คำพูดของน้าโจวเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง สีหน้าของสมาชิกตระกูลถังั้แ่คนแก่ยันเด็กเล็กพลันเปลี่ยนเป็เลิ่กลั่ก โดยเฉพาะถังฟู่กุ้ยที่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาดีดตัวลุกขึ้นยืนราวกับปลาช่อนถูกทุบหัว ะโลั่นแก้เก้อ
“น้าโจวพูดอะไรบ้าๆ บุหรี่อะไรกัน ฉันไม่เห็นรู้เื่เลยนะ”
น้าโจวถลึงตาใส่ รัศมีนางพญาแผ่ซ่านทำเอาคนรอบข้างชะงัก
“นี่มันหมายความว่ายังไง เมื่อคืนแกแอบย่องมาหาฉันถึงบ้านกลางดึก ขอร้องให้ฉันช่วยเอาของไปปล่อย พอตอนนี้จะมากลับลิ้นงั้นเรอะ”
หรือว่ามันจะแค้นที่เธอเคยไปแจ้งตำรวจเื่ก่อนหน้านี้? น้าโจวหน้าถอดสีทันที คนบ้านถังนี่มันหาดีไม่ได้สักคนจริงๆ
ด้วยความโมโห เธอควักเศษเงินไม่กี่อีแปะฟาดลงบนโต๊ะดังปัง แล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
นาทีนี้ ถังซานโฉ่วผู้เป็ประมุขบ้านรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง ใบหน้าของเขาดำทะมึนราวกับก้นหม้อ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เงื้อฝ่ามือหนักๆ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หน้าของลูกชายตัวดีทันที
เพียะ
หลี่ชุ่ยเสียที่กำลังง่วนกับการเก็บเศษเงินบนโต๊ะ สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงลูกชายคนโปรดร้องลั่น นางรีบกวาดเงินยัดใส่กระเป๋าแล้วเอาตัวเข้าขวางสามีทันควัน
“นี่ตาเฒ่าจะทำอะไร จะตีลูกแค่เพราะบุหรี่ไม่กี่ซองเนี่ยนะ เชื่อน้ำลายยัยแก่ปากตลาดนั่นทุกคำเลยรึไง ถ้ามันบอกว่าฉันไปมีชู้ แกก็จะเชื่อมันด้วยใช่มั้ย อีกอย่าง... จะมาตีลูกชายฉันทำไม บุหรี่นั่นนังเด็กอัปมงคลบ้านรองมันขโมยไปต่างหาก”
หลี่ชุ่ยเสียหลับหูหลับตาแถจนสีข้างถลอก ถึงเื่จะแดงโร่ขนาดนี้ นางก็ยังพยายามโยนขี้ให้หลานสาวเป็แพะรับบาป หน้าตาลูกชายสำคัญกว่าความจริงเสมอ
“หุบปากเดี๋ยวนี้”
อำนาจของประมุขบ้านถูกท้าทาย ถังซานโฉ่วฟิวส์ขาด ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าไม้เขี่ยฟืนเหล็กข้างเตาไล่หวดทั้งเมียทั้งลูกไม่ยั้ง ลานบ้านกลายเป็ลานประลองย่อมๆ ส่งเสียงเอะอะโวยวายลั่น
ถังหว่านไม่อยากทนดูภาพอุบาทว์ตา จึงหันหลังกลับเข้าครัว แต่พอก้าวเท้าถึงหน้าประตู สายตาก็เหลือบไปเห็น ‘ถังเสี่ยวจวิน’ พี่ชายคนรองที่ยังนั่งคุดคู้กอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ข้างตุ่มน้ำ ความรู้สึกเวทนาผุดวาบขึ้นในใจ
ชาวบ้านชอบนินทาว่าถังเสี่ยวจวินเป็คนปัญญาอ่อน แต่ความจริงหาเป็เช่นนั้นไม่... สภาพที่เขาเป็อยู่ตอนนี้ ล้วนมีสาเหตุมาจาก ‘เธอ’ เ้าของร่างเดิม
เมื่อถังหว่านอายุห้าขวบ เถียนจ้าวตี้ใช้ให้เธอไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ ทั้งที่ฝนเพิ่งหยุดตกและน้ำเชี่ยวกราก ขนาดผู้ใหญ่ยังยืนไม่อยู่ นับประสาอะไรกับเด็กตัวน้อย ร่างของเธอถูกกระแสน้ำพัดพาเกือบจมหาย
โชคดีที่ถังเสี่ยวจวินซึ่งแก่กว่าเธอแค่ปีเดียว กระโจนลงไปคว้าตัวเธอไว้ ทั้งสองกอดคอกันเกาะโขดหินกลางน้ำอยู่นานหลายชั่วโมง กว่าคนทางบ้านจะรู้ตัวและมาช่วยก็เกือบสาย
กลับมาถึงบ้าน ถังหว่านโดนเฆี่ยนจนน่วม ส่วนถังเสี่ยวจวินจับไข้หัวโกร๋น ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง แม้แต่เปลือกไม้ยังไม่มีจะกิน จะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอ... สุดท้ายก็ทำได้แค่จ้างหมอผีมาร่ายรำปัดเป่าอยู่สองวัน พอฟื้นขึ้นมา เขาก็กลายเป็เด็กสมองช้าอย่างที่เห็น
ถังหว่านไม่แน่ใจว่ากำลังสงสารตัวเองหรือสงสารเขากันแน่ เธอย่อตัวลงลูบศีรษะเขาเบาๆ
“พี่รอง... ไม่ต้องกลัวนะ”
เธอตักน้ำล้างหน้าล้างตาให้เขา แล้วพาเข้าครัว บะหมี่ที่หกใส่หม้อเมื่อครู่ยังลอยอืดอยู่ โชคดีที่ไฟมอดแล้ว เส้นแค่พองตัวขึ้นนิดหน่อยยังพอกินได้
เธอใช้กระชอนตักเส้นใส่ชาม ราดด้วยผักป่าปรุงรส แล้วยื่นให้พี่ชาย
“รีบกินซะ... บ่ายนี้คงต้องออกไปทำงานอีก”
ถังเสี่ยวจวินรับคำสั่งง่ายๆ เขาใช้ตะเกียบพุ้ยเส้นเข้าปากอย่างตะกละตะกลามโดยไม่กลัวร้อน เสื้อผ้าเก่าๆ ที่สั้นเต่อเผยให้เห็นข้อมือข้อเท้าผอมแห้ง ถังหว่านมองดูภาพนั้นแล้วรู้สึกสะท้อนใจลึกๆ
มุมปากเจ็บแปลบขึ้นมา เธอขยับปากเล็กน้อย ลิ้นััได้ถึงรสคาวเื เธอบ้วนน้ำลายปนเืลงพื้นอย่างเหลืออด
...โดนตบหน้าสองครั้งในวันเดียว เหอะ ชีวิตนี้ต่อให้ไร้ค่าแค่ไหน ก็จะไม่ยอมให้ใครมากดหัวย่ำยีได้ฝ่ายเดียวอีกแล้ว
รัตติกาลมาเยือน... เสียงจักจั่นเรไรระงมเซ็งแซ่ หมู่บ้านชนบทจมดิ่งสู่ความเงียบสงัด
ร่างผอมบางของถังหว่านย่องลัดเลาะไปตามความมืด จนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านชาวนาหลังหนึ่ง แสงจันทร์สาดส่องให้เห็น ‘เชือกสีเขียว’ ที่ผูกไว้หน้าประตูไม้
หลายวันที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตจนจับทางได้แม่นยำ... ยามใดที่ ‘แม่ม่ายซุน’ ผูกเชือกสีแดง ถังฟู่กุ้ยจะโผล่หัวมา แต่ถ้าเป็สีอื่น ก็จะเป็คิวของชายชู้คนอื่น
นางแม่ม่ายบริหารรางรถไฟได้เก่งกาจไม่เบา ไม่เคยมีรถไฟชนกันสักขบวน แต่วันนี้... ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยนไป
ถังหว่านแสยะยิ้ม ปลดเชือกสีเขียวออกอย่างใจเย็น แล้วบรรจงผูก ‘เชือกสีแดง’ เข้าไปแทนที่ เสร็จสรรพก็ถอยฉากไปซ่อนตัวในเงามืด รอชมผลงาน
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เงาตะคุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
ถังฟู่กุ้ยเห็นเชือกแดงแกว่งไกวก็ยิ้มกริ่ม หัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนจะปีนข้ามกำแพงเข้าไปอย่างคล่องแคล่วราวกับลิง
ทันทีที่เหยื่อรายแรกเข้าไป ถังหว่านก็ย่องออกมาเปลี่ยนเชือกสีแดงกลับเป็ ‘สีเขียว’ ตามเดิม แล้วกลับไปซ่อนตัวอีกครั้ง
ภายในห้องนอนสลัว สตรีร่างอวบอัดกำลังเคลิ้มหลับ จู่ๆ ก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีน้ำหนักกดทับลงมา
“ทำไมเป็แก” ซุนชุ่ยฮวาลืมตาโพลง น้ำเสียงตื่นตระหนก
ถังฟู่กุ้ยไม่รอช้า ซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นพลางกระซิบกระซาบ “แหม... เล่นละครเก่งจริงนะจ๊ะ หน้าประตูผูกเชือกแดงไว้ชัดๆ ยังจะมาทำไขสือ คิดถึงผัวก็บอกมาเถอะ”
ซุนชุ่ยฮวา แม่ม่ายทรงเครื่องวัยสามสิบกว่า หลังจากสามีตายไปเมื่อสองปีก่อน ความเปลี่ยวเหงาและสายตาหื่นกระหายของชายในหมู่บ้านก็ชักนำให้นางเข้าสู่วงการนี้โดยสมบูรณ์
เมื่อได้ยินว่าหน้าประตูผูกเชือกแดง นางก็ถอนหายใจโล่งอก คิดว่าตัวเองคงจำผิด มือไม้เริ่มซุกซนลูบไล้ตอบสนอง
ไม่นานไฟราคะก็ถูกจุดติด เสียงครวญครางแ่เบาดังลอดออกมา
หลังจากถังฟู่กุ้ยเข้าไปได้สิบกว่านาที เงาร่างที่สองก็ย่องเข้ามาที่หน้าประตู ใช้ไฟฉายส่องดูเชือกสีเขียว พยักหน้าพอใจ แล้วปีนข้ามกำแพงตามเข้าไปอีกคน
โบราณว่า ‘หน้าบ้านแม่ม่ายเื่ฉาวโฉ่เยอะ’ คำนี้ไม่เกินจริง
แม่ม่ายซุนกินดีอยู่ดีขึ้นมาได้ก็เพราะลากผู้ชายขึ้นเตียง แต่เพื่อป้องกันรถไฟชนกัน นางจึงคิดระบบ ‘รหัสสี’ ขึ้นมา แต่ละสีแทนตัวผู้ชายแต่ละคน ทำให้รอดตัวมาได้ตลอดสามปี
แต่คืนนี้... ความฉิบหายกำลังจะมาเยือน
เมื่อเห็นเงาร่างที่สองหายลับเข้าไปในบ้าน ถังหว่านก็ลุกขึ้นปัดฝุ่น กลั้นหัวเราะสะใจพลางมองไปที่หน้าต่างบานนั้น แล้วรีบถอยฉากจากไปอย่างเงียบเชียบ
ปัง ปัง ปัง
“โว้ย ใครมันมาเคาะประตูหาพ่อหาแม่ดึกดื่นป่านนี้ คนจะหลับจะนอน” เถียนจ้าวตี้งัวเงียตื่นขึ้นมาบ่นอุบ หาวจนปากกว้างเห็นลิ้นไก่
กลางวันก็วุ่นวาย กลางคืนยังจะมาประสาทแดกกันอีก บ้านใครมีคนตายหรือไงถึงต้องมาทุบประตูกันขนาดนี้
นางสวมรองเท้าแตะเดินกระแทกส้นไปเปิดประตูรั้วด้วยความหงุดหงิด เตรียมจะด่ากราดคนมาขัดจังหวะนิทรา
“พี่สะใภ้?”
ยังไม่ทันได้อ้าปากด่า เถียนจ้าวตี้ก็ถูกผลักอกจนเซถอยหลัง ‘จางเหม่ยลี่’ น้องสะใภ้บ้านใหญ่รีบสวนเข้าถามเสียงตื่น
“พ่อกับแม่ตื่นหรือยังพี่?”
“ถามบ้าอะไรของหล่อน เวลานี้พ่อกับแม่ไม่อยู่บนเตียงแล้วจะไปอยู่ที่ไหนฮะ” เถียนจ้าวตี้ตวาดแว้ด
จางเหม่ยลี่รู้ฤทธิ์เดชความปากจัดของพี่สะใภ้รองดี จึงไม่เสียเวลาต่อล้อต่อเถียง เธอรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ไปที่ห้องโถงใหญ่ แล้วระดมทุบประตูห้องนอนปู่ย่าดังสนั่น
ปังๆๆๆ
“พ่อ แม่ ตื่นเร็วเข้า เกิดเื่ใหญ่แล้ว”
