“เหตุเพราะนางไม่มีครอบครัว อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด หลังจากรู้ว่าข้าไม่ได้อยู่ที่วังหลวงแล้ว นางก็รอนแรมมาค้าขายยังตลาดกวางผู เช่นนี้แล้ว...หากข้าไม่พานางกลับมา ชาตินี้ข้าอาจไม่ได้พบหน้านางอีก ขอได้โปรดให้ท่านพ่อกับท่านแม่ทบทวนด้วยเหตุผลอีกครั้งหนึ่งด้วย” สายตาวิงวอนจากหวงซีเหรินทำให้มารดาเริ่มใจอ่อน แววตาเป็ประกายครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมายังสามีที่ยืนหน้านิ่งอยู่
“ท่านพี่ เมื่อเหตุการณ์เป็เช่นนี้แล้ว ข้าเห็นควรว่าให้นางอยู่ที่จวนของเราก่อนจะดีกว่า หากนางรอนแรมไปเมืองอื่นอีก คนที่เ็ป ก็อาจจะเป็ซีเหรินลูกของเรา”
“แต่ว่า..” หวงเฉิงเซ่อทำท่าจะแย้ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะให้แม่นางยู่จินอาศัยอยู่ที่จวนของเราก่อน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สองคนนี้ก็จะได้แต่งงานกันตามประเพณี” ไป๋เยี่ยนยืนยันเสียงแข็ง พร้อมกับสายตาทอดมองบุตรชายด้วยความตั้งมั่น ก่อนเสียงถอนหายใจของหวงเฉิงเซ่อดังออกมา พร้อมกับสีหน้ากังวลใจอย่างถึงที่สุด
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้าเห็นเป็เช่นนั้น ข้าก็ไม่อยากขัด สุดแล้วแต่เ้าจะจัดการแล้วกัน” เมื่อหวงซีเหรินได้ยินคำยินยอมจากทั้งสอง รอยยิ้มอ่อนจึงเผยออกมาด้วยความดีใจ พลันโผเข้ากอดมารดาแน่น
“ข้าซาบซึ้งในความเมตตาของท่านแม่ที่สุด” คำหวานของชายหนุ่มทำให้หวงเฉิงเซ่อส่ายศีรษะไปมาอย่างไม่เห็นด้วย พร้อมกับอู่เจ๋อพ่นลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย
หลันฮวาเดินชมเรือนรับรองจนทั่ว ก่อนจะสะดุดตากับแจกันขนาดใหญ่ที่มีลวดลายสวยงามแปลกตาอย่างถึงที่สุด นางเลื่อนมือมาลูบไล้พร้อมแววตาเป็ประกายลุกวาว
“แจกันอันนี้ หากนำไปขาย คงได้ราคาดีไม่น้อย เสียดายที่ใบใหญ่เกินไปจะซุกไว้ในห่อผ้าได้” นางพึมพำพลางหันไปหาเครื่องประดับที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
“สิ่งนี้เรียกว่าอะไร เหตุใดจึงมีลักษณะแปลกตาเช่นนี้” หญิงสาวหยิบไม้แกะสลักที่ปิดด้วยทองคำขึ้นมาดู ก่อนเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามา ทำให้นางรีบวางของมีค่าไว้ได้ทันท่วงที
“คุณชายซีเหริน” หญิงสาวเอ่ยตะกุกตะกัก รีบออกห่างจากของมีค่าทันที
“ยามนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ อนุญาตให้เ้าอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปได้” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จริงเหรอเ้าคะ” รอยยิ้มแสนสวยของนางเบ่งบานออกมาจนชายหนุ่มเผลอมองได้ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหวงซีเหรินจะพูดบางอย่างออกมา
“เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว ขอให้ข้อตกลงของเรา เป็ความลับต่อไป ก่อนสายตาของชายหนุ่มรูปงามจะที่ยืนจ้องนางอย่างมีความหมาย
“ท่านมองข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เขาไม่ตอบเพียงแต่เดินไปนั่งลงยังเก้าอี้ไม้ด้านหน้า
“ข้าบอกกับท่านแม่ไปว่า เ้าเคยอาศัยอยู่ที่วังหลวง และเราสองคนพบรักกันที่นั่น เมื่อเ้ารู้ว่าข้ากลับมายังแคว้นเทียนกู่แล้ว เ้าจึงรอนแรมค้าขายไปทั่ว จนได้เจอกับข้าอีกครั้งที่ตลาดกวางผู” หญิงสาวยืนฟังอย่างเงียบ ๆ พลางพยักหน้าเข้าใจเป็ระยะ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งด้านข้างชายหนุ่ม แล้วหันมองเขาด้วยรอยยิ้ม
“นี่ข้าหลงรักท่าน ถึงขนาดรอนแรมมาตามหาท่านถึงตลาดกวางผูเชียวฤา” ใบหน้าเ้าเล่ห์ของหญิงสาว ทำให้ชายหนุ่มปล่อยยิ้มออกมา
“ฤาจะให้ข้าบอกกับท่านแม่ว่า เ้าเป็หัวขโมยที่ทางการกำลังตามหาตัวอยู่” หญิงสาวหุบยิ้มพลันยกมือปัดไปมา
“ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้นะ หากท่านพูดเช่นนั้น ข้ามีหวังได้ไปนอนในคุกหลวงเป็แน่แท้ ในเมื่อท่านสร้างเื่ให้ข้าเป็ฝ่ายหลงรักท่านถึงเพียงนั้น ข้าขอเป็เช่นคำพูดท่านจะดีกว่า” หญิงสาวพูดจบจึงส่งยิ้มหวานให้กับเขา ก่อนหวงซีเหรินจะสังเกตเห็นเสื้อของนางดูผิดสังเกตไป
“เหตุใดเสื้อของเ้าจึงเป็เช่นนั้น” ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ก่อนที่หลันฮวาจะรีบใช้มือปิดหลักฐาน แล้วเบี่ยงตัวไปทางอื่นด้วยท่าทางมีพิรุธ
“ปะ เปล่าเ้าค่ะ ข้ากินเยอะไปหน่อย พุงข้าเลยยื่นออกมาเท่านั้น” หวงซีเหรินยังคงขมวดคิ้ว ด้วยนิสัยของนางแล้ว ไม่ได้ทำให้เขาไว้ใจเกินไปนัก ร่างสูงตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว พลันปล่อยยิ้มแสนอบอุ่นออกมา
“เอามือออกจากเสื้อของเ้า ข้าอยากรู้ว่าในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่” แม้นใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าน้ำคำของเขาเหมือนเป็คันธนูที่กำลังแผลงศรมุ่งตรงมาหมายเอาชีวิต
“มะ ไม่มีอะไรจริง ๆ เ้าค่ะ ข้าบอกท่านไปแล้วว่าข้ากินเยอะจนเกินไป” หลันฮวาทำท่าอึกอัก
“พุงของเ้า...ยื่นออกมาได้ถึงเพียงนั้น ข้าคิดว่าสิ่งที่เ้ากินเข้าไป คงไม่ใช่อาหารของมนุษย์กระมัง” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมมองตรงมายังเสื้อของหลันฮวา อย่างไม่วางสายตา
“ข้ารู้สึกปวดหัวอย่างบอกไม่ถูก..” หลันฮวาพูดจบ จึงลุกขึ้น ทำท่าจะเบี่ยงตัวออกให้ไกลจากเขา ก่อนมือหนาจะคว้าตัวนางเข้ามา ร่างบางเซถลามายังอ้อมกอดของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนเม็ดมุกทะเล และหยกสีเขียวมรกต จะร่วงกระจายเต็มพื้น พร้อมกับพุงที่ยื่นของนางยวบลงในทันที
เวลานั้น หญิงสาวแทบหัวใจหยุดเต้น ใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามถึงกับอ้าปากค้าง มองของมีค่ากระเด็นออกจากร่างของนางด้วยสายตาไหวระริก
