บทที่ 115 ดีอกดีใจกันทุกคน
ทองคำเทียนเฉินเป็แก่นแท้ของดวงดาวในจักรวาลและพบเจอได้ยากอย่างยิ่ง เว้นแต่ผู้ที่มีพลังเวทในขั้น์ ที่ทรงฤทธานุภาพยิ่งถึงจะดึงเอาดวงดาวจากในอวกาศมาหลอมได้ ไม่เช่นนั้นคงทำไม่ได้ อีกอย่างความสามารถของลู่อวี่ในตอนนี้ หากอยากได้ทองคำเทียนเฉินคงยังมีความสามารถไม่พอ เพราะของสิ่งนี้มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมนัก เพียงใช้นิดเดียวเพียงเพิ่มลงไปในอาวุธวิเศษก็สามารถปรับปรุงคุณภาพของอาวุธวิเศษให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากเป็อาวุธวิเศษธรรมดาก็สามารถบรรลุขั้นให้กลายเป็อาวุธวิเศษได้ทันที
นี่ก็คือสาเหตุที่ลู่อวี่้าหลอมเอาทองคำเทียนเฉินในหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวออกมา
แต่โชคดีที่หลังจากปราบเด็กชายชิงเฟิงแล้ว ก็ไม่ต้องมานั่งกังวลกับดักบนหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวนี้อีก เพราะมีอาวุธวิเศษเตาหลอมยาและอาวุธิญญาในนั้นค่อยช่วยเหลือ ซึ่งมันเหมือนเป็การบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขั้นใหญ่ให้ลู่อวี่ ถึงหลอมและสกัดออกมาได้ มิเช่นนั้นลู่อวี่คงทำได้เพียงเก็บหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวไว้ แล้วกลับไปคิดหาวิธีที่ตระกูลลู่อีกครั้ง
ภายนอกห้องโถงใหญ่ในเวลานี้ เมิ่งเทียนอวิ๋นกำลังแสร้งทำเป็เร่งให้ชายชราแซ่จ้าวรีบทำลายค่ายกลกระบี่ให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังปลอบใจตู้เสวียนเฉิงที่ทำหน้าบึ้งเป็ครั้งคราวอีกด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วในใจกลับเต็มไปด้วยความสุขจนแทบล้น
ลู่อวี่ถูกขังอยู่ในห้องโถงด้านหลังนานขนาดนี้แล้วยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เห็นได้ชัดว่าคงตกอยู่ในอันตราย และอาจจะติดกับเข้าให้แล้วด้วย
ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่ ทันใดนั้นก็มีแสงหลบหนีก็พุ่งเข้ามา ตามมาด้วยเงาร่างหนึ่ง เผยให้เห็นนักพรตตระกูลเมิ่งผู้หนึ่งที่มีสีหน้ากังวล เขารีบเข้ามาคำนับเมิ่งเสวียนโตวและเมิ่งเทียนอวิ๋นแล้วพูดอย่างร้อนใจว่า “ผู้เฒ่าใหญ่ นายน้อยรอง นักพรตสันโดษพวกนั้นร่วมมือกัน บุกทะลวงประตูเข้ามากันแล้ว ข้าน้อยไม่สามารถหยุดพวกเขาไว้ได้!”
เมิ่งเสวียนโตวไม่สนใจเื่นี้ โบกมือแล้วพูดตอบไปว่า “เข้ามาก็เข้ามาเลย หากพวกเขา้ารนหาที่ตายที่นี่!”
เมิ่งเทียนอวิ๋นยังกล่าวอีกว่า “ใช่ พวกเราหยุดไว้ได้สักพักก็ดีมากแล้ว เ้าไปสั่งการแทนข้า ให้นักพรตในตระกูลทั้งหมดมารวมตัวอยู่ด้วยกัน อีกเดี๋ยวหากข้าและลุงผู้เฒ่าออกไป พวกเราจะย้อนกลับไปกันทันที!”
“ขอรับ!” เมื่อนักพรตตระกูลเมิ่งเห็นว่าผู้นำทั้งสองคนของตระกูลไม่ได้มีท่าทีพอใจใดๆ ถึงได้รู้สึกโล่งใจและ ตอบรับเสียงดัง แล้วรีบเหาะออกไปไปทันที
ในเวลานี้ในถ้ำนอกจากห้องโถงด้านหลังที่ยังคงเงียบสงบ ที่อื่นๆ ในถ้ำตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายกันไปหมดแล้ว มีนักพรตสันโดษกว่าหลายพันคนที่รีบเร่งกันเข้ามาราวกับการระบาดของฝูงตั๊กแตน และของทุกสิ่งที่พอมีค่าก็ถูกกวาดล้างออกไปเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็หญ้าศักดิ์สิทธิ์บนพื้น กระเบื้องสี่เหลี่ยมปูพื้น และแม้แต่อาคารไม้บางแห่งก็ถูกนักพรตสันโดษพวกนี้รื้อถอนออกไปทั้งหมด โดยไม่สนใจอะไรสักนิด เหลือเพียงกำแพงดินเผาที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวอย่างน่าสงสาร
นอกจากนี้ยังมีสมบัติบางอย่างที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน และก่อให้เกิดการต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิตในบรรดานักพรตสันโดษขึ้น ต่อสู้กันอย่างไร้ความปรานี เพียงชาร้อนเพียงกาเดียว ก็มีคนตายไปหลายสิบคน เื่นี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถส่งผลให้นักพรตสันโดษจำนวนมากหยุดต่อต่อสู้เพื่อ่ชิงของกันได้ แต่กลับมีผู้คนเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อ่ชิงของกันมากขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นป้ายสำนัก “จิ่วโจวกวน” ที่ลู่อวี่เห็นในตอนแรกนั้น ถูกกองกำลังหลายฝ่ายต่อสู้เพื่อแย่งชิงกัน แต่สุดท้ายก็ถูกทุบแตกกระจายเป็ชิ้นๆ ใน่ที่ทุกคนแย่งชิงกัน และหลังจากมีคนตายสิบกว่าคนถึงได้ค่อยเลิกแล้วต่อกันไป
ตู้เสวียนเฉิงให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวภายในถ้ำทั้งหมด เดิมทีภายใต้กับดักเดิมของถ้ำ เขายังไม่สามารถทำถึงขั้นเฝ้าติดตามทั้งถ้ำได้ แต่เมื่อครู่นี้ค้นพบว่ามีหลายแห่งไม่สามารถััได้เมื่อก่อนนั้นไม่มีสิ่งกีดขวางใดแล้ว ในเวลาเดียวกันก็สังเกตเห็นพฤติกรรมของนักพรตสันโดษพวกนี้ ทำให้ใบหน้าที่บึ้งตึงอยู่ก็ยิ่งบึ้งตึงไปใหญ่
นักพรตสันโดษพวกนี้ไม่มีความละอายใจกันเลยแม้แต่น้อย คิดว่ามีคนมากก็เพียงพอแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่านี่คือถ้ำของคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นหวนสู่สัจธรรม กับดักของค่ายกลกระบี่หลายที่ไม่ควรถูกมองข้าม
เดิมทีตู้เสวียนเฉิงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้จะเป็จะตายอย่างไร แม้ว่าเขาเองก็จะเป็นักพรตสันโดษผู้หนึ่งเช่นกัน แต่ระหว่างนักพรตสันโดษกับนักพรตสันโดษ แต่คนพวกนี้กระทำความผิดอย่างกำเริบเสิบสานเช่นนี้ หากเกิดไปโดนกับดักอะไรที่ร้ายแรงเข้า และส่งกระทบมาถึงที่นี่ เกรงว่าสถานการณ์ของลู่อวี่จะยิ่งยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวเองรออยู่เพียงข้างนอกก็ไม่มีประโยชน์อะไร และเมื่อเห็นความไม่มีประสิทธิภาพของอาจารย์ค่ายกลกระบี่แซ่จ้าวผู้นี้อีก กลัวเพียงว่าจะมีเจตนาชั่วร้ายบางอย่างอยู่ ตัวเองจะมองดูลู่อวี่ตายอยู่ข้างในเฉยๆ ไม่ได้
เมื่อคิดเช่นนี้ ตู้เสวียนเฉิงก็ไม่สนใจอีกว่าคนเหล่านี้จะวางแผนอย่างไร ตัดสินใจที่จะใช้เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดทำลายค่ายกลกระบี่ ดีกว่ารอคอยอย่างไร้จุดหมายอยู่เช่นนี้
คิดไม่ถึงว่าทั่วทั้งห้องโถงจะสั่นไหวขึ้นมาทันทีทันใด ไฟที่ติดตั้งไว้อย่างจัดกัดทั้งหมดสว่างขึ้นมา และดับไปหมดทันที ประตูของห้องโถงหลังที่ปิดแน่นค่อยเปิดออกมาช้าๆ พร้อมเสียง “แอ๊ด” ร่างในชุดสีเขียวเปล่งประกายออกมาจากข้างใน และในเวลาเดียวกันยังมีกลิ่นอายความร้อนที่แพร่กระจายตามหลังลู่อวี่ออกมาด้วย
“ลู่อวี่?” ชายสองคนจากตระกูลเมิ่งจำได้ทันทีว่าคนที่ออกมาจากด้านในนั้นก็คือ ลู่อวี่ นายน้อยของตระกูลลู่ แม้ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ในเวลานี้เปลี่ยนไป แต่ไม่ว่าจะเป็รูปร่างหน้าตาหรือท่าทาง สองคนนี้ไม่สงสัยเลยว่าคนคนนี้คือ ลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่
ตู้เสวียนเฉิงหายตัวแล้วเข้ามาอยู่ข้างลู่อวี่ทันที โบกแขนเสื้อเพื่อไล่คลื่นความร้อนที่มาจากด้านหลัง และจ้องมองลู่อวี่ด้วยสายตาที่เปล่งประกายแข็งกล้า เห็นได้ชัดว่าแม้ว่าเขาจะวิตกกังวล แต่ก็เอาใจใส่มากขึ้น
“ผู้เฒ่าตู้ ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าไม่เป็ไร!” ลู่อวี่เอ่ยปากพูดขึ้น และกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นสีหน้าไม่พอใจของเมิ่งเสวียนโตวและเมิ่งเทียนอวิ๋นที่อยู่ด้านข้าง ยังคิดว่าคนสองคนนี้ไม่พอใจที่เขาเข้ายึดสมบัติในห้องโถงด้านหลังไปหมดเสียอีก ดังนั้นก็เลยไม่เก็บเอามาใส่ใจ
ในทางตรงกันข้าม สีหน้าของชายชราแซ่จ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าถอดสี ซึ่งทำให้ลู่อวี่รู้สึกเอะใจ แม้ว่าชายผู้นี้จะมีพลังยุทธ์ในวิชาค่ายกลกระบี่ที่ไม่เลวก็ถาม แต่เห็นได้ชัดว่ายากที่ตระกูลลู่จะได้ใช้ อีกทั้งยังมีประวัติความเป็มาที่ไม่ชัดเจน และไม่คิดเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน ลู่อวี่ก็เลยไม่ได้คิดผูกสัมพันธ์ไมตรีที่ลึกซึ้งด้วย ดังนั้นจึงปล่อยไว้ข้างๆ และหันไปยิ้มให้ตู้เสวียนเฉิง “ผู้เฒ่าตู้ ทำให้เ้ากังวลแล้ว!”
ตู้เสวียนเฉิงใช้ทักษะลับสำรวจดูลู่อวี่อย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่ได้เป็อะไรจริงๆ ถึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และวางก้อนหินก้อนใหญ่ที่ห้อยอยู่ในใจลง แต่ไม่ได้ถามลู่อวี่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องโถงด้านหลังนั้น ซึ่งคงเห็นว่าคนเยอะมากความ และมันก็ไม่ใช่เวลาจะมาซักถามรายละเอียดของเื่พวกนี้
ทันใดนั้น เหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าวซึ่งอยู่ไม่ไกล ที่เปิดประตูและพุ่งเข้ามาเมื่อสักครู่นี้ ก็หายตัวไปในพริบตา
เมิ่งเสวียนโตว และเมิ่งเทียนอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน รีบไล่ตามพวกเขาไปทันที
หลังจากเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ก็เห็นเหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าวยืนทำหน้าเฉยอยู่ที่เดิม โดยไม่มีท่าทีจะไปค้นหาใดๆ เลย ทั้งสองทำท่าราวกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้
นายน้อยตระกูลลู่ลู่อวี่อยู่ในนั้นนานขนาดนี้ หากเขาออกมาจากในนั้นได้อย่างปลอดภัยและไม่เป็อะไรเลย ถึงจะมีสมบัติข้างในนั้น ก็คงถูกกวาดไปหมดเกลี้ยงแล้ว หากมีของดีหลงเหลืออยู่นะสิถึงแปลก ก็เหมือนกับตอนที่เข้ามาแล้วลู่อวี่ทิ้งป้ายนั้นไว้ ทำให้เมิ่งเทียนอวิ๋นเสียเปรียบแต่กลับพูดไม่ออก ดังนั้นเวลานี้เมิ่งเทียนอวิ๋นจึงระมัดระวังเป็พิเศษ
เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ลู่อวี่ไม่ได้เล่นลูกไม้อะไร สิ่งใดที่เห็นว่าสมควรที่จะเอาไปก็เอาไปหมดไม่เหลือให้สักชิ้น ทำเอาทั้งสี่คนที่บุกเข้ามาแต่ละคนหน้าเสียกันไปเลยทีเดียว
เมื่อลู่อวี่หันไปเห็นทั้งสี่คนหน้าเสียไปตามๆ กัน ก็ยิ้มชอบใจ แล้วหันไปขยิบตาให้ตู้เสวียนเฉิง จากนั้นก็เดินหลังเดินกลับไปอย่างภาคภูมิใจ
เวลานี้ทั่วทั้งห้องโถงด้านหลัง นอกจากไฟใต้ดินที่หนึ่งที่ถูกลู่อวี่ทำลาย ไม่ว่าจะเป็บนพื้น ผนัง หรือหลังคา ก็ไม่มีข้าวของใดหลงเหลืออยู่เลย นอกจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนแล้ว ก็เป็เพียงห้องโถงว่างเปล่า
เมื่อเห็นลู่อวี่เดินเข้ามา เมิ่งเทียนอวิ๋นคิดว่าลู่อวี่เข้ามาหัวเราะเยาะตัวเอง จึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็าว่า “นายน้อยลู่ หากกลับเข้ามาเพื่อเยาะเย้ยพวกเราสี่คน เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูด เพราะอย่างไรเสียตระกูลเมิ่งของเราก็เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตู มีสมบัติอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน เพียงสิ่งของธรรมดาพวกนี้ มันไม่อยู่ในสายตาหรอก”
“อ้อ เช่นนี้นี้เอง เดิมทีข้าได้ของดีมาชิ้นหนึ่งจากห้องโถงด้านหลัง และคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเอง ยังคิดอยู่ว่าจะเอามาแลกเปลี่ยนกับสหายเมิ่ง ให้ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองไม่มี แต่ในเมื่อสหายเมิ่งไม่สนใจ เช่นนั้นก็คงต้องสอบถามสหายนักพรตเหวินและสหายนักพรตจ้าวแล้ว!” ลู่อวี่พลางพูดและพลางหงายมือออกด้วย หม้อต้มทองคำขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากำปั้นของผู้ใหญ่ เปล่งแสงสีฟ้าอันนุ่มนวลปรากฏขึ้นในมือของเขา
“ฟิ้ว!” ทันทีที่เสียงดังขึ้น นอกจากลู่อวี่แล้วสายตาทั้งสี่คนก็ล้วนมองไปที่หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวทันที แม้แต่เมิ่งเสวียนโตวที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนแล้วก็ยังมีสายตาที่ลุกเป็ไฟ
แต่ก่อนเมิ่งเสวียนโตวฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่นอกตระกูล และไม่ค่อยได้รับการดูแลจากตระกูลเมิ่งมากนัก แม้ว่าจะมีอาวุธวิเศษอยู่บ้างสองสามชิ้น แต่กลับไม่ได้เหมาะสมกับเขา โดยเฉพาะไม่ใช่ของที่ดีนัก ตอนนี้เมื่อเห็นว่ามีอาวุธวิเศษปรากฏขึ้นมาอีกชิ้น ก็ต้องสนใจอยู่แล้ว
ไม่นานทุกคนก็ค้นพบว่าอาวุธวิเศษนี้คืออาวุธวิเศษที่เหมือนหม้อทองสัมฤทธิ์ หลังจากใช้พลังจิตตรวจสอบดูอย่างละเอียด สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
คนพวกนี้ถือว่าเป็คนที่มีความรอบรู้ ใช้เพียงเพียงพลังจิตสำรวจดู ก็รู้สภาพของอาวุธวิเศษนี้คร่าวๆ แล้ว มันเป็หม้อทองสัมฤทธิ์ที่ใช้หลอมอาวุธจริงๆ ของสิ่งนี้พบเห็นได้น้อยมาก แต่หากไม่รู้เื่หลอมอาวุธ มันก็ไม่เป็ประโยชน์อะไรกับนักพรตสันโดษ
แต่เมิ่งเทียนอวิ๋นนั้นต่างออกไป เขากระตือรือร้นขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหม้อต้มใบนี้
ตระกูลเมิ่ง ดำเนินกิจการขุดแร่ต่างๆ เป็เสาหลักของตระกูลอยู่ในเทียนตูมาตลอด เวลานับพันปีมาแล้วที่ไม่รู้ว่าขุดแร่มาแล้วจำนวนเท่าไร มีแร่ธาตุหายากจำนวนนับไม่ถ้วนที่เก็บรวบรวมไว้ในคลังสมบัติของตระกูล ทว่าในด้านหลอมอาวุธตระกูลเมิ่งกลับมีความก้าวหน้าไม่มาก หนึ่งคือยากที่จะฝึกคนหลอมอาวุธ และคนที่มีความสามารถก็มีน้อยมาก สองคือเตาหลอมที่ใช้ในการหลอมอาวุธมีคุณภาพที่ต่ำ แร่ธาตุจำนวนมากเริ่มละลายในเตาหลอมก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้น นี่จึงเป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตระกูลเมิ่งพัฒนาทักษะการหลอมอาวุธได้ช้า
ดังนั้น หลังจากที่เห็นหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ที่ใช้หลอมอาวุธในมือของลู่อวี่แล้ว เมิ่งเทียนอวิ๋น ก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่า หากเขาสามารถแลกเปลี่ยนของสิ่งนี้แล้วนำกลับไปมอบให้กับตระกูลของเขาได้ ต้องได้รับรางวัลจำนวนมหาศาลแน่นอน
แม้ว่าลู่อวี่จะไม่รู้สถานการณ์ของตระกูลเมิ่ง แต่ทันทีที่หยิบหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวออกมาก็ค่อยจับตาดูแววตาของสี่คนนี้ หลังจากสังเกตดูสักพักแล้ว ก็รู้เลยว่าตระกูลเมิ่งมีแนวโน้มมากที่สุด ดังนั้นจึงกล่าวออกมาว่า “หม้อต้มนี้มีชื่อเรียกว่า ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ ทำจากทองแดงหยวนจิงเป็วัสดุหลัก ประกอบไปด้วยค่ายกลกระบี่เทียนกังสามสิบหกรูปแบบ แม้แต่ในบรรดาอาวุธวิเศษก็ถือว่าเป็ของที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะใช้ในการต่อสู้กับศัตรูหรือหลอมอาวุธก็ล้วนแต่เป็สิ่งของที่หาได้ยากยิ่ง!”
แม้ว่าเมิ่งเทียนอวิ๋นมุ่งมั่นที่จะเอาของนี้มาให้ได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับนายน้อยตระกูลลู่ ก็ไม่สามารถแสดงความกระตือรือร้นออกมาเกินหน้าเกินตาได้ ดังนั้นจึงพูดเพียงว่า “ของสิ่งนี้ไม่เลวจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าพี่ลู่้าแลกกับอะไร?”
ลู่อวี่ยิ้มและกล่าวว่า “น้องเมิ่งผู้ประเสริฐไม่ต้องกังวล ข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย แต่ของสิ่งนี้มันล้ำค่าจริงๆ ข้าไม่ได้ใช้ก็เลยนำมาแลกเปลี่ยนจองที่ตัวเองต้องใช้ หากทั้งสี่ท่านมีของที่ข้า้า ถึงราคาจะน้อยกว่านี้ก็ไม่เป็ไร!”
