่เสร็จแล้วเหนื่อยมากๆ หิวมากๆ ข้าถึงจะทานได้เยอะขนาดนี้”
หลี่ชิงชิงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ที่แท้ท่านก็มีวรยุทธ์?”
หม่าเซี่ยงหนานเคี้ยวซาลาเปาในมือ พร้อมกับคิดในใจว่า ซาลาเปาจานนี้อร่อยเหลือเกิน ในยามปกติเขาเคยซื้อซาลาเปาของบ้านสกุลหวังทาน ทว่าเหตุใดถึงไม่อร่อยเหมือนซาลาเปาจานนี้เล่า
เขาเอ่ยด้วยเสียงอู้อี้ “วรยุทธ์ของฮูหยินพวกเรามิต่ำต้อยเลยขอรับ”
หม่าเฟิ่งเลี่ยยัดหัวไชเท้าดองเข้าไปเต็มปากเต็มคำ เมื่อครู่นี้เขาทานเป็ดกรอบมากไปจนรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อย พอได้กินผักดองก็คลายความเลี่ยนลงไปได้พอดี “วรยุทธ์ของท่านแม่สูงกว่าท่านพ่อด้วยขอรับ”
“ฮูหยินช่างเก่งกาจเหลือเกินเ้าค่ะ” สายตาของหลี่ชิงชิงเต็มไปด้วยความชื่นชม
“วรยุทธ์ของบิดาเขาเองก็มิได้อ่อนแอเช่นกัน” เฟิ่งซื่อเอ่ยเพิ่มเติมว่า “บิดาของเขาน่ะ อายุสิบปีก็สอบเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋น หากเขาเก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋นได้เช่นบิดาของเขาก็คงจะดี”
“นายท่านของพวกเรามีตำแหน่งเป็ซิ่วไฉ” หม่าเซี่ยงหนานเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาหันไปมองหลี่ชิงชิงพร้อมเอ่ยเน้นชัดทีละคำว่า “หากทหารชั้นประทวนมีตำแหน่งเป็ซิ่วไฉ ย่อมเป็เื่ง่ายที่จะครองตำแหน่งฝ่ายบู๊ในราชสำนักขอรับ”
หลี่ชิงชิงประสานสายตากับหม่าเซี่ยงหนาน
เฟิ่งซื่อไม่ได้คิดสิ่งใดให้มากความ นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “สามีของข้าถูกท่านพ่อสามีบังคับให้ฝึกวรยุทธ์ั้แ่เด็ก ทว่าเขาไม่ชอบวิชาการต่อสู้ กลับโปรดปรานวิชาอ่านเขียนหนังสือ ยามที่ยังเยาว์เขาสอบขุนนางระดับซิ่วไฉได้สำเร็จ ท่านพ่อสามีของข้า้าให้เขาเข้ารับตำแหน่งในกองทัพ ทว่าเขากลับยืนกรานไม่ยอมทำ หลังจากนั้นก็มาจับเื่การค้า และไม่เคยเข้าร่วมการสอบขุนนางอีกเลย ยามนี้ท่านพ่อสามีจึงนึกเสียใจในภายหลังที่ตอนนั้นบีบบังคับบุตรชายตนเอง มิเช่นนั้นก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสอบจนถึงขั้นจวี๋เหรินได้สำเร็จก็เป็ได้”
หม่าเซี่ยงหนานเอ่ยเสียงสูงขึ้นมาทันที “จิ้นซื่อ นายท่านต้องสอบผ่านจนถึงระดับจิ้นซื่อได้แน่นอนขอรับ”
หม่าเฟิ่งเลี่ยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านพ่อจะสอบผ่านระดับจิ้นซื่อได้เชียวหรือ?”
ยามที่เฟิ่งซื่อเอ่ยถึงหม่าชิง แววตาของนางจะทอประกายชื่นชมวาบผ่าน นางเอ่ยว่า “เขาย่อมสอบผ่านระดับจวี๋เหรินได้แน่นอน ส่วนระดับจิ้นซื่อก็ต้องดูวาสนาของเขาแล้ว” ก่อนจะเอ่ยอีกว่า “เอาละ เราจบเื่นี้กันแค่นี้เถิด อย่างไรเสียบิดาของเ้าก็ไม่มีทางเข้าร่วมการสอบขุนนางอีกแล้ว และไม่มีทางเข้ารับตำแหน่งทหารทางการในกองทัพแน่”
ข้ารับใช้ของตระกูลหม่ากำลังรับประทานอาหารกันอยู่ในเรือนด้านนอก ในบรรดาคนทั้งหมดนั้น มีสาวรับใช้สองคนที่เป็ข้ารับใช้ประจำกายของเฟิ่งซื่อ เดิมทีหากถึงเวลารับประทานอาหารของเฟิ่งซื่อ จะต้องมีคนใดคนหนึ่งยืนใกล้ๆ เพื่อคอยปรนนิบัตินาง ทว่าครานี้เฟิ่งซื่อทำเพื่อความสบายใจของหลี่ชิงชิง จึงเลี่ยงการปรนนิบัติในส่วนนี้ไป
สาวรับใช้ทั้งสองคนเป็คนไหวพริบดี สายตากว้างไกล พวกนางเข้าใจดีที่เ้านายปล่อยให้พวกตนทานข้าวกันอย่างอิสระ ทว่าพวกนางจะกล้าปล่อยให้เ้านายทานข้าวโดยที่ไม่มีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติได้อย่างไร
เดิมทีพวกนางตั้งใจจะทานลวกๆ สองสามคำก็พอ ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าอาหารทั้งหลายเ่าั้จะมีรสชาติอร่อยล้ำเหลือเกิน กับข้าวเข้ากันดีกับข้าว ตัวอาหารจานรองและจานหลักก็ถูกปากเป็อย่างยิ่ง เพียงได้ลองคำหนึ่งก็วางตะเกียบไม่ลง สุดท้ายก็ทานจนท้องอิ่มโดยไม่รู้ตัว
เป็ในตอนนั้นเองที่ด้านนอกรั้วปรากฏเกวียนลาสามคัน มีคนทยอยลงจากเกวียนเรื่อยๆ ทั้งชายทั้งหญิงล้วนมีให้เห็น สีหน้าของพวกเขาซีดเซียว แววตาหม่นหมอง ท่าทางไร้ิญญา
“ที่นี่คือบ้านของหมอเทวดาหลี่ใช่หรือไม่?”
